Wednesday, May 29, 2013

แอบดู SE-ED

==================================================================
update 3/6/2556

เรื่องหุ้น SE-ED มันเป็นหุ้นที่ปันผล คนที่ซื้อก็เน้นซื้อเพราะปันผล แต่ปัญหาคือ พอเพิ่มสาขา รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ทำให้กำไรมันเริ่มลดลง แล้วปันผลก็ลดลงด้วย วิธีแก้ไขคือการเพิ่มปันผลโดยจ่าย pay out เพิ่ม แล้วก็เอากำไรสะสมมาจ่ายแทน แต่สุดท้ายแล้ว หุ้นที่ปัีนผลผิดปกติ (ปันผลมากกว่ากำไร) มันก็เป็นไปไม่ได้ และการที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลได้ ต้องเอาเงินมาลงทุน สุดท้ายเลยงดจ่ายปันผล คังนั้น คนที่ซื้อเพราะหวังปันผล ย่อมผิดหวัง ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างหนัก เท่านั้นเอง

ที่เหลือก็ดูว่า ธุรกิจนี้จะทำยังไงให้กลับคืนมา จะทำให้ร้านหนังสือกลับมาขายดี รายได้เพิ่ม อัตรากำไรดีขึ้นเมื่อไหร่ หรือโรงเรียนธุรกิจใหม่จะทำให้กลับมาดีหรือเปล่า
==================================================================

หุ้นตัวนึง ที่เคยถูกเรียกว่า "หุ้น VI" และปัจจุบันกลายเป็นตัวแทนสำหรับคนที่ลงทุนแนวอื่นๆ เช่นเทคนิค ข่าว ไสยาศาสตร์ ต่างๆ เอามายกตัวอย่างกันว่า

ลงทุนแบบ VI ด้วยหุ้น VI แล้วแบบนี้ หมายความว่ายังไง??

พร้อมตบท้ายด้วยเรื่องของวิธีการเล่นหุ้นในแบบขอตัวเองกัน ซึ่งก็ถูกกล่าวถึงเยอะมากๆ

ส่วนตัวแล้ว หุ้นVI มีจริงๆ แต่มันหมายถึงหุ้นที่มี มูลค่าสูงกว่าราคา ซึ่งหุ้นตัวเดียวกัน แต่ถ้า คนล่ะเวลาและคนล่ะราคากัน มันก็อาจเป็นหุ้น VI หรือหุ้นที่แพงเกินไปก็ได้แล้ว

ดังนั้นต้องบอกก่อนว่า หุ้น VI ที่น่าลงทุน จะเป็นช่วงเวลานึงในช่วงราคานึงเท่านั้น จะมาเหมาว่า หุ้นVI พร้อมซื้อได้ทุกราคา มันก็ผิดตั้งแต่แรกแล้ว

ช่างมันเถอะ มาดูหน่อยดีกว่า เห็นลงมาซะ หนาวเลยนะนี่


SE-ED : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)


มาดูธุรกิจกันดีกว่า 
  1. หนังสือ แน่นอน se-ed ก็ต้องเป็นหนังสือกับร้านหนังสืออยู่แล้ว สำหรับคนทั่วๆไปที่เดินผ่านไปมาก็ต้องเห็นอยู่ ในกลุ่มนี้ ก็จะผลิตหนังสือเป็นหลัก รวมไปถึงพวก CD ด้วย
  2. วารสาร มีทั้งหมด 7 ฉบับ เป็นรายเดือน
  3. การรับจัดจำหน่ายหนังสือ นอกจากพิมเองแล้ว บริษัทยังรับหนังสือที่อื่นมาขายด้วย 
  4. ธุรกิจร้านหนังสือ SE-ED BOOK CENTER ทั้งที่เปิดเองและที่รับบริษัทงานให้
  5. SE-ED Learning Center เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ อาคาร จตุีรัส จามจุรี (แถวจุฬา)
  6. โรงเรียนเพลินพัฒนา ตั้งแต่ อนุบาล - มัธยม
  7. ธุรกิจอื่นๆ ผลิตรายการ TV ด้วย 
ก็น่าสนใจดีเหมืิอนกัน แต่ก็ต้องดูรายได้หลักๆ
รายได้จากธุรกิจหนังสือ 95.45% 
แบ่งเป็น ขายปลีก 82.82% ขายส่ง 12.61% รับจ้างพิม 0.02%
รายได้วารสาร 0.93%
รายได้โรงเรียน 2.09%
รายได้อื่นๆ 1.53% 
* จากปี 55

เท่าที่ดู คงต้องดูการขายหนังสือเป็นหลักนะ

*Kiok หมายถึงแผงหนังสือขนาดเล็ก

เท่าที่เข้าใจ ยิ่งเปิดร้านมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งขายหนังสือได้มากขึ้นเท่านั้นนะ 
ปล. คิดง่ายๆ simple is best 
ปล2. คิดได้แค่นี้อ่ะ 



ไปขุดๆงบในอดีตดูก็พบว่้า หุ้นก็เติบโตได้เรื่อยๆ  แต่ไม่ได้สวยงามมากนัก สงสัยถ้าจะดูกันจริงๆ คงต้องดูก่อนหน้านี้อีก 2534 - 2548 จากกราฟจุดที่ขายทั้งหมด ขึ้นมาเยอะมากๆ งบการเงินน่าจะดูดีกว่านี้เยอะเลย ทั้งสาขาที่เปิดเยอะมาก อัตราการเพิ่มของสาขาสูงด้วย แต่ตั้งแต่ปี 2550-2553 ก็ยังดีอยู่ จนปี 2554 - 2555 ก็เริ่มดูไม่ดี แม้รายได้เพิ่ม

2554 ภาษีเงินได้ เสียมากขึ้น จาก 25% -30% เีรื่องน้ำท่วม เรื่องเพิ่มค่าแรง เป็นหลัก
2555 ยังมีปัญหาน้ำท่วมตามมา ค่าจ้างเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นใน 7 จังหวัดและปรับเงินเดือนเพิ่มในจังหวัดอื่นๆ 39.5% และรายได้ระดับ ปริญญาตรี 15000 บาทด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังที่ผมเห็นนะ

  • ร้านหนังสือในเครือที่ SE-ED เปิดไป ค่อนข้างเยอะมากแล้ว การที่ยังเน้นขยายธุรกิจด้วยวิธีเดิมจะทำให้มันตันเอง (แต่ที่เห็นก็มีการเอาของเข้าไปขายนู้นขายนี่เพิ่มด้วย อย่างอุปกรณ์โทรศัพท์ พวกนี้ ก็น่าสนใจดี)
  • ร้านหนังสืออย่างของ B2S ของเซ็นทรัสที่ OFM กำลังลุย ร้านนายอิน ร้าน Asia book ของเสี่ยเจริญ (หรือเปล่า) ร้านไพรินขายหนังสือถูกๆ แล้วก็ร้านอื่นๆอีกมากมาย ที่ตอนนี้แข่งกันอย่างหนัก 
  • การเข้ามาของ E-book และคนไทยชอบของฟรีมากกว่า โหลดฟรีกันเลย
  • ค่าแรง 300 ปี 2556
งบไตรมาส 1/56


 ที่เขียนรายละเอียด
รายได้ลด จากธุรกิจค้าปลีก SSSG -10.48% รายได้หลัก
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ค่าเช้า ค่าบริการ ค่าอื่นๆ เิพิ่ม 10.1%
ค่าจ้างที่เพิ่มต่อ
แม้จะลดกำไรสุทธิ ลง ก็ไม่ไหว

มาดูกัน รายได้จากการขายลดลง -3.5% เป็นรายได้หลักถึง 96.76%
แต่ต้นทุนลดลง -5.71% (***ปล. ตรงกำไรขั้นต้น ผมเขียนผิด)

ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเพิ่มขึ้น 10% โดยประมาณ

กำไรเลยหด -54.7%
กำไรสุทธิ -47.87%

ก็ถ้าตามที่ดูนะ

รายได้

  • ถ้าสามารถเปิด ธุรกิจใหม่ได้ โดยที่ทำให้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นพอที่จะเปลี่ยนสัดส่วนรายได้ ก็จะน่าสนใจมาก

รายจ่าย

  • ถ้า SE-ED สามารถจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งบริหาร และการขายได้ 
  • เฉพาะเรื่องค่าแรง คิดว่าคงจะไม่เพิ่มไปอีกสักพักใหญ่ๆ 2-3 ปี มั้ง ก็อาจจะดีก็ได้ ถ้าได้ในราคานี้ 
อื่นๆ
  • ถ้าสามารถทำอัตราการทำกำไรให้เท่าเดิมได้ ก็จะดีมากเลย ที่ผ่านมาก็มีอัตรากำไรที่เดิม แต่พอเจอเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากๆ ก็ทำให้ควบคุมไม่ทัน ก็เลยทำให้กำไรสุทธิลงไปเยอะเลย 

ส่วนตัวแล้ว ก็น่าสนใจ แต่รู้สึกว่า อัตราการเติบโต ค่อนข้างจะยากอยู่เหมือนกัน

ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ ศึกษาดู อย่าไปเชื่อผมมาก ผมแค่ไร้สาระไปวันๆ



Tuesday, May 14, 2013

บรรทึกช่วยจำ CPALL MAKRO

แหมเขียนกันเยอะ เอาบ้าง ตามกระแส

เรื่อง CPALL ซื้อ MAKRO เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นระยะสั้นกันมากกว่า (ระยะ 2ปี) จากในบทความต่างๆและบทวิเคราะห์ และผลลัพธ์คือปรับประมาณการ เป้าหมายลงมา ไม่ก็แนะนำขาย หรอถือกันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนคนเท่าไปที่คุย ก็มักจะบอกว่า หนี้เยอะปีนี้กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า ไม่ก็กลัวเพิ่มทุน

เรื่องเพิ่มทุนก่อน

ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าไม่เพิ่มทุนก็ดี เพราะจะได้ไม่มีตัวหารเพิ่ม แต่ถ้าเพิ่มทุน ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าราคาเท่าไหร่มากกว่า แต่เชื่อว่าไม่น่าเพิ่มทุน อย่างน้อยผู้บริษัทก็เชื่อถือได้มากกว่าหลายๆตัว และถ้าเพิ่มจริงๆ CPF จะขนเงินมาจากไหนดี

แต่เอาเข้าจริงเรื่องการเพิ่มทุนที่คนกลัวกัน ผมรู้สึกขำมากเลย อย่างหุ้นตัวอื่น (ไม่ขอเอ๋ยนาม) หลายๆตัว พอประกาศเพิ่มทุน แต่หุ้นขึ้นไป แถมขึ้นแบบติด celling ด้วย คนแห่ซื้อกันใหญ่ บอกว่าดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็เพิ่มทุนเพื่อล้างหนี้ เพื่อทำธุรกิจใหม่ (ที่ไม่รู้จะดีหรือเปล่า) ก็คนก็แย่งกันซื้อแย่งกันเอา แต่CPALL ซื้อ MAKRO โดยรวมแล้ว มันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยซื้อ MAKRO ที่ PE 50-60 ก็ยังดีกว่าหลายๆคนไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่แม้แต่กำไร ยังไม่เคยเห็นเลยนะ

ตกลงคนกลัวเพิ่มทุน หรือกลัวเพราะราคาหุ้นมันลงมาแรงกันแน่

เรื่องของหนี้เยอะ กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า

มีความหมายคือ คุณมองสั้นๆใน ปี 2ปีเท่านั้น ซึ่งมันก็คงจะเป็นจริงล่ะ ถ้ากำไรไม่ขึ้นคงไม่ดี แต่ลองมองในแง่ถือยาวหลายปีดู สมุมติว่า CPALL ทำให้หนี้หมดได้ (เช่นจัดกองทุนอสังหา) ก็จะทำให้ กำไรจาก MAKRO เข้ามาเท่าไร CPALL ก็กำไรเพิ่มเท่านั้นเลย จากที่ต้องเปิดแต่ 7-11 กลายเป็นเปิดห้างใหญ่ได้อีก ลองมองไป 5 ปีดู ผมว่ามีอะไรดีๆอีกเยอะ แล้วอัตราการเพิ่มของกำไรเฉลี่ยผมว่าจะสูงขึ้นเยอะ

ส่วนตัวแล้วคิดว่า deal นี้ดีเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า มองมุมไหน