Friday, May 18, 2012

ไปฟัง ดร นิเวศ์มา 18/5/2555



ก็สรุปคร่าวๆนะครับ

1 ช่วงนี้หุ้นตกลงมา ทำอย่างไรบ้าง (1250--> 1150) 

ไม่ทำอะไร ซื้้อไว้ แล้วก็ไปเที่ยวไปเรื่อย เพราะหลักการคือ ให้เงินคนอื่นทำงาน ไม่ชอบก็ย้าย

2 ได้ยินมาว่า 2700 ล้านแล้ว 

ไม่รู้ ตัวเลขมันขึ้นๆลงๆ (ผมคาดว่ามากกว่า) ตัวเลขมันหลอกตา 
คิดว่าตอนนี้ทำธุรกิจส่วนตัว ไม่รู้ว่าราคาเท่าไร รู้แค่กำไรกับปันผลก็พอ

สำหรับคนที่ไม่รู้ (ภรรยา) ก็มักจะบอก 70% เท่านั้น เพื่อที่จะกันหุ้นตก รู้แค่ว่า ธุรกิจดี มีกำไร ปันผล เติบโตได้ มีส่วนแบ่งตลาด แล้วเราได้เป็นเจ้าของก็รู้สึกดี เราเป็นลูกค้าก็รู้สึกดี

ไม่ใช่บริษัทที่สวยหรู แต่เราเป็นลูกค้า ยังไม่อยากยุ่งเลยแบบนี้ 

3 เวลาดูบริษัท ดูยังไง ย้อนหลัง กี่ ปี มองไปข้างหน้า กี่ปี

ดูย้อนหลังเท่าที่จำความได้ แต่ถ้างบก็ดูใน set ก็ได้ 5 ปี

อนาคตคิดว่า 10 ปีก่อนยังไง อีก 10 ปีก็น่าจะเป็นอย่างนั้น แต่ต้องไม่ใช่บริษัทที่มาตามกระแส เน้นเปลี่ยนแปลงช้าๆ

เหมือนนักเรียนเก่ง ก็น่าจะอนาคตดี 

อย่าง ดารา นักกีฟิา พวกนี้ ดังแปปๆ แล้วหายไปเลย 

ต้องเป็นแบบ ผบ ที่เก่ง ยังไงก็เก่ง แบบนี้ ยังไงก็อยู่ได้

4 แล้วการจับจังหวะ การซื้อแบบไหนยังไง

ต้องวิเคราะให้ได้ว่า ธุรกิจ อยู่นานแค่ไหน Cycle ก็พอไหว แต่ต้อง all Season ถึงจะดี

แค่วิเคราะห์ว่าตัวไหนดี ก็ยาวเลย

อย่างเรือ ตอนขาดตลอด เท่าไรก็ต้องจ่าย แต่ตอนนี้ล้นตลาด เท่าไรก็ต้องรับ

5 ดร วิเคราะห์ขนาดนี้ สอนได้ไม

ผมไม่ได้เก่ง IQ สูง เลยต้องหาหุ้นเข้าใจง่ายๆ ชอบอะไรง่ายๆ 

อย่างแบงค์ ข้อดีคือ นอนเก็บเงินได้เลย ข้อเสีย แบงค์จะดีจนวันเจ็ง ( NPL กับเรื่องคนแห่ถอนจนพัง)

6 แล้ววิเคราะห์ยังไง

มันต้องเข้าใจว่าจะมีรายได้ยังไง กำไรได้ยังไง แล้ว เจ็งยังไง  ต้องเข้าใจให้มากๆ 

แล้วเรื่องที่เหลือเป็นพวกที่พูดถึง อสังหา รวมไปถึง โฆษณา IN SQUARE ด้วย (ผู้สนับสนุน) 

แต่ ดร ก็ยังยืนยัน นอนยัน ว่าจะเล่นหุ้นอย่างเดียว ไม่คิดทำอย่างอื่น 

ส่วนผม ก็เผลอไปจองที่ด้วย 555



เรื่องที่เหลือที่น่าสนใจก็ เปรียบหุ้นเป็นลูก

หุ้นดี ลูกดี หุ้นเลว ลูกเลว แต่โชคดีหุ้นเราทิ้งได้ แต่ลูกทิ้งไม่ได้ 

ของผม (ดร) มีแต่ลูกดีๆเต็มบ้าน ลูกเลวๆทิ้งไปหมดแล้ว ตอนนี้จะทิ้งลูกดีๆ ก็สงสาร ก็เลยเก็บไว้ 

แต่คนส่วนใหญ่ ลูกดีๆ หนีไปหมด ลูกเลวๆ เต็มบ้านเลย

Friday, May 11, 2012

-บรรทึกช่วยจำ เริ่มต้น


ขอแจ้งก่อนล่วงหน้า นี่ไม่ใช่บทความเชิญชวนเล่นหุ้น


ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของผม เท่าที่เคยเจอมาในชีวิตตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ผมเริ่มหันหลังในกับโลก เริ่มถามตัวเองมากขึ้นว่าต้องการอะไร

คนธรรมดาในวัยผม สิ่งที่ต้องการอะไรบ้าง ต้องการงานทำ ต้องการเงินเดือน ต้องการเพื่อน ต้องการสังคม ต้องการความสบาย ต้องการความหรูหรา ต้องการหน้าตา ต้องการอะไรอีกหลายๆอย่าง

แต่ที่ผมต้องการในตอนนั้นคือ ความต้องการในการอยู่สบาย ทำให้ผมเริ่มคิดแล้วว่าจะอยู่ยังไง

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ช่วงเวลานั้น ผมนั่งคิดเสมอๆ ทำยังไงถึงจะรวย ถึงจะมีเงินตลอดเวลาไม่ขาดมือ

จนได้มาสนใจในหุ้นในช่วงแรก คิดว่าง่ายๆ ลงไป แสน ได้กำไรสักหมื่น ต่อเดือน ก็อยู่ได้แล้ว (10%ต่อเดือน)

แต่ไม่ง่ายเลย เมื่อเทียบกับความคิด มันทำไม่ได้เลย 10%ต่อเดือน มันคือ 213%ต่อปี หรือ 3เท่าเลย

ขนาดคนเก่งๆดังๆ ยังไม่เกิน 50% ต่อปีเลย แล้วเราเทพมาจากไหนบ้าหรือเปล่า

-----------------------------------------------------------------------------------------------

จนกระทั้งเริ่มมาอ่านหนังสือมากๆ เพราะอยากสบายนี่ล่ะ

ก็เริ่มเห็นทางใหม่ๆ ที่คนไม่ธรรมดาเขาทำกัน คนธรรมดาทำไม่ได้ และผมเองก็ไม่อยากเป็นเพียงคนธรรมดาเสียด้วย

แล้วเห็นในสิ่งที่แตกต่างกันของคนธรรมดากับคนไม่ธรรมดามากขึ้นเรื่อยๆ เคล็ดลับของคนที่ะรวยในหลายๆแบบ ที่เป็นไปได้ และผมเองก็สามารถทำได้เช่นกัน

-----------------------------------------------------------------------------------------------

Monday, May 7, 2012

แอบดู PATO


******************update20/11/56**************************

กลับมาดูอีกรอบ หลังจากที่เห็นว่าเรื่อง พรบ เรียบร้อยแล้ว  ^^" 

Pato เป็นทั้งผู้นำเข้า ผู้ผลิต และผู้จำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรู 

โดยรูปแบบที่นำเข้ามี 2 แบบ
1.รูปเทคนิคอลเกรด  (Technical Grade) (80%)- เป็นแบบเข้มข้น ต้องเอามาผสมอีกทีให้เป็นสูตรสำเร็จอีกที
2.รูปผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป (Finished Product) (20%)- เป็นแบบพร้อมใช้งานเลย มักจะเอามา repack ให้เล็กลงอีกทีนึง
*การที่บริษัทนำเข้าแบบ เทคนิคอลเกรด เยอะ จะทำให้มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่งรายอื่นมา
และสารที่นำเข้ามาเป็น
  - สารกำจัดแมลงศัตรูพืช  40 %
  - สารกำจัดวัชพืช  50 %
  - สารกำจัดศัตรูพืชอื่นๆ ที่ไม่ใช่แมลง 10%

** ไม่มีการผูกขาดการซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายรายใด และไม่มีการสั่งซื้อวัตถุดิบจากผู้ผลิตเกิน 30% 
สัดส่้วนการซื้อในประเทศ ราวๆ 20% ที่เหลือ 80% ต่างประเทศ


ส่วนผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ขาย มี 2แบบ (ในเชิงธุรกิจ)

1.  Specialty  Products :(30%) เป็นผลิตภัณฑ์มีการจดลิขสิทธิ์ไว้ หรือไม่มีผลิตภัณฑ์อื่นๆที่คล้ายๆกัน

2. Commodity Products :(70%)  คล้ายๆสินค้าโภคพันธ์ หมายถึง ยาที่ ใครผลิตออกมา ก็ไม่ต่างกัน ทำให้มีการแข่งขันสูง และแข่งขันด้านราคาด้วย และการตัดสินใจซื้อของลูกค้าเลยขึ้นอยู่กับเครื่องหมายการค้าเป็นหลัก

โครงสร้างรายได้ ** ขอใช้ของปี 53 แทน เนื่องจากปี 54 และ 55 (56ด้วย) มีปันหาเรื่อง พรบ เข้ามา 
รายได้มาจากในประเทศ 100% โดย
สารกำจัดแมลง ประมาณ 50% 
สารกำจัดวัชพืช ประมาณ 35%
สารกำจัดเชื้อรา ประมาณ 10%
สารกำจัดไร ประมาณ 5%

รายได้หลักมาจากภาคกลาง ราวๆ 60% 
รายได้หลักมากจาก การขายให้กับ นาข้าว 78%

บริษัท พาโตเคมีอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) นับได้ว่ามีกำลังการผลิตสารกำจัดศัตรูพืชชนิดเม็ดสูงที่สุดในประเทศ คือมีกำลังการผลิตถึง 35,700 ตันต่อปี แต่จากปัญหาที่เกิดขึ้นจาก พรบ. วัตถุอัตรายฉบับปัจจุบัน ทำให้บริษัทไม่สามารถผลิตสารกำจัดศัตรูพืชชนิดเม็ดเลยในปี 2555 

กลยุทธทางการตลาด
1. ผลิตภัณฑ์ได้คุณภาพ ขายมานานกว่า 30ปี
2. กลยุทธ์ในการกำหนดผลิตภัณฑ์ให้ลูกค้าขาย โดยจะไม่ให้ซ้ำกับลูกค้าอื่นๆที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ป้องกันการตัดราคา**** (กลยุทธ์แปลกดี)
3. ส่วนใหญ่นำเข้าแบบ เทคนิคคอลเกรด ทำให้ได้เปรียบเรื่องต้นทุน
4. ความสัมพันธ์ระดับ ผบ กับลูกค้า
5. ความเร็วในการบริการ ในรัศมี 200 กม ก็ส่งให้ แต่ถ้าไกลกว่านั้น จะพิจารณาอีกที โดยความรวดเร็วสำคัณมากเพราะต้องทันต่อฤดูกาลซึ่งบางทีสั้นมาก เช่นสารกำจัดวัชพืชก็ทันหน้าฝน (ฝนตกแปปๆหญ้าขึ้น) สารกำจัดแมลงต้องทันการระบาด (การระบาดจะเกิดเร็วมาก)
6. มีผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายมากกว่า 80 ชนิด

การจำหน่าย และช่องทาง มี 3แบบ
1.ตลาดของบริษัทตัวแทนจำหน่าย (Distributors) 22% 
กลุ่มนี้จะซื้อสินค้าบริษัท แต่เอาไปติดแบรนด์ตัวเอง หรือบริษัทเป็น OEM (รับจ้างผลิต) 
** ดีที่ไม่เยอะ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

2.ตลาดของบริษัทแบ่งบรรจุ (Local Repackers) 2% 
คล้ายๆ อันแรก แต่จะขอซื้อไปแบบขนาดใหญ่ๆ แล้วเอาไป repack อีกทีนึง เพื่อขายในแบรน์ของตัวเอง
** คล้ายๆแบบแรก

3.ตลาดของลูกค้าโดยทั่วๆไป (Dealers or Free Market) 76%
มีตัวแทนไปขายตามจังหวัดต่างๆ ในแบรนด์ของ PATO 
** ดีครับ 

สัดส่วนลูกค้ารายใหญ่ 10 รายแรก เกือบ 30% ของตลาด แต่ไม่มีลูกค้ารายไหนเกิน 10%

เรื่องการกำหนดราคา  มักจะถูกกว่าของต่างประเทศ แต่แพงกว่าของในประเทศ โดยเทียบกับปริมาณการใช้ต่อไร่ กับสินค้าอื่นที่ใกล้เคียงกัน


บริษัทมีนโยบายที่จะขยายส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น โดยมีความได้เปรียบคือ
- ต้นทุนต่ำจาก Technical Grade 
- เพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทข้ามชาติด้วยเหตุที่บริษัทมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า ดังที่ ได้กล่าวมา แล้วข้างต้น   บริษัทคาดว่าจะสามารถเข้าไปชิงส่วนแบ่งการตลาดในเบื้องต้นได้ปีละประมาณ 5-10% ของมูลค่าการจำหน่ายของบริษัทซึ่งเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ และจะเพิ่มขึ้นในปีต่อๆไป 
- บริษัทจะขยายตลาดเข้าไปในพื้นที่ใหม่ (Vergin) อันได้แก่ พื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือพื้นที่ที่อยู่ในช่วงกำลังพัฒนาซึ่งมีสัดส่วนถึง 60% ของพื้นที่ของประเทศไทย โดยทำการส่งนักวิชาการเข้าไปแนะนำเกษตรกรให้รู้จักใช้ผลิตภัณฑ์สารกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกวิธีเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้นและผลิตผลที่ได้มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของตลาดซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เป็นต้น

เรื่องกำลังการผลิต 
ค่อนข้างเหลือเฟือ โดยในใช้ปีที่ใช้กำลังการผลิตสูงสุด (รวมทั้งหมดนะครับ) 
- ชนิดน้ำ กำลังการผลิต 6,482 ใช้ไป 3,903
- ชนิดเม็ด กำลังการผลิต 35,700 ใช้ไป 15,912
- ชนิดผง กำลังการผลิต 4,060 ใช้ไป 659

โรงงานเป็นผู้รับจ้างผสมปรุงแต่งจึงไม่มีวัตถุดิบเหลือใช้ หรือของเสียจากขบวนการผสมปรุงแต่ง มีเพียงแต่ภาชนะบรรจุที่อาจปนเปื้อน โดยบริษัทได้ว่าจ้างผู้ชำนาญการกำจัดของเสียที่ได้รับใบอนุญาตในการขนย้ายภาชนะปนเปื้อนเข้าขบวนการเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่หรือทำลายทิ้ง  

ความเสี่ยง
1. ด้านธรรมชาติ ภาวะดิน ฟ้า อากาศ ที่มีผลต่อลูกค้าหรือเกษตรกร โดยตรง
2. ด้านการตลาด แต่เชื่อว่าน้อย เพราะมีคนขายทั้งประเทศ และการเลือกตัวแทนไม่ให้มีการขายสินค้าเหมือนกันในพื้นที่เดียวกัน ป้องกันไม่ให้ตัดราคาสินค้า และ สินค้ายังได้รับการยอมรับจากลูกค้ามานาน และถูกกว่าผลิตภัฑณ์ที่นำเข้าจากต่างประเทศด้วย
3. เรื่องเทคโนโลยยี ไม่มีปัญหา เพราะไม่ได้ใช้เทคโนโลยีรขั้นสูง 
4. เรื่องสินเชื่อ
5. ความเสี่ยงในการแลกเปลี่ยนเงินตรา เต็มๆเลย เพราะนำเข้าเป็นหลัก
6. ความเสียงจาก พรบ  วัถตุอันตราย


เรื่องของงบการเงิน

**ปี 55 มีปัญหาเรื่อง พรบ

งบดุล ปี54
ทรัพย์สิน
เงินลงทุนชั่วคราวเยอะจัง  33%
ลูกหนี้การค้า 24%
*หนี้สงสัยจะสูญ ต่ำมาก ราวๆ 0.3%
สินค้าคงเหลือ 19%
*ส่วนใหญ่เป็น วัตถุดิบและบรรจุพัน เกือบ 80% 
ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ 8%
สินทัพย์ไม่มีตัวตน (ทะเบียนยา) 5%

หนี้สิน เทียบกับทรัพย์สิน 16% (หนี้น้อยมาก)
ส่วนใหญ่เป็น เจ้าหนี้การค้า 57% 
และเงินกู้ยืม 21%

ที่เหลือเป็นส่วนผู้ถือหุ้น
*มี ESOP นิดหน่อย 2%

งบกำไรขาดทุนโดยรวม ปี 53-55
ต้นทุนราวๆ 65-70% ของรายได้่
ค่าใช้จ่ายในการขาย ราวๆ 5%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ราวๆ 4%
NPM ราวๆ 20% ของรายได้ 

งบ 3 เดือน 3/56 
ต้นทุน 63% ของรายได้
กำไรขั้นต้น 37% 
กำไร(ขาดทุน)จากการลงทุน ประมาณ 5% ของกำไรสุทธิ 
* ต้องระวังเรื่องรายได้ที่ไม่มีต้นทุนด้วย
ค่าใช้จ่ายในการขาย 5%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร 4% 
ภาษี 20% 

ค่าเสื่อมต่ำมากๆ

**ปันผลราวๆ 85% ของกำไรสุทธิ

สิ่งที่เน้น คือ ไม่ควรเอา ROE มาเป็นหลักในการด เนื่องจากบริษัทมีการปันผลเยอะมาก ทำให้ ROE ดูค่อนข้างจะสูงมาก แต่ที่น่าสนใจเป็นเรื่องของการเติบโต ถ้าบริษัทสามารถโตได้ 5-10% อีก โดยที่ปันผลออกมาเยอะขนาดนี้ ก็ถือว่าน่าสนใจ 

เรื่องกำลังการผลิตที่เหลือเฟือ ก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรมากมายด้วย 



****************************************************************************
ส่วนนี้เขียนเมื่อนานมาแล้ว


Pato พาโต  จริงๆ

ตัวนี้เป็นตัวที่ผมได้มาจากการหาหุ้นด้วยวิธี ROE สูง PE ต่ำ 

เหตุผลในตอนนั้นเกิดจากการคิดว่า ผลตอบแทนผู้ถือหุ้นสูง เราก็จะได้สูงตามไปด้วย แล้วถ้าเราได้หุ้นในราคาถูก ก็จะทำให้ผลตอบแทนที่ได้ ดีมากๆ ทำให้ไปพบตัวนี้ (ตัวอื่นก็มี อย่าง MCS)

ถ้าเราซื้อหุ้นที่ PE ต่ำ เราจะได้กำไรในปีนั้นเท่ากับ E/P และเมื่อระยะเวลาผ่านไป กำไรที่ได้จะได้เท่ากับ ROE 

ปัญหาคือ ถ้า Book ไม่เพิ่ม กำไรที่ได้ก็จะได้แค่ PE เท่านั้น (พวกปัญผลมากๆ)

เข้าเรื่องเลยล่ะกัน ตัวนี้ขาย ยาฆ่าแมลง ลองไปถามเกษตรกรมาล่ะ รู้จักดี แถมชอบด้วยเพราะใช้แล้วแมลงตาย เห็นผลทันตาเลย

ส่วนเรื่อง market share ก็อันดับ 7 มั้ง ไม่แน่ใจ แต่อันดับ 1 - 10 ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก (คล้ายเครื่องสำอาง) ที่ไม่มีรายใดที่ได้ตลาดไปครอบครองอย่างมีนัยยะ 

เรื่องธุรกิจ นำเข้าสารเคมี ผสมสารเคมีเป็นยาฆ่าแมลง ขาย

ปัญหาที่เกิดในปีก่อนคือ พรบ หมดอายุ ทำให้ผลิตยาฆ่าแมลงไม่ได้ แต่เหมือนว่าตอนนี้จะผ่านแล้วมั้ง ไม่ได้ติดตาม




ตัวช่วยเลือกหุ้น

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

ยาฆ่าแมลง ถ้าดูแบบคนรักธรรมชาติ มันไม่หมด มันตกค้างนะ แต่เราเป็นนักลงพุง เอ๊ย ลงทุน ดังนั้นยาฆ่าแมลง ใช้แล้วหมดแน่นอน

รู้จักกับเกษตรกรท่านหนึ่งมา ว่าการใช้ยาฆ่าแมลง มักใช้ช่วง ต้นอ่อน กับ ช่วงกำลังออกลูก มาก แต่ช่วงอื่นก็ใช้บ้าง

ช่วงที่เป็นพีค ก็น้ำฝน เพราะคนเริ่มทำนา

2 สินค้าที่อาจมีการทดแทนได้ง่าย

ยาฆ่าแมลงแบบรักษาธรรมชาติ อย่างเช่นพวก สารสกัดจากใบไม้ พวกนี้อนาคตน่าจะมาแรง 
เครื่องดักจับแมลง ที่เคยเห็นก็แมลงวันทอง จะมีน้ำยาล่อแมลงวัน ก็เอาไปใส่ขวดน้ำ เจาะรูเล็กๆ พอแมลงวันได้กลิ่น ก็เข้ามาตอม แต่ออกไม่ได้ ตายเต็มเลย 
มุ้งครอบสวนผัก พวกนี้ราคาค่อนข้างสูง 
อื่นๆอีกเยอะ 

ปัญหาคือ ยาฆ่าแมลง ในอนาคตคงจะแย่ลงเพราะว่า คนต่างชาติ ต่อต้านกันเยอะ อย่างผมก็เลือกผักแพง แต่ชัวร์นะ

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

สำหรับชาวบ้าน ถ้ายาตัวไหนใช้ได้ ก็ใช้ตัวนั้น จนกว่าจะใช้ไม่ได้ (ดื้อยา) ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ สำหรับ ขึ้นอยู่กับว่า คนขายแนะนำอะไรให้มากกว่า 

ที่เหลือก็แค่ PATO จะทำยาให้มีคุณภาพคงที่สม่ำเสมอ และใช้ได้ผลตลอดเวลา


4 คู่ค้า

เป็นบริษัทอื่นๆ แต่ราคาสารเคมี ค่อนข้างจะมีราคากลางอยู่แล้ว จึงไม่น่ามีปัญหาในเรื่องราคา บางครั้งอาจจะได้เปรียบด้วยซ้ำ เพราะที่ไหนก็เหมือนกัน

ลูกค้า


ส่วนนี้ เชื่อว่าเป็นพ่อค้าคนกลางจะเป็นคนรับไปขาย ทำให้ต้องขายส่ง กำไรอาจจะได้น้อยกว่าที่ควร แต่ก็ยังได้กำไรที่สูงอยู่

6 คู่แข่ง


บริษัทใหญ่ๆ ในตลาดมีน้อย แล้วแต่ละรายก็ไม่ได้กินตลาดมากไปกว่ากันนัก นอกจากนั้น พรบ ยังเป็นตัวป้องกันที่ทำให้ บริษัทใหม่ๆ เข้ามาได้ยาก
7 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

เรื่องราคา สารเคมี แต่ที่ผ่านมาเหมือนไม่มีปัญหานะ

8 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

ส่วนนี้ผมคิดนะ
ข้อเสีย
ลูกเกษตรกรส่วนใหญ่ เริ่มออกมาหางานทำมากขึ้น อาจทำให้เกษตรกรมีน้อยลง
สินค้าเกษตรเริ่มต้องการสินค้าทีปลอดภัย ไร้ยาฆ่าแมลง
พรบ ที่มีเยอะ รวมไปถึงระบบ ราชการที่ห่วย

ข้อดี
แต่อนาคตคนมากขึ้น อาหารย่อมต้องมากขึ้นตาม
การใช้วิธีอื่น จะมีต้นทุนที่สูงกว่า การใช้ยาฆ่าแมลง
พรบ ที่มีเยอะ รวมไปถึงระบบ ราชการที่ห่วย >> ทำให่้รายใหม่เข้ามายาก และช้าจะระบบราชการ

เรื่องของตัวบริษัท งบการเงิน


1 สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น

หนี้สินแบบนี้ ไม่มีเลยดีกว่า 1 ในบริษัทไม่มีวันล้ม ส่วนกำไรที่ไม่โต มาจากการปันผล เกือบหมดเลยนี่ล่ะ

2 รายได้ กำไร ROA ROE อัตรากำไรสุทธิ

รายได้ต่อสินทรัพย์เยอะอยู่ เพราะไม่มีโรงงาน (มีแค่พื้นที่ผสมสารเคมี)
กำไรสุทธิ ขึ้นทุกๆปีเลย ค่อนข้างแข็งแรง
ROE เพิ่มทุกปี จากกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่ส่วนผู้ถือหุ้นไม่เพิ่ม ถือว่าดีเพราะไม่ต้องลงทุนเลย

3 รายได้ และ รายจ่าย

ต้นทุนส่วนใหญ่มากจากการผลิต (นำยามาผสม) 
ส่วนอื่นๆน้อยมาก ทำให้กำไรที่ได้สูงด้วย

เรื่อง ผบ

เงียบมาก แทบไม่มีข่าวเลย อยากไปฟังประชุมเหมือนกัน แต่ไม่มีเวลาไป เสียดาย
1 บริษัทที่พึ่งเจ้าของมากเกินไป

อันนี้ไม่รู้ แต่เชื่อว่า เปลี่ยนเจ้าของไป บริษัทก็ยืนอยู่ได้ ด้วยแบรน์
2 บริษัทที่ทำหลายอย่างเกินไป ออกนอกความถนัดเกินไป ชอบทำตามคนอื่น ขยายตัวรุนแรง

ไม่มีปัญหาเลย เพราะว่าทำแต่ยาฆ่าแมลงเป็นหลักๆ




Thursday, May 3, 2012

แอบดู Jubile


สำหรับตัวนี้ ขายเพชร แหวน จี้ สารพัดความงามในตลาดหลักทรัพย์ กลุ่มนี้ผมคิดว่าน่าจะมี 2 ตัวนะ ไม่แน่ใจ คือตัว Jubile กับ pranda ความแตกต่างกันคือ jubile ขายในไทย pranda (ถ้าจำไม่ผิด) ขายในต่างประเทศ

สำหรับเรื่องการประชุมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปด้วยนะ ก็ลองๆไปอ่านดูนะครับ

สำหรับตัวนี้นะ ผมว่าตรงๆเลย ส่วนเดียวที่ทำให้ผมยังไม่อยากลง คงเป็นเรื่องผลิตภัณฑ์ ที่ผมไม่เข้าใจนะ

เพราะว่าเรื่องเครื่องแต่งกายผมยังงงเลย ผมตอบไม่ได้ว่า ต่อไปจะเป็นยังไง เพราะถ้าวันนี้ผมเชื่อว่า ถามเด็กคนนึง ระหว่างแหวน 20,000 บาท กับ Iphone 20,000 บาท ผมเชื่อว่าเด็กเลือก Iphone 

แต่ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าจะเป็นแบบนั้นเพราะถ้าคนมี Iphone ก็อาจจะเอาแหวนแทนก็ได้ เพราะยังไง แหวนจะมีหลายกัน ก็ไม่น่าเกลียด แต่ Iphone คงไม่มีใครอยากมีหลายเครื่องหรอก (นอกจากเครื่องเก่าเสีย)

แต่ก็อย่าลืม เพชรมันเก็บไว้ได้นาน นานมากๆ อาจทำให้คนที่มีแล้ว ไม่ต้องการซื้ออีกก็ได้ แล้วจะเอารายได้มาจากไหนล่ะ 

แต่มาคิดต่อ อย่างทองคำ ก็เก็บได้นานมากๆ แต่ก็มีคนแย่งกันตลอด ราคาเลยขึ้นมาได้ขนาดนี้ แต่ผมไม่แนะนำให้ไปซื้อทองคำมาเก็บนะ ส่วนตัวผมเชื่อว่า "มันจบแล้ว" ถ้าสนใจก็ short ไปล่ะกัน

ปัญหาเรื่องเดียวที่ทำให้ผมไม่เข้าใจคือ ผมไม่ใช่คนรวย ผมไม่ใช่คนที่ชอบเรื่องพวกนี้ และผมไม่มีสังคมใกล้ตัวทีชอบเรื่องนี้ ผมเลยไม่เข้าใจ

ผมเคยคุยกับเพื่อนคนนึง ที่ทำงานอยู่ร้านเพชร ก็ถามๆไปเยอะเหมือนกันนะ

สิ่งที่ได้มาคร่าวๆ 
  • ร้านเพรชร้านใหญ่ๆ จะมีคนมาสัก 5-6 คนต่อวันเท่านั้น และตัดสินใจซื้อ 1-2 คน เหมือนประมาณว่า มาเพื่อซื้อโดยเฉพาะ
  • ร้านเล็กๆ เคาร์เตอร์ตามห้าง อันนี้ไม่รู้ แต่คนเดินผ่านเยอะแน่นอน
  • ราคาที่ซื้อกัน ก็หลักหมื่นขึ้นไป เพราะพวกนี้เป็นสินค้าราคาสูงอยู่แล้ว
  • ส่วนใหญ่ ซื้อเป็นของขวัญ มากกว่า (แบบนี้ถือว่าดีนะ เพราะการซื้อให้คนอื่น มันซื้อได้เรื่อยๆ)
  • มักซื้อช่วง คริสมาส กับ วาเลนไทน์ มากๆ (ไตรมาส 4 และ 1 คงเป็นช่วงพีค ของรายได้)
  • การออก คอลเล็กชั่นใหม่ๆ ประมาณ ปีละครั้ง สองครั้ง 


ว่ากันเรื่องของ blog นี้เลยล่ะกัน 

วิธีดูคร่าวๆ 

เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

อย่างที่ว่าไป แหวนเพชร มันไม่หมดไปหรอนะ นอกจากการเอาไปทำเครื่องมือพิเศษ (เพชรมีความแข็งแรงที่สุดในโลก) หรือเอาเศษๆ กากๆ ไปทำเครื่องสำอาง (ไม่รู้มีหรือเปล่า แต่เห็นเอาทองคำไปทำอยู่)

สำหรับคนที่ซื้อ เขาซื้อเพราะอะไร ของขวัญ ก็จะดีมาก เพราะว่าซื้อแล้วให้คนอื่น ก็เหมือน หมดไป (ไปอยู่ที่คนอื่น) ส่วนนี้ผมว่าดีกว่าซื้อให้ตัวเองใส่นะ

2 สินค้าที่อาจมีการทดแทนได้ง่าย

อันนี้ทดแทนได้ง่าย หรือยาก บอกยาก เพราะมีในเรื่อง แบรนด์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างคนไม่รู้เรื่องเช่นผม เดินเข้าไปซื้อ ผมก็คงเลือกร้านไหนก็ได้ เพราะไม่รู้เรื่องนี้  แต่ถ้าเป็นคนที่รู้ และเข้าใจ ก็จะเลือกร้านเป็น และร้านไหนดีก็ซื้อร้านนั้น

การเลียนแบบ เท่าที่รู้มา แต่ละที จะมีการสร้างคอลเลกชั่นตลอดเวลา ทำให้สินค้า ทุกออกแบบมาเรื่อยๆ นอกจากนั้น เท่าที่รู้ ก็จะใช้เพชรคุณภาพสูงในการทำด้วย 

ไม่แน่ใจว่าจะเปรียบเทียบแบบ กระเป๋า หลุย ของจริงกับของปลอมได้หรือเปล่านะครับ ถ้าได้นี่ดีมาก เพราะว่าคนที่ใช้ ก็จะรู้ว่า จริงหรือปลอม และจะพยายามเลี่ยงของปลอมเสมอๆ

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

เรื่องแบรนด์ คุยกับคนในวงการแล้ว รู้จักดี แสดงว่าแบรนด์ดี กำไรขั้นต้นสูง ก็ดี แสดงว่าขายได้ และจากที่ ผบ เคยบอกว่า ไม่คิดจะลงไปแข่งด้านราคา ก็ทำให้เรามั่นใจได้ในระดับนึง ว่ายังไงก็รักษาแบรนด์ได้อยู่

4 คู่ค้า

จากที่ไปประชุมมา ทำให้ทราบว่า Jubile ไม่มีโรงงานเป็นของตัวเอง แต่จะจ้างคนอื่นเอา ซึ่งนั้นคือคู่ค้า จากที่ฟังมา บริษัทนี้จะมี โรงงานในเครือที่รับทำสินค้า ประมาณ 10 โรงงานเลยทีเดียว ทำให้มีอำนาจในการต่อรองค่อนข้างดีมาก

โดยส่วนนี้แล้ว การที่ไม่มีโรงงานผลิตเองอาจทำให้กำไรไม่มากเท่าผลิตเอง แต่ผมชอบนะครับ เพราะว่าไม่ต้องเสียเงินมากเพื่อสร้างโรงงานเอง แถมขยายงานได้เร็วกว่าเยอะด้วย

ลูกค้า

ลูกค้าก็เป็นรายย่อยทั้งหมดเลย เพราะว่า บริษัท สั่งผลิต และนำมาขายเองในรูปแบบค้าปลีก ทำให้ลูกค้าเป็นรายย่อย ซึ่งดีมากเลยในส่วนนี้

6 คู่แข่ง


อันนี้บอกไม่ถูก แต่เท่าที่รู้ ก็เรื่องว่า บริษัทขายเพชรในระดับราคาถูก ไม่แข่งเรื่องราคา เน้นคุณภาพ มากกว่า ทำให้ผมคิดว่า ok อยู่

7 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์


มีเรื่องราคาของ เพชร กับ ทอง โดยในส่วนของเพชร ราคาค่อนข้าง ขึ้นทุกปี แต่ไม่รุนแรงมาก ส่วนทอง ราคาจะขึ้นลงแรงมาก แต่ต้นทุนส่วนนี้ค่อนข้างต่ำ ทำให้สบายใจไปแล้ว รวมถึงการกำหนดราคาด้วยความรู้สึก ทำให้ยังไงก็กำไร (ถ้าขายได้)


ที่ดีอย่างนึงคือ บริษัทนี้ ไม่เล่นกับราคาโภคภัณฑ์ เหมือนบริษัทอื่นๆ ที่ขาดทุนยับเลย นอกจากนั้น ยังบรรทึกสินค้าคงคลัง ในราคาที่ซื้อมา ไม่สนใจราคาที่เป็นอยู่ณเวลานั้น



8 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

ในส่วนนี้ จะเป็นเรื่องการเปิดร้านค้าแบบเคาร์เตอร์ ในห้างต่างๆมากกว่า ก็คิดว่าคงโตไปตามห้างที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องขายออกหรือไม่ออก ก็ไม่น่าเป็นปัญหา (ขายไม่ออก ก็ปิดร้านไปสิ)

ตอนนี้มีสาขาอยู่ประมาณ 80นิดๆ สิ้นปีนี้ 95 มั้งถ้าจำไม่ผิด รายได้ก็น่าจะเพิ่มด้วย

นอกจากนี้ก็จะเป็นในเรื่องของต่างประเทศด้วย 

เรื่องของตัวบริษัท งบการเงิน


1 สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น

ส่วนนี้ ค่อนข้างสบาย หนี้สินไม่เยอะมาก แถมไม่มีทรัพย์สินถาวรมาก เพราะไม่มีโรงงานนี่ล่ะ ต้นทุนจมเลยต่ำ ดี 
แถม หนี้สินที่ต้องชำระ มีกำหนดการยาวกว่า สินทรัพย์รอเงินมากอยู่ด้วย ทำให้ไม่น่าเกิดปันหาในทางนี้

2 รายได้ กำไร ROA ROE อัตรากำไรสุทธิ

รายได้ต่อสินทรัพย์ ค่อนข้างสูง และจะสูงไปเรื่อยๆ เพราะไม่จำเป็นต้องสร้างสินทรัพย์มาเพิ่มเพื่อสร้างรายได้ (เป็นเอกลักษณ์ของบริษัทค้าปลีก)
กำไรสุทธิ ค่อนข้างดี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากต้นทุนในส่วนบริหารที่ค่อนข้างจะคงที่เมือเปรียบเทียบกับรายได้ที่ขึ้นมาเรื่อยๆ
ROA ROE จะเหมือนค้าปลีกตัวอื่น เพราะว่า สินทรัพย์เพิ่มน้อยกว่ารายได้และกำไร ทำให้แนวโน้ม ROE ROA จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่คงทีเหมือนบริษัทที่รับจ้างผลิต 

3 รายได้ และ รายจ่าย

รายได้ มาจากการขายหมดเลย ไม่มีรายได้พิเศษ

รายจ่าย 
กำไรขั้นต้น ทางบริษัทนี้ บังคับให้อยู่ราวๆ 40-42% 
ทำให้ต้นทุนสินค้าไม่เกิน 60% 
ส่วนที่เหลือก็จะมีเรื่องค่าใช้จ่ายในการขาย ที่จะเพิ่มขึ้น ด้วยความเร็วไม่น่าจะเกิน รายได้ 
(ยิ่งมีการทำหน้าร้านใหม่ ทำให้ควรจะขายได้ดีขึ้นด้วย)
ค่าบริษัท คิดว่า คงเพิ่มแค่ตามเงินเฟ้อเท่านั้น 

กำไร
รายจ่ายที่นับวันจะลดลงไปจากการขยายตัวของบริษัท โดยส่วนตัวเชื่อว่าในระยะยาว มีโอกาสที่ กำไรจะขึ้นไปถึง 20% ได้เลย แต่คงต้องให้บริษัทใหญ่มากๆนะ

เรื่อง ผบ

1 บริษัทที่พึ่งเจ้าของมากเกินไป

ตอนนี้ก็เห็นได้ว่า มีการเตรียมตัว เทรนด์คนใหม่ๆ มาเรื่อยๆ อยู่

2 บริษัทที่ทำหลายอย่างเกินไป ออกนอกความถนัดเกินไป ชอบทำตามคนอื่น ขยายตัวรุนแรง


ส่วนนี้ ผมว่าดี บริษัททำเรื่องนี้อย่างเดียวเลย แถมทำมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เปลี่ยนแปลงเลย 


มาถึงตรงนี้แล้ว ผมบอกได้เลยว่า ถ้าราคามันลงมาที่จุดๆนึงแล้ว จะเป็นตัวเลือกต้นๆที่ผมสนใจเลยก็ว่าได้ ผมมั่นใจว่าดี มีอนาคต เสียเรื่องเดียวล่ะ ผมไม่เข้าใจสินค้าเลย