Friday, June 8, 2012

แอบดู SIS

SIS : บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)



ตอนนี้ ทาง SIS มีปัญหา ต้องขออภัย ที่เคยแนะนำรอ Turn around ด้วย 
เนื่องจาก สินค้าหลัก HTC และ BB ต่างขายไม่ดี ทำให้ต้องลดราคาลงมามาก เพื่อระบาย สต็อค
นอกจากนั้น ทาง Samsung ก็ได้ตัดสินใจ ขายเอง เปิด Shop เองด้วย ทำให้เกิดปัญหาอย่างหนัก  
ปัจจุบัน ยอดขาย ทั้ง Samsung และ Iphone ทำให้เพิ่มสูง และยอดตลาดรวมลดลง 2555

เป็นบริษัทที่ "ขายส่ง" สินค้า IT โดยมีตัวเองเป็นผู้รับ มาขายให้กับ ผู้ค้ารายย่อยอีกทีนึง โดยรับ (น่าจะ) ทุกอย่างที่เกียวข้องกับ IT ทั้งหมด ตั้งแต่คอม จนมือถือ และก็มีสินค้าตกแต่ง สิ้นเปลือง อีกด้วย 

เป็นคนขายให้กับ สินค้ากว่า 70 ราย (54% มาจาก 3 ราย) และมีลูกค้ามากกว่า 5000 ราย 

ส่วนใหญ่ จะขายในกทมเป็นหลัก แต่ก็ต่างจังหวัดบ้าง ซึ่งกำลังขยายไปในต่างจังหวัดด้วย

รายได้ส่วนใหญ่ มาจาก โทรศัพท์ (เติบโตอย่างมาก) กับ ร้านค้าปลีกขายคอมพิวเตอร์(ไม่ค่อยโต) เป็นหลัก

จากที่ทราบมา น้ำท่วม ทำให้เกิด หนี้ NPL ขึ้นมา (ให้สินเชื่อรายย่อยเยอะ) แต่ก็มีการซื้อประกันภัยหนี้เสียไว้ด้วย (ประกันมันมีด้วยหรอ พึ่งรู้)

นอกจากนั้น ระยะเวลาสินค้าคงคลังเพิ่มขึ้นมาก เป็น 37.9 วัน (สงสัยติดน้ำท่วม) ปกติราวๆ 20-25 วัน โดยนโบบายว่าไว้ สินค้าจะเก้บไม่เกิน 30 วัน เพราะพวกนี้ ล้าสมัยเร็ว แล้วก็มีการตังสำรองสินค้าล้าสมัย ตั้งคนดูแลสินค้าด้วย

ปล พึ่งรู้ว่า 30 วันนี่ ล้าสมัยแล้วหรอ - -" 

นอกจากนี้ ก็เล่น dollar future ด้วย คือสินค้าประมาณ 43% มาจากการซื้อจากต่างประเทศด้วย เลยต้องลดความเสี่ยงจากค่าเงิน



มาดูเรื่องของเรากันดีกว่า 

เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า


1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

ตอนนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจแล้ว ว่าสินค้า IT มันใช้แล้ว หมดไปหรือเปล่า

เพราะเห็นเพื่อนๆ รวมไปถึงแฟนใช้ อย่างพวกกรอบโทรศัพท์ ใช้แปปๆ ทิ้งอีกล่ะ หรืออย่าโทรศัพท์ ก็ไม่ได้ใช้นานมากนัก เห็นหลายคน ไม่ถึงปีก็มีใหม่ เปลี่ยนบ่อยกว่ากระเป๋าแบรน์อีก ผมเลย งงๆ ว่าคนสมัยนี้คิดยังไง

อย่างพวกของมือสอง สินค้ามือสอง ก็ไม่ต้องคิดเลย ราคาตกแทบขายฟรีเลย เพาะขนาดมือหนึง แต่ช้าไปไม่กี่เดือน ราคาก็ร่วงเอาๆ

ผมมองว่าคล้ายเสื้อผ้า แต่ราคาจะถูกลงเรื่อยๆ ในอัตราเร่งเลยล่ะ เหมือนเสื้อสมัยก่อน ราคาแพงมาก ตอนนี้ อาหารมื้อหนึ่ง อาจแพงกว่า แถมเรื่องเทคโลโนยี ก็พัฒนาเร็วเวอร์ ทำให้สินค้าเก่าแล้วเก่าเลย คงไม่มีใครเอาคอมเก่าๆ มาใช้เป็นของไฮโซหรอกนะ


2 สินค้าที่อาจมีการทดแทนได้ง่าย

ธุรกิจนี้ เป็นผู้รับมาขาย ดังนั้นสินค้าทดแทนก็คือเจ้าอื่น ที่รับมาเหมือนกัน และธุรกิจ IT เองก็แข่งกันเองอยู่แล้ว นานๆทีจะแหกแนวอย่าง apple สักบริษัทนึง ดังนั้น ตัวสินค้า เป็นตัวมันเองที่แข่งกับตัวเอง

วิธีแก้ไขก็ต้องให้สินค้า ซื้อมาแล้ว ขายไปให้เร็วที่สุด ในปริมาณที่มากพอจะลดต้นทุน แต่ก็น้อยพอที่จะขายหมด ไม่เหลือไว้ในคลัง ก็ส่วนนึง นอกจากนั้นก็เรื่องผู้รับสินค้าด้วย ว่ากะถูกหรือไม่


3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

ธุรกิจนี้ ไม่ได้มีแบรน์ มากนัก (หรือเราไม่รู้) คิดว่าขายให้เฉพาะ ค้าปลีก เลยไม่มีหน้าร้านขายให้กับรายย่อย ไม่เหมือนพวก IT City ที่มีหน้าร้าน แต่ก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าแบบไหนจะดีกว่า

* สินค้าไอที พวกนี้ในอดีต ผมเคยเห็นบางร้าน มีเต็มร้านเลย แต่เดียวนี้ ร้านนึง มีแค่ไม่กี่ชิ้น บางทีเราไปซื้อ เขาวิ่งไปเอามาจากร้านอื่นเฉยเลยก็มี

* ราคาไม่แน่นอน อย่างร้านค้าที่คนผ่านเยอะๆ จะแพงกว่าร้านค้าที่คนน้อยๆ ประมาณ 10-20% เลย

* สมัยก่อน สินค้าจะมีเล็กมีน้อยมาก เวลาซื้อที่นึง ก็ต้องซื้อหลายๆชิ้น ซึ่งกำไรมากกว่า แต่ตอนนี้ มันน้อยลง มันเอามารวมกันหมด แถมถูกกว่าเมื่อก่อนอีก อย่าง คอม สมัยก่อน ต้องมี จอ CPU คีย์บอร์ด เม้าส์ สายระโยงระยาเลย แต่ตอนนี้ มีแต่หน้าจอ (I-pad) งงเลย


4 คู่ค้า

มีหลายเจ้านะ แต่เจ้าหลักๆ 3 เจ้ากินไปเกิอบครึ่งแล้ว (54% มาจาก 3 ราย) อาจทำให้มีปัญหา ถ้าจู่ๆ เจ้านั้นเกิดปัญหาอะไรขึ้น ทำให้สินค้าไม่ส่งมา แต่เท่าที่ทราบ ทางบริษัท กำลังแก้ไขอยู่ โดยเพิ่มสัดส่วนของรายที่เหลือให้มากขึ้น


ลูกค้า

ลูกค้าเป็นร้านค้าปลีกส่งใหญ่ เยอะมาก ทำให้ไม่น่ามีปัญหามากนัก แต่ปัญหาคือการกระจุกตัวของลูกค้า ส่วนใหญ่เป็น กทม น้ำท่วมรอบที่แล้ว เลยแย่กันไปหมดเลย

นอกจากนั้น ยังมีการช่วยค้าปลีกให้โตเร็วด้วยการให้สินเชื่อด้วย ปัญหาคือ เวลาเจอ NPL ที แย่แน่ๆ

6 คู่แข่ง

ในตลาดนี้ คู่แข่งเยอะ (ไม่แน่ใจว่า คนเข้ามาแข่งเยอะ เพราะว่าดูน่าจะกำไรมากหรือเปล่านะ) แต่ที่่ผ่านมา บริษัทก็ทำให้ดีมาตลอด (ได้การขายโทรศัพท์ มาช่วยเยอะ) โดยส่วนแบ่งตลาด ก็ขึ้นทุกปีด้วย ปัจจุบัน ประมาณ 25% ของทั้งหมด (ใน 56-1) 

7 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

ส่วนของสินค้าโภคภัณฑ์นี้ พึ่งรู้เหมือนกันว่า ตลาด IT ก็มีโภคภัณฑ์นะ อย่างช่วงน้ำท่วม ราคาพวก Hard disc แพงมากๆเลย ขึ้นไปเป็นเท่าตัวเลยล่ะ  

ส่วนที่เหลือ ก็คงเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าง ตะกั่ว มั้ง ซึ่่งไม่คิดว่า จะมีผลขนาดนั้นนะ 

8 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

เท่าที่เขาบอกมา ต่างจังหวัด ยังมี room อีกเยอะ แล้วก็ปัจจุบัน ครอบครัวไทย มีคอมใช้ 24% (จริงหรอ บ้านผมเอง ถ้านับๆดู รวมถึงเปลี่ยนเครื่องด้วย เกิน 10 ตัวแล้วนะ)

แต่ยุคนี้ ผมก็เชื่อนะว่า จะโตได้เรื่อยๆ

เรื่องของตัวบริษัท งบการเงิน


งบรวม

1 สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น

หนี้สินบานเลย แต่ปกติพวกค้าขาย ก็เยอะอยู่แล้ว 
ส่วนผู้ถือหุ้นก็โตเรื่อยๆ แต่ไม่ค่อยมากนัก


2 รายได้ กำไร

รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี น่าสนใจเหมือนกัน
แต่กำไรปีนี้ตก จาก น้ำท่วม (อีกแล้ว)

3 ROA ROE 

2ปีที่ผ่านมา คงดูไม่ได้เลย สำหรับ ROA ROE ต้องไปดู 51 52 53 เลย ถึงจะพอกะได้

สำหรับบริษัทนี้ ROE มากกว่า 26% ถือว่าดีมากนะ แต่Bv มันไม่ค่อยเพิ่มมากนัก 


อัตรากำไรสุทธิ

ที่ผ่านมา อัตรากำไรสุทธิ ค่อนข้างจะอยู่ราวๆ 1.71 % แบบแข็งแรงพอควร แต่ช่วงนี้แย่ เลยตกไปที่ 0.48% แต่ธุรกิจพวกนี้ กำไรน้อย เน้นปริมาณเข้าสู้แทน

งบดุล

สินทรัพย์มาจาก ลูกหนี้การค้า กับ สินค้าคงคลัง แต่ปีนี้ เยอะขึ้นเยอะเลย คงทั้งเก็บหนี้ไม่ได้ แล้วก็ขายของไม่ออกตอนน้ำท่วมล่ะมั้ง

หนี้สินจากการกู้เงินธนาคาร เยอะ เจ้าหนี้การค้าก็เยอะ แต่น้อยกว่ากู้ธนาคาร 

เข้าใจว่า ช่วงน้ำท่วม ทำให้ ขายสินค้าไปออก แต่ก็ต้องเอาเงินไปคืนกับ คู้ค้า(เจ้าหนี้) แล้ว เลยต้องไปกู้เงินมาคืนแทน ทำให้เงินเบิกเกินสู้มาก

ค่อนข้างเหนือยนะ เพราะเงินกู้เยอะมาก 

งบกำไรขาดทุน

รายได้หลัก เพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่รายได้อื่นๆ เพิ่มเยอะมาก (แต่รวมๆกัน ก็นิดหน่อย)

ต้นทุนการขาย สินค้า เพิ่มขึ้นเยอะมาก (เยอะกว่า รายได้อีก) 
(ไม่แน่ใจว่ายังมีเรื่องน้ำท่วมอีกหรือเปล่า ต้องรอดูไตรมาส 2 ว่าต้นทุนยังเยอะอยู่ไม)
แล้วก็มีต้นทุนเงินกู้อีก ที่เพิ่มมาก (แต่อัตราส่วนน้อยมาก)
ทำให้รายจ่ายมันเยอะ 
แอบเห็นค่าบริหาร ลดลง ดีๆ 

ว่าแต่ ทำไม ถาษี มันโดนเยอะจัง ปีก่อนไตรมาสแรก 37% ปีนี้ 57% เลย งง
ดู งบปี ดู ปี 54 โดนภาษี 47% ปี53 แค่ 30% เองนะ 

คำอธิบาย 
จำนวนภาษีเงินได้ในงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จและงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จรวมมากกว่าจำนวนภาษีเงินได้ที่คำนวณโดยการใช้อัตราภาษีเงินได้คูณกับยอดกำไรสุทธิตามบัญชีสำหรับปี  เนื่องจากความแตกต่างระหว่างการรับรู้ค่าใช้จ่ายทางบัญชีกับค่าใช้จ่ายทางภาษี บางรายการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับหนี้สงสัยจะสูญและค่าใช้จ่ายที่ไม่ถือเป็นรายจ่ายทางภาษีซึ่งรับรู้ในงบกำไรขาดทุน

งบกระแสเงินสด


กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน

กำไรลดลงมาก ในไตรมาส 1 แล้วก็มีการกู้เงินมามากด้วย 
ลูกหนี้การค้าลดลง สินค้าคงเหลือลดลง น่าจะเริ่มแก้ไขปัญหา จากน้ำท่วมได้ดีขึ้น 
เจ้าหนี้การค้าลดลง คาดว่า สินค้ายังเยอะอยู่ เลยไม่ได้สั่งมาเพิ่มละมั้ง 
เงินสดในการดำเนินงาน หายไปเยอะเลย

กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงุทน

แทบไม่มี 

กระแสเงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงิน

อย่างที่บอก กู้ยืมเยอะมาก คาดว่า จะขายสินค้าไม่ทัน เลยต้องกู้เงินคืน คู่ค้าก่อน เพราะคงมีกำหนดเวลาไว้อยู่ 



ก็ถ้าจะเล่นตัวนี้ ผมสนใจจะเล่นสั้นๆ(ประมาณ 1ปี) มากกว่า เพราะว่า ดูในส่วนของ กำไรขั้นต้น ที่ต่ำลงมาก จาก 1.7 >> 0.5 ลงมาเกือบ 70% แค่มันกลับไปที่เดิม กำไรก็จะขึ้นมาจากปีที่แย่ๆ 3 เท่าเลย 

แต่ธุรกิจนี้ ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่  มันเหนื่อย แล้วก็คู่แข่งเยอะ เน้นปริมาณขายเข้าสู้ ด้วย แถมเท่าที่ดู ก็ไม่ได้มีความแข็งแกร่งมากนัก (หรือผมไม่รู้ ไม่น่าใจ) ยังไงก็ต้องดูกันต่อไป

Tuesday, June 5, 2012

งานวิจัยส่วนตัว เงินสดกับมาร์จิ้น

เรื่องนี้เป็นเพียงงานวิจัยส่วนตัวเท่านั้น

โปรดใช้วิจราณญาณในการอ่าน 

ผมได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่นึงมา ซึ่งทำให้ผมได้มีความสนใจที่จะลงทุน อสังหา ทันที 
จากคำพูดที่ว่า " 6 ใน 10 คนรวย มาจากการรวยด้วยอสังหา " 
มันแปลกที่ว่า คนที่รวยระดับโลก ก็มาจากหุ้นไม่ใช่หรอ 
ถ้าไม่รวม บัตเฟฟ ที่ใช้วิธีลงทุนในบริษัทอื่นๆ  คนอื่นก็สร้างธุรกิจแล้วมาจดทะเบียนในตลาด ทั้งนั้น

แต่ลองมองต่ำลงมา คนในไทย ก็รวยจากที่ดินเยอะจริงๆ ลองมามองที่ดินดูว่า ทำไมคนรวยกันจัง 
จากเฉลี่ยแล้ว ผมมองว่า ถ้าซื้อที่ดินที่ราคานึง แล้วอีก 5 ปี มันขึ้นเป็น 2 เท่า ก็ถือว่า ค่อนข้างดีแล้ว 
ว่าแต่ 15% ต่อปีเองนินา  (15%ต่อปี 5ปีได้ 2 เท่า)

แล้วมันมากตรงไหนหว่า ไม่เข้าใจ 

อย่างแรกที่สังเกตุ เขาใช้เงินกู้ อย่างที่สอง เขาเอารายได้จากผู้เช่า มาจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ย

เท่าที่ศึกษามา 
เขาเอาเงินเดือนที่มี ไปกู้บ้าน กู้คอนโด ที่เขาเชื่อว่าอนาคตจะดี 
กู้ให้เยอะที่สุด เพื่อจะได้ไม่ต้องลงเงินก้อน แล้วก็เลือกผ่อนนานที่สุด เพื่อให้ดอกเบี้ยต่ำ
จากนั้นก็ไปซื้อคอนโด ที่ว่าว่าดี 
แล้วก็ไปจัดการหาผู้เช่ามาเช่าคอนโด 
จากนั้นเอา ค่าเช่า มาจ่ายเป็น ดอกเบี้ยเงินกู้
ถ้าเกินค่าเช่ามากกว่าเบี้ย ก็ไปกู้ซื้อคอนโดต่อ แต่ถ้าไม่พอ ก็เอาเงินเดือนจ่ายแทน
แล้วก็รอๆๆๆ จนค่าเช่าขึ้น แล้วค่อยขาย กินกำไร หรือถ้าค่าเช่ามากอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องก็ได้ เก็บไปเรื่อยๆ

สรุป ที่ทำให้คอนโดได้มากกว่าหุ้น
นอกจากราคาที่ดินขึ้นแล้ว ยังต้องบวกกับค่าเช่าด้วย (อย่างราคาที่ดินขึ้นปีละ 10% ค่าเช่าอีก 5-7%ต่อปี)
การซื้อที่ดิน สามารถใช้เงินกู้ได้เยอะมาก 

ที่นี้ผมเลยลองเอามาปรับใช้กับหุ้นดู 

สำหรับที่ดิน   สถานที่ ทำเล สำคัญสุด
สำหรับหุ้น  การเลือกหุ้น สำคัญ แต่ยังมีเรื่อง Force Sell เข้ามาอีกเรื่อง 

ต้องเข้าใจก่อนว่า ทฎษฎี นี้สำคัญ 2 เรื่อง 
1 หุ้นต้องเป็นหุ้นที่แข็งแกร่ง  และ ต้องเติบโต
2 ต้องหาเงินกู้ ที่ไม่มีปัญหาเรื่อง Force Sell (กู้มาร์จิ้นกับโบรกเกอร์ไม่ได้เพราะหุ้นลงมา35% ก็จบ)

เมื่อผ่านในส่วนนี้แล้ว ผมก็ลองจัดทำตาราง 5 ปีเลย ว่าจะเป็นตามที่ว่าหรือเปล่า 

เท่าที่เข้าใจ 

ถ้าเราเล่นหุ้นปกติ 
กำไรที่ได้จากหุ้น เช่น 20%ต่อปี ก็จะได้ 20% ต่อปี ตามปกติ

ถ้าเราเล่นหุ้นด้วยการกู้ แบบทั้งหมด 
กำไรที่ได้จะเป็น กำไรที่ได้ต่อปี หารด้วย ดอกเบี้ยเงินกู้แทน จะได้กำไรโดยประมาณออกมา 







ยังไงก็ขอย้ำอีกรอบนะครับ 

เรื่องนี้เป็นเพียงงานวิจัยส่วนตัวเท่านั้น

โปรดใช้วิจราณญาณในการอ่าน 


Monday, June 4, 2012

แอบดู MODERN



ข้อมูลของบริษัทนี้นะครับ

Modern 
เป็นบริษัททำ เฟอร์นิเจอร์ เป็นหลักๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ลูกค้าเป็นกลุ่มคอนโด (สร้างคอนโด) เป็นคนสั่งซื้อหลัก 

ส่วนรายย่อยก็มีบ้าง ที่น่าสนใจ ก็มีการจัดโปรโมชั่นเรื่อยๆ เปิดตัวสินค้าใหม่เรื่อยๆ มีapp แต่บ้านด้วย (ยังไม่ได้ลอง ไม่มี ipad ใครลองแล้วบอกด้วยนะ)

เท่าที่ดูคร่าวๆแล้ว สินค้ามักจะเป็นชุดใหญ่ๆเลย เป็นชุด Build in โดยมาก ชิ้นเล็กๆ ก็มี แต่ราคา ค่อนข้างจะสูง (หรือผมงกไปหว่า) 

ปล อันนี้มีน้องคนนึง ฝากมาดู

เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

ปัญหาคือ เฟอรเจอร์ มันไม่ได้หมดไปง่ายๆ ยิ่งถ้าเป็นพวก Build-in ไม่ต้องพูดเลย นาน เลย 
นั้นหมายความว่า กว่าคนๆนึง จะกลับมาซื้อใหม่ ก็ต้องให้อันเก่าพังก่อน 
สำหรับผม ผมให้ตกนะครับ 

2 สินค้าที่อาจมีการทดแทนได้ง่าย

ใครก็สร้างได้ครับ แต่อันนี้ไม่ทราบว่า จะมีลิขสิทธิ์ หรือเปล่านะครับ ถ้ามี ก็คงช่วยได้ในระดับนึง แต่ถ้าจะสร้างแบบเดียว ก็ไม่ดี ต้องมีแบบใหม่เรื่อยๆ ไม่รู้ว่าเสียค่าคิดแบบใหม่ๆ ค่าดีไซเนอร์ หรือเปล่านะครับ

ธุรกิจที่รับจ้างทำสินค้า ทำให่ลำบากหน่อย ถ้าลูกค้าหลัก ที่เป็นพวกคอนโด บ้านเดียว เลิกจ้างไป ปัญหาเกิดทันที

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

มีแบรน์ โดยใช้ชื่อ Modernform เป็นหลัก

4 คู่ค้า

เยอะ ทั้งในประเทศ ต่างประเทศ เพราะวัสดุ มันหลายแบบ 

ลูกค้า

ส่วนใหญ่ 80% เป็นยอดขายผ่านโครงการต่างๆ คอนโด แม้ว่าจะไม่มีลูกค้ามากๆ รายใดรายหนึ่ง แต่ทุกรายมันคล้ายๆกัน อาจจะอันตรายได้


6 คู่แข่ง


เยอะเหมือนกัน ทั้งทางตรง แล้วทางอ้อม 


7 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

ตัวสินค้า เหมือนจะไม่เกี่ยวข้อง แต่ลูกค้าเกี่ยวเต็มๆ ถ้าเกิดปัญหา ทางอสังหาริมทรัพย์ จะเป็นปัญหาใหญ่ทันที เนื่องจากลูกค้าหลักเป็นกลุ่มนี้ ต้องดูกลุ่มนี้เป็นหลัก

8 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

จากที่ดู ไม่ค่อยจะเติบโต หรือเติบโตค่อนข้างยาก เพราะสินค้าที่ทำด้วย



เรื่องของตัวบริษัท งบการเงิน


งบรวม

1 สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น

หนี้น้อย สบายหน่อย  

2 รายได้ กำไร

กำไรสุทธิ ค่อนข้างดี แต่มาตกเอาปี 55 ไตรมาสแรก ไม่แน่ใจว่าผลจากน้ำท่วมเปล่า

3 ROA ROE 

15% สำหรับ ROE ก็ถือว่าใช้ได้ ดูจากปันผลแล้วเข้าใจว่า จ่ายเกือบหมด ประมาณ 80-90% ของกำไรเลยทีเดียว 

อัตรากำไรสุทธิ

การขายสินค้ามีแบรน จะใช้เรื่องดีได้ดี แต่ก็เกินคาดนะครับ เพราะลูกค้าคอนโด ไม่น่าจะยอมจ่ายแพงมาก เพราะเวลาซื้อ ก็น่าจะเหมาในราคาที่ดีนะครับ

งบดุล

ลูกหนี้เยอะ อันตรายเรื่อง NPL นะครับ ถ้าจู่ๆ ลูกค้า คอนโด ซิ่ง หรือขายไม่ออก ก็ตายเลย

สินค้าคงเหลือเยอะ มากด้วย ไม่รู้จะมีปัญหาเรื่องตกรุ่นหรือเปล่า

ที่ดิน อาคาร น้อย แปลกดี ปกติมันน่าจะเยอะ แต่ก็ดีครับ

เงินมัดจำรับ จากลูกค้า เป็นหนี้สิน พึ่งเคยเห็น เยอะเหมือนกัน

งบกำไรขาดทุน

รายได้หลัก จากการขาย เยอะมาก 

ต้นทุนขาย ค่อนข้างดี ทำให้มีกำไรขั้นต้น 40% เลย ที่เหลือก็เป็นค่าใช้จ่ายอื่นอีก 30% ของรายได้

ปี54 กำไรลดลง เข้าใจว่า น้ำท่วม ขนาดภาษีเหลือ 23% แล้วก็ยังกำไรลดลง

งบกระแสเงินสด
กำลังฝึกอ่านอยู่ T^T 


โดยรวมนะครับ ผมว่า รวมๆก็ดี แต่ปัญหาที่เห็นนะครับ
  1. สินค้า กว่าคนจะมาซื้อใหม่ มันนาน 
  2. การโตของสินค้าค่อนข้างยาก รายได้โตยาก กำไรโตยาก 
  3. ลูกค้าส่วนใหญ่ เป็นกลุ่มอสังหา ถ้ากลุ่มอสังหามีปัญหา บริษัทก็แย่ 

Saturday, June 2, 2012

meeting IV 2/6/55

วันนี้ได้มีโอกาสไปงาน   เฮฮาประสาวีไอ  มา เป็นครั้งที่ผมมาที่นี่เลย ก็ตื่นเต้นมาก งานเริ่ม 5 โมง ผมมารอก่อนตอน บ่าย3 กลัวตกเรือ


เรือที่ว่าครับ เห็นฟ้ามืดๆ ก็เสียวๆ นะ


ถ่ายกับคนดัง ^^


อาหารบนเรือ หมดภายในรอบเดียว (ตอนแรกนึกว่าบุตเฟต์)


เสียดายมา กล้องไม่ชัด (หน้าด้านไปขอถ่ายอีก) ขอบคุณมากครับ ดร ที่ทำให้ครอบครัวผม มีวันนี้

ก็ทำความเข้าใจก่อนนะครับ 
  1. ผมจะไม่ใช่ความคิดตัวเองลงไป 
  2. ผมเดินไปเรื่อยๆ ไม่ได้อยู่ที่ใดนานๆ ทำให้เรื่องที่ฟัง เนื้อหา เปลี่ยนไปเรื่อยๆ
  3. เพื่อความไม่มีปัญหา ผมจะไม่ระบุว่าใครพูดนะครับ (ที่จริงจำไม่ได้ อิอิ)
  4. หุ้นนี่ ผมไม่บอกล่ะกันนะครับ เดียวมีปัญหา
VI ท่านนึง
บริษัทที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์  มักจะเพิ่มทุน ช่วงจุดสูงสุดของวัฎจักร (เป็นบ่อยๆ)

VI ท่านนึง
ชอบเล่่นเป็นไตรมาสๆ แล้วก็มาร์จิ้นด้วย 
ลองดูราคา high เก่า ลดกี่% มา low เก่า ก็จะประมาณการ Lowใหม่ได้ 
เน้นหลายๆตัว แม้แต่ละตัวจะไม่ปลอดภัย แต่ผลรวมมักจะดี
เน้นโมเดลของธุรกิจเป็นหลักๆ 
ดูตลาด ดูคนด้วย ว่าสนใจหุ้นตัวนี้ไม (ดูว่าคนจะเล่นอะไร เพราะอะไร)
พวกขายของด้วยเงินกู้ มักมีปัญหาตอนวิกฤต NPLจะศูนย์หมด
เวลาดูพวกรับเหมา ดูว่ากำไรจะมากไตรมาสไหน แล้วก็ขายทิ้งเลย 
มองตลาดเป็นหลักก่อน ว่าตลาดหุ้น คิดยังไง
มองเฟส ว่าเป็นช่วงอะไร เติบโต เสื่อมลง 
มองกำไรต่อหุ้นเป็นหลัก เพราะตลาดมองแค่นั้น

VI ท่านนึง
ดูหุ้นให้เหมือนขับรถ มองกระจกหน้า ไม่ใช่กระจกหลัง 
ดูโอกาสทางการตลาด 
ดูการเปลี่ยนแปลงในองค์กร 
ถ้าจะเล่นหุ้นโภคภัณฑ์ ต้องซื้อบริษัทที่ดีด้วย กระแสเงินสดเยอะๆ 
เวลาดูหุ้น ให้ดูที่จุดอ่อนมากๆ เพราะถ้าคู่แข่งจะโจมตี เขาจะโจมตีที่จุดอ่อน

VI ท่านนึง
แม้กำไรจะเยอะ แต่ถ้ากระแสเงินแย่ ก็อย่าดีกว่า
เน้นบริษัทเล็กๆ เข้าใจง่าย 
หาห้นที่ดี ก็สบายไปนาน
Cashflow เป็นหลักๆ 

VI ท่านนึง
อย่าซื้อหุ้นที่ PE สูง ไม่งั้น ต้องมีการเติบโตที่สูงพอด้วย
ดูเงินสดต่อหุ้นด้วย ว่าเยอะไม
ปันผลต่อหุ้น เป็นอะไรที่ดีกว่ากำไร

จิตวิทยา สำคัญมาก ถ้าคิดจะทำกำไรมากๆ

VI ท่านนึง
หุ้นตัวไหนที่คนเคยได้กำไรแล้ว มันจะขึ้นไปอีกเสมอ มองเทรนหุ้น ก่อนซื้อหุ้น

VI ท่านนึง
มองภาพใหญ่ เป็นหลัก
เห็นกำไรตอนซื้อ ที่เหลือก็รอเวลาเท่านั้น
ต้องเล่นตอนที่หุ้นมั่วๆ คนไม่สนใจ
เงินเป็นทุกอย่าง ถ้ามีเงินชีวิตก็จะมีความสุข
คนโง่คือคนที่ืทำอย่างเดิมซ้ำๆกัน โดยคิดว่าจะได้อะไรใหม่ๆ

VI ท่านนึง
ตลาดชอบดูอดีต ถ้าอดีตแย่ ปัจจุบันก็เหนื่อย 
อย่าไปเดาเล็กๆน้อยๆ อย่าไปต่อรองราคานิดๆหน่อยๆ
หุ้นที่ไม่มีเจ้า ไม่มีวันได้กำไรมหาศาล

VI ท่านนึง
Takeover ไม่ดี ขยายตัวมากไป ไม่ดี 
ต้องมีการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญจริงๆ อาจจะดี
เรื่องAEC มันจะค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ต้องใช้เวลา อย่าพึ่งรีบ
take Over จะดี ถ้ารวมกันแล้ว ลดต้นทุน เพิ่มความสามารถ 
สินค้าIT เหนื่อย เพราะเปลี่ยนแปลงเร็วมาก
คนส่วนใหญ่ ชอบรูปร่าง มากกว่าจะสนใจราคา 
เมืองไทย เน้นหน้าตา บ้าน รถ เป็นหลัก เพื่อให้ตัวเองดูเวอร์
การเพิ่มทุน แย่ทุกอย่าง 
ปัญหาของพวกเงินกู้คือ วิกฤตทำให้คนหนีหนี้
เลือกหุ้นใหญ่ๆ ไว้ก่อน
Comsumer ในอนาคต คนจะใช้มากขึ้น 
ในต่างประเทศ การใช้จ่ายในประเทศ สูงกว่าการส่งออกมาก 
คนจะรวยขึ้น แล้วจะกินจะใช้มากขึ้น
คนชั้นล่าง จะขึ้นมาชั้นกลางเยอะ แต่คนชั้นกลางจะขึ้นไปชั้นบนน้อย
เรื่องของ Oishi กับ ตัน กับเรื่องของ Pizza hat กับ the pizza คล้ายๆกัน
ถ้าจะคิดทำธุรกิจ ที่ยากโครต อย่าไปทำ
ธุรกิจที่ดี ต้องมีเงิน มีความแข็งแกร่งทางการตลาด
หลายบริษัท มีปัญหาที่หนี้ ประมาณว่า ทำจนตายก็ใช้หนี้ไม่หมด
บริษัทหลักทรัพย์ เหนื่อย ไม่มีการโตของกำไร นอกจากมีความพิเศษ จริงๆ
ประกันชีวิต ไม่ใช่ super stock เพราะต้องหวังพึ่ง ROI เป็นหลัก ถ้าบริหารไม่ดี ก็จบ
สำคัญ ต้องเป็นธุรกิจที่ดี และอยู่รอดแน่ๆ
เชื่อว่าพื้นที่ตะวันออก (พัทยา) จะเจริญมากแน่ๆ 
ยางมะตอมเคยดีช่วงนึง ช่วงนึงนายกทำถนนราดยางทั่วไทย แต่ตอนนี้ ไม่น่าจะดีแล้ว
รถไฟฟ้า คนจะใช้มากขึ้นไปอีก ปัญหาคือเรื่อง สัมปทาน
หุ้นบางตัวถูก เพราะไม่มีคนเล่น 
ของดีๆ ราคาแพง อย่างพลังงานสะอาด มักไม่ทำเงิน
PTT คนดูเยอะมาก นอกจาเล่นรอบ ตามต่างชาติ ขำๆ ก็พอ
บริษัทที่มีสินค้าโภคภัณฑ์ ต้องรอให้ตกก่อน แล้วจะสนใจ
หุ้นหลายๆตัว ไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยจะมีแจ็ตพอต มากนัก 
บริษัทอุตสหกรรม คู่แข่งเยอะ มาร์จิ้นน้อย กำไรก็มักไปลงุทนกับเครื่องจักรหมด เหนื่อย
ดูปันผลเป็นหลัก เกิน 3% ก็พอแล้ว ยังไงขอให้ปันผลโตปีละ 10-20% ด้วย
ต้องดูปันผลเป็นหลัก เพราะบางบริษัท กำไรมักไปลงทุนหมด