Wednesday, April 27, 2011

คุณ ih ครับ ภาค 2 โดย hongvalue จาก เวปกระทิงเขียว

1.พี่ ih ครับ ต่อจากกระทู้ที่แล้วที่พี่ ih บอกว่าให้ลองหา ค่าเสื่อม/กำไรสุทธิของ กล่ม modern trade ดู ตัวแรก bigc ค่าเสื่อม 2057 กำไร 2502 หารกันได้ 0.82 เท่า cpall งบเดี่ยวนะครับ ค่าเสื่อม 1798 กำไร 2504 หารกันได้ 0.71 ตามที่พี่ ih เคยบอกว่าก่อนหน้านี้ กรณีสองตัวนี้เป็นเพราะ cpall จ่ายค่าเช่า เลยทำให้ มีสินทรัพย์ตัดค่าเสื่อมน้อยกว่า อัตราส่วนนี้ที่สูงกว่า ย่อมดีกว่า ปะครับ
แต่ว่า cash flow from operation ของทั้งสองตัวมีใกล้เคียงกันเลยนะครับ 6000 ล้านกับ 7000 ล้าน ของ cpall งบเดี่ยว

- ถ้าค่านี้สูง หากั้ง 2ตัวคือ BigC และ CPALL หยุดขยายสาขาทั้งคู่ BigC จะมีเงินสดต่อหุ้นเข้ามามากกว่า เพราะเงินสดคือ net profit + depre แต่หากยังต้องขยายสาขาต่อไป การที่มีค่าเสื่อมสูงๆ เทียบกับกำไร ก็สะท้อนว่าหุ้นตัวนี้การขยายต้องใช้เงินลงทุนมาก แต่ข้อดีของ BigC ก็ยังดีตรงที่ว่าค่าเสื่อมเป็นค่าเสื่อมของสินทรัพย์ที่มีอายุยาวไม่ต้องลงทุนทดแทนในระยะสั้น และธุรกิจมีเงินทุนหมุนเวียนหรือ working cap เป็นบวกซึ่งเป็นผลจากการขายเงินสด ทำให้ BigC พอจะนำเงินค่าเสื่อม + เงิน supplier และเงินกู้บางส่วนมาขยายสาขาใหม่ ทำให้ไม่ต้องใช้เงินกู้มากนัก

1.2มวยคู่ถัดมาบ้าง cpn กับ mint
ค่าเสื่อมของ cpn/กำไร 1246/1783 ได้ 0.7 เท่าน้อยกว่า bigc พอๆกับ cpall เลย
ส่วนของ mint 1295/1610 ได้ 0.80 เท่า โอ้ พอๆกับ bigc
ลูกรักตัวสุดท้าย makro 683/1291 โอ้ต่ำสุดเลยครับ ได้แค่ 0.52 เอง
ผมจะลองหาเหตุผลเท่าที่ผมนึกออกนะครับ
จริงๆแล้วหุ้นไหนที่มี ratio นี้ใกล้เคียงกับ 1เท่าน่าจะดีกว่าเพื่อน เพราะว่า pe ของ modern trade
ควรเอา กำไร+ค่าเสื่อม ฉะนั้นในแง่นี้ bigc สมควรมี pe สูงกว่าเพื่อนแต่ makro สมควรมี pe ต่ำกว่าเพื่อน
แต่ในแง่ของ dcf นั้นค่าเสื่อมที่น้อยน่าจะสะท้อน cash flow investing ที่น้อยกว่าด้วยทำให้ fcf เหนือกว่า
สังเกตได้จาก makro ปันผลมากที่สุดเพราะ fcf น่าจะดีกว่าเพื่อน


- ก็เข้าใจถูกแล้วครับ การมี depre / กำไรต่ำของ Makro สะท้อน 2 อย่างคือ ใช้เงินลงทุนขยายสาขาต่ำกว่าคู่แข่ง และบางสาขาเดิมๆ นั้นในส่วนอุปกรณ์และส่วนตกแต่งตัดค่าเสื่อมจนหมดแล้ว ถ้ามองในแง่ cash flow ใช่ครับ bigc น่าจะมี p/e สูงกว่า makro แต่การที่ makro ปันผลออกมาได้มากกว่า ก็ทำให้ในแง่มุมนี้ makro ควรมี p/e สูงกว่า bigc ทั้ง bigc makro ต่างมีจุดเด่นกว่าคนละอย่างเลยทำให้ท้ายสุดแล้ว p/e จึงสูสีกัน

ส่วน cpn ธุรกิจในแง่การลงทุนในสินทรัพย์ไม่ค่อยต่างกับ mint มากนัก แต่ที่ ratio ของ cpn ต่ำกว่าเพราะว่าสินทรัพย์ที่สร้างกำไรหลักคือ เซ็นทรัล ลาดพร้าว น่าจะตัดค่าเสื่อมเกือบหมดแล้ว

ผิดถูกยังไงท่านอาจารย์โปรดบอกด้วยคร้าบบบ


2.คุณ ih คิดว่า bv มีผลต่อการประเมินมูลค่าหุ้นมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ดูแล้วตลาดจะให้มูลค่าหุ้น
ที่ความสามารถการทำกำไรและเงินสดมากกว่า
แต่ผมมีข้อสังเกต 2 อย่างดังนี้
2.1ถ้าหุ้นสองตัวมี bv เท่ากันแต่ตัวนึงมีกำไรสะสม 50% อีกตัว 10% ตัวแรกน่าจะมีคุณภาพสูงกว่า

- คุณภาพคงจะสูงกว่าในแง่ความสามารถในการจ่ายปันผลออกมา แต่การจ่ายปันผลได้มากหรือน้อยปัจจัยหลักคงเป็นเรื่องการมี current ratio มากน้อยเพียงใด

2.2เรื่อง fcf ถ้าหุ้น modern trade ที่ตัดค่าเสื่อมหมดแล้ว bv จะต่ำ เพราะสินทรัพย์น้อยลง ฉะนั้น modern trade bv สูงก็เพราะ หาเงินสดได้โดยที่สินทรัพย์ตรงนั้นหมดไปแล้ว (ไม่รู้มั่วป่าวครับ ช่วยท่วงติงด้วยนะครับถ้ามั่ว)

- ส่วนใหญ่ modern trade จะยังตัดค่าเสื่อมยังไม่ค่อยหมดกันครับเพราะตัวอาคารตัด 25-30 ปี แต่สาขาที่มีในปัจจุบันส่วนใหญ่มีอายุไม่ค่อยจะเกิน 20 ปี แต่อาจจะมีสินทรัพย์บางส่วนที่ตัด 5-10 ปี ตัดค่าเสื่อมหมดแล้วแต่ยังใช้งานต่อได้ เช่น ชั้นวางสินค้า ส่วนปรับปรุงตกแต่งอาคาร ดังนั้นก็จะมีบางส่วนที่ตัดค่าเสื่อมหมดไปแล้วแต่ยังใช้งานต่อเช่นกัน

กรณีในอนาคตที่ค่าเสื่อมหมดจริงๆ ผลที่ตามมาก็คือถ้า ebitda margin หรือกำไรจากการดำเนินงานหลังหักต้นทุนขายและค่าบริหาร ( กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อม ) เท่าเดิม หุ้นเหล่านั้นควรจะมี net margin สูงขึ้นครับ

หุ้นค้าปลีกบางตัวที่ bv สูงเป็นเพราะกลยุทธ์ asset light คือ มีการถือครองสินทรัพย์ต่ำมาก เพราะเน้นการเช่าพื้นที่ ทำให้สินทรัพย์หลักคือ คน brand และระบบต่างๆ ที่วางไว้มายาวนาน จากการที่ผมได้ไปอบรมด้านธุรกิจค้าปลีกมา 2 วัน เห็นว่า retail is detail จริงๆ ครับ รายละเอียดเยอะมากและการทำให้ธุรกิจค้าปลีกมีสาขาจำนวนมากและดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข็งขันได้นั้นไม่ง่ายเลยครับ ดังนั้น asset หนึ่งที่ไม่มีตัวตัวและไม่อยู่ใน book ก็คือ ทีมผู้บริหารและระบบจัดการครับ ดังนั้นหุ้นค้าปลีกคงจะต้องดูประเด็นนี้นอกเหนือจากเรื่อง bv ด้วยนะครับ

3.คุณ ih เชื่อสมมุติฐานว่า prin จะมีรายได้ 4300 ตาม oppday หรือไม่ และคุณ ih คิดว่า ปีนี้
Prin น่าจะมี profit margin สักเท่าไหร่

- ถ้า book รายได้คอนโดฯ ราชปรารภได้ประมาณ 95% ซึ่งต่ำกว่ายอด presale ในปัจจุบันอยู่หน่อย ก็น่าจะรับรู้รายได้ได้เฉพาะคอนโดฯ ราชปรารภประมาณ 1,400 ล้านบาท ส่วนโครงการแนวราบ คือ บ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ ตัวหลักๆ ที่จะรับรู้รายได้ปีนี้ก็จะเป็นโครงการใหม่อย่าง โครงการ ถ. สามัคคี พระราม 5 และโครงการเก่าที่พอจะขายได้เรื่อยๆ อย่าง โครงการเพชรเกษม 69 บางบอน 5 หรือ เกษตร- นวมินทร์ รวมไปถึงโครงการร่วมทุนกับ UV ดูแล้วก็น่าจะรับรู้ในส่วนแนวราบได้ไม่น้อยกว่าปีก่อนที่ทำได้ประมาณ 2,500 ล้านบาท ดังนั้นถ้า conservative เลยก็ประมาณ 3,900-4,000 ล้านก็ได้ครับ มากกว่านั้นก็ถือว่าเป็นโบนัสไป

ส่วน profit margin นั้น โครงการที่ร่วมทุนกับ uv จะมี margin ต่ำสุดคือต่ำกว่า 20% ส่วนแนวราบถ้าเป็นโครงการใหม่ๆ ก็จะประมาณ 28-29% แต่ถ้าเก่าๆ หน่อยบางโครงการอาจจะลงมาเหลือ 25% เพราะต้องการให้ขายเร็วขึ้น ส่วนคอนโดฯ ผู้บริหารยังยืนยันประมาณ 35% ดังนั้นเฉลี่ยๆ ของปีนี้ผมคิดว่า gross margin น่าจะอยู่ประมาณ 28-29% ครับ

หากให้ gross margin เฉลี่ยทั้งปีอยู่ประมาณ 28% และเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการขายและบริหารแล้ว prin น่าจะมี net margin ประมาณ 10% หากให้รายได้ 4 พันล้านก็น่าจะมีกำไร 400 ล้านบาท หรือประมาณ 0.38 บาทต่อหุ้น ราคาหุ้นที่ 2.68 ในปัจจุบันที่ลดลงมามากจากต้นปีน่าจะสะท้อนข้อมูลจาก Opp day ที่ว่ารายได้ในไตรมาส1 จะรับรู้ได้เพียง 450 ล้านบาทเนื่องจากลูกค้ารอมาตรการภาษีจึงทำให้การรับรู้รายได้จะไปอยู่ Q2-Q4 เสียมาก และกำไรคงไม่ดีนักเพราะมีค่าใช้จ่ายโฆษณาคอนโดฯ เข้ามาบันทึกใน Q1 ด้วย ดังนั้น หาก Prin สามารถทำกำไรได้ประมาณ 0.38 บาทต่อหุ้น ณ ราคาปัจจุบันก็มี p/e ประมาณ 7 เท่า ซึ่งก็ต่ำกว่ากลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ตัวอื่นๆ พอสมควรครับ

4.อัตราการแจก warrant ของ prin ที่ 3 หุ้นสามัญต่อ 1 หุ้น warrant พี่ ih พอจะคำนวณได้ไหมครับว่า
ราคา warrant น่าจะสักประมาณกี่บาทต่อหุ้น

- ปกติแล้วผมก็ต้องใช้ ราคาตลาด ราคาใช้สิทธิ แต่ตอนนี้ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาด ดังนั้นถ้า warrant ตัวนี้หมดอายุพรุ่งนี้ มูลค่าจะเป็นศูนย์ แต่ warrant ของ prin จะมีอายุ 2 ปีดังนั้นมูลค่าที่มีอยู่คือ time value ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าตลาดจะให้เท่าไหร่ แต่ถ้าคิดแบบ vi มูลค่า warrant ก็น่าจะเป็น ราคาเป้าหมายที่เรามองไว้เมื่อ warrant ใกล้หมดอายุ ลบด้วย ราคาใช้สิทธิครับ

5.ผมตั้งข้อสังเกตุอย่างนึงนะพี่ ih
อีตา ธันยาวัช บอกว่า lotyboy เป็นกระแส

เพราะขนมปังแค่มีกลิ่นหอม แล้วตอนแรกๆก็มีคนไปต่อคิวเยอะ
หลังๆ รู้สึกที่สยามก็ปิดไปแล้วหรือไงเนี้ย
แต่ที่ผมงงก็คือทำไม อานตี้แอ๊น ผมว่ามันก็แป้งธรรมดา
เอามาม้วนเล่น คนเยอะตลอดเลย เหมือนไม่เป็นแค่กระแส
ทุกวันนี้ที่ เซ็นทรัลพระราม สอง
ก็คนเยอะ ผมเลยสับสนว่า เอ ตอนแรก อานตี้แอ๊นก็น่าจะเป็นเหมือน
lotyboy นี้นา ทำไมมันยังขายดีอยู่ได้

- หากเคยทานทั้งคู่ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่า lotyboy หวาน หอม ทานครั้งแรก จะอร่อย แต่ทานครั้งหลังๆ จะเริ่มเลี่ยน บางทีอาจจะรู้สึกเลยว่าครึ่งชิ้นแรกอร่อย แต่ครึ่งชิ้นหลังกินเพราะเสียดายขี้เกียจทิ้ง ส่วนอานตี้แอ๊น ไม่หวานมากเกินไปนัก และสินค้ามีให้เลือกหลายอย่าง และถ้าถามผม ผมก็ว่ามันก็อร่อยดีนะครับแต่แคลอรี่จะสูงไปหน่อย คงไม่เป็นกระแสมั้งครับเพราะคงไม่มีใครซื้ออานตี้แอ๊น 10-20 กล่องเพื่อไปฝากคนในที่ทำงานหรือที่บ้านเพื่อให้ลองชิมกันแบบ lotyboy

อย่าว่าแต่ lotyboy เลยครับที่กินครั้งหลังๆ แล้วเบื่อ ผมไปกินร้านข้าวแกงหรืออาหารตามสั่ง ก็เห็นเจ้าของร้านหรือลูกจ้างนั่งกินก๋วยเตี๋ยว หรือกินก๋วยเตี๋ยวก็เห็นเจ้าของร้านหรือลูกจ้างกินข้าวแกง แม้ว่าร้านที่ว่านี้จะเป็นอาหารที่คนเรากินได้ทุกวันก็ตาม สำหรับ lotyboy นั้นก่อนเปิดร้านถ้าเจ้าของร้านลองกินทุกวันๆ ละ 2-3 ชิ้น ลองดูว่าจะกินได้ต่อเนื่อง 30-60 วันได้หรือไม่

ดังนั้นกรณีของ loty boy ก็เป็นการตลาดว่าด้วยเรื่องกลิ่น ( เหมือนที่ Starbuck หรือร้านกาแฟทำ ) การสร้างกระแส แม้กระทั่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่าการต่อคิวในช่วงแรกๆ เป็นลูกค้าจริงๆ ทั้งหมดหรือไม่ แต่โดยรวมคนที่เข้าคนที่เปิดร้านคนแรกๆ ก็กำไรแต่คนที่เข้าตอนท้ายๆ ก็คงจะขาดทุน

ดังนั้น loty boy อุปมาอุปไมย ก็เหมือนหุ้นเก็งกำไร หุ้นเหล่านี้ขึ้นจริง คนที่ซื้อถ้ากำไรเป็นตัวเงินจริงๆ เอาไปใช้ซื้อของได้แน่นอน แต่คนที่เข้าคนแรกๆ และสามารถผลักดันให้หุ้นขึ้นมาได้ก็จะได้กำไรไปในจำนวนมาก ส่วนคนที่เข้าหลังๆ ก็ได้กำไรลดหลั่นไปและถึงขึ้นขาดทุนน้อยไปถึงขาดทุนจำนวนมาก หรืออาจจะเปรียบเทียบกับการซื้อหุ้นพื้นฐานบางตัวแต่เรารู้ว่ามันดีช้ากว่าคนอื่นและราคาที่เราซื้อนั้นสะท้อนพื้นฐานที่ดีไปมากแล้ว ก็อาจจะได้ผลตอบแทนไม่มากอย่างที่คาดหวังไว้ก็เป็นได้ครับ

ตัวที่ก้ำกึ่งระหว่าง loty กับ อานตี้แอ๊น ก็คือ Cripy cream ( ไม่แน่ใจสะกดถูกรึเปล่า ) ของที่อเมริกา ซึ่งตอนออกใหม่ๆ คนก็ต่อคิวกันยาวมากเหมือนกัน แต่ปัจจุบันก็ยังอยู่ได้แม้ว่าจะไม่ hot เหมือนเดิมก็ตาม

จะว่าไปคล้ายๆ กับเวลาห้างค้าปลีกอย่าง BigC Lotus Makro เปิดใหม่ๆ ในต่างจังหวัดคนวันแรกจะเยอะมาก เพราะทุกคนเห่ออยากมาดูว่าเป็นยังไง มีอะไรขายและมีร้านค้าอะไรบ้าง

6.ขอ discuss เรื่อง bcg model หน่อยนะครับ
ผมเองมองว่าหุ้นที่มีการคาดหวังสูง แม้ธุรกิจจะดี แต่ว่า
ก็มีความเสี่ยงสูงตาม เพราะ พื้นฐานที่ดีของธุรกิจ ก็ price in
ไปแล้ว(reflect in price) ผมเลยคิดงี้ครับ สมมุติว่า ถ้าไปถาม
ใครๆว่า เฮ้ นายว่า ใครเป็น star แล้วทุกคนก็ฟันธงว่า mint (ยกตัวอย่าง)
หน้าที่ของพวกเราก็คือ หา the next of mint ก็คือ ช่อง ? เพราะถ้าพวกเรา
ซื้อ mint เท่ากับว่า เราไม่ต้องทำการบ้านเลย เพราะทุกคนก็รู้
เลยสามารถพูดได้อย่างว่า หุ้นที่ยังเป็น ? นั้น ข้อดีคือ ถ้าเรามีข้อมูลพอจะ
bet มันได้ว่าจะเป็น star จะดีกว่า เหมือนที่เฮีย bet bh ตอนราคาต่ำๆ

-  Peter Lynch ให้ระวังหุ้นประเภท The next ไม่ใช่หรือครับ ? ha ha
ตลาดตอนนี้ก็มีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งที่สะท้อนพื้นฐานที่ดีของกิจการและผู้บริหารที่มีความสามารถ แต่บางครั้ง ผู้บริหารที่มีความสามารถสูงและมีธรรมาภิบาลที่ดี มักจะทำเรื่องดีๆ กว่าที่เราคาดบ่อยๆ ทำให้หุ้นบางตัวที่ว่าแพงแล้วกลับมีราคาหุ้นขึ้นไปได้อีกเพราะกำไรยังเติบโตได้ต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกัน ผู้บริหารที่มีความสามารถน้อยแถมยังขาดธรรมาภิบาล ก็มักจะทำเรื่องแย่ๆ กว่าที่เราคิดประจำ บางทีเราคิดว่าหุ้นได้สะท้อนสิ่งที่แย่ๆ ไปหมดแล้ว แต่กลับมีสิ่งที่แย่เกิดขึ้นเพิ่มอีก หุ้นบางตัวจึงอยู่ในภาวะถูกซ้ำถูกซาก p/bv ต่ำอยู่ตลอด และเป็นกับดักนักลงทุน vi รุ่นใหม่ได้เป็นระยะ

ดังนั้นคงต้องดูเป็นรายตัวครับว่าหุ้นบางตัวที่แพง p/e สูง p/bv สูง แพงเพราะว่าผู้บริหารมีความสามารถสูงและธรรมาภิบาล หรือมีความสามารถกลางๆ แต่ cycle ธุรกิจหรือปัจจัยภายนอกมันเอื้ออำนวย

อย่างเมื่อ 7-8 ปีก่อน มีหุ้นยานยนต์ตัวหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนถึง 7-8 เท่า เป็นผู้ผลิตรถกระบะดัดแปลง และชิ้นส่วนรถยนต์ โดยเหตุผลที่หุ้นปรับขึ้นมาตอนนั้นคือเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ยอดขายรถเติบโตดีขึ้นมาก รวมไปถึงการที่เราเริ่มส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนมากขึ้น แต่ภายหลัง ค่ายรถยนต์หันมาผลิตรถกระบะแบบดัดแปลงเอง เช่น Toyota Fortuner Isuzu MU 7 และมี SUV ออกมาอีกค่อนข้างมาก รวมไปถึงลูกค้าหลักคือ Isuzu ที่ไปรวมกับ GM ทำให้การซื้อวัตถุดิบเป็นแบบ Global sourcing ทำให้บริษัทนี้มีสัดส่วนการขายให้ Isuzu น้อยลง ท้ายสุดราคาหุ้นก็ลดลงจาก peak ที่ 14 บาทเหลือประมาณ 2-3 บาทในปัจจุบัน ดังนั้นจึงต้องระวังหุ้นคุณภาพกลางๆ แต่กำไรหรือราคาขึ้นเพราะว่าปัจจัยภายนอกอำนวยด้วยครับ

หุ้น dog ก็น่าสนใจในแง่ที่ว่า สะท้อนความคาดหวังที่แย่มากๆเอาไว้ ถ้ามีอะไรดีขึ้นนิดเดียวหุ้นก็วิ่งได้เลย

- ก็เป็นไปได้ครับ เพื่อนสนิทผมสมัยเรียนป. ตรี เคยบอกว่า spec ผู้ชายของเค้าคือ ชอบผู้ชายที่ดูเลวๆ ( จริงๆ ใช้คำหนักกว่านี้แต่คงเขียนไม่ได้มั้งครับ ) แต่จริงๆ มีบางอย่างดี ประมาณว่าทำไม่ดี 10 อย่างแต่ดีซัก 1-2 อย่างก็นับว่าเป็นผู้ชายดีตาม spec แล้ว ซึ่งผู้หญิงที่ชอบแนวนี้มีไม่น้อยนะครับ ก็เลยเป็นเหตุให้ผู้ชายบางคนที่ผู้ชายด้วยกันมองว่าไม่น่ามีผู้หญิงคนไหน แต่กลับหาแฟนได้เรื่อยๆ ตบตี แย่งรถกัน ให้เห็นอยู่เป็นประจำ : ) สรุป จริงๆ แล้วมุมมองต่างๆ ของผู้หญิงและผู้ชายต่างกันมาก ดีแต่น่าเบื่อ สู้ดีน้อยหน่อยแต่ชีวิตมีรสชาติไม่ได้มั้งครับ หุ้นก็เหมือนกันครับ หุ้นดี แต่ราคาไม่หวือหวาธุรกิจเค้าใจง่ายไป อาจจะสู้หุ้นหวือหวาเล่นแล้วได้ลุ้นไม่ได้

ตอนนี้เวลาผ่านไปมากกว่า 10 ปีแล้ว เพื่อนคนที่ว่านี้ยังโสด เพราะสิ่งที่เป็น spec เค้านั้นสงสัยจะไม่ค่อยมีมั้งครับ ไม่รู้ว่าไปหาแถวบางขวางอาจจะพอมีบ้างไหม

บางครั้งการเป็นอะไรที่ต้นทุนต่ำ ทำแย่ก็เสมอตัว ทำดีขึ้นมาผู้คนก็ชื่นชม ถ้าอ่านข่าวการเมืองก็มีการยกประเด็นนี้ขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่อง สส. ต้นทุนต่ำ แม้เรื่องดารา ผมแน่ใจเลยว่าดาราละครหลังข่าวที่ตอนเล่นละครใส่เสื้อผ้ามีพื้นที่รวมกันไม่ถึง 1 ตร.ม. และตอนถ่ายนิตยสารใส่เสื้อผ้าเหลือรวมกันประมาณผ้าเช็ดหน้า 2 ผืน ถ้านางเหล่านี้ท้องก่อนแต่งงาน แฟนคลับและสังคมจะพอรับได้และไม่ค่อยประณาม เพราะนางเอกเหล่านี้ก็มีข่าวออกมาเป็นระยะอยู่แล้ว เช่น เปลี่ยนแฟนบ่อย ผู้ชายทะเลาะแย่งกัน แย่งผู้ชายกันหรือช่วยเพื่อนแย่งก็มี ดังนั้นก็ถือว่าดารากลุ่มนี้ manage expectation ได้ดี ซึ่งต่างจาก case ของนางเอกระดับเจ้าหญิงซึ่งความคาดหวังของแฟนคลับนั้นสูงกว่ามาก

แต่ดาราที่ว่านี้ ภาพลักษณ์ที่ออกมาถ้าถามเราคนทั่วไป แม้ว่าจะสวยยังไงแต่ถ้าเราอยากแต่งงานด้วยหรือไม่นั้นคงเป็นคำถามที่เราคงมีคำตอบในใจ แต่คนส่วนใหญ่อาจจะรู้สึกว่าถ้าคบกัน 3 เดือน 1 ปีอาจจะ ok ดังนั้น อุปมาอุปมัยได้กับหุ้นที่มีความคาดหวังต่ำมั้งครับส่วนใหญ่จะไม่ค่อยจะเป็นหุ้นที่ถือได้ยาวเท่าไหร่ แต่บางตัวก็อาจจะเหมาะกับการลงทุนระยะสั้นถึงกลางได้ครับ

( ขออภัยแฟนคลับดาราด้วยนะครับที่ยกมาเป็น case เข้าใจครับว่าดาราจำนวนไม่น้อยที่นิสัยดีแต่ภาพลักษณ์หรือข่าวอาจจะแย่กว่าตนตัวตนจริงๆ ก็อาจจะคล้ายหุ้นบางตัวครับที่พื้นฐานไม่ได้แย่นักแต่ความรู้สึกนักลงทุนอาจจะแย่กว่าความเป็นจริง หลังๆ ดาราหรือศิลปินดังๆ จึงมีฝ่ายที่ดูแลเรื่องภาพลักษณ์ซึ่งก็เหมือนหุ้นหลายๆ ตัวที่ มี IR )

เลยพูดนอกเรื่อยหน่อยเลย เรื่อง expection นั้นผมคิดว่าเป็นสิ่งผู้ที่ขายสินค้าและบริการจะต้องเรียนรู้และบริหารให้ได้ครับ ไม่ว่าจะเป็น expectation ของ stakeholder ต่างๆ เช่น ลูกค้า พนักงาน ฯลฯ ผมเคยไปทานร้านขนมแห่งหนึ่งแถวซ. อารีย์ กาแฟแก้วละ 70-80 บาท ปาท๋องโก๋ชิ้นละ 8 บาท ขอนมข้นหวานครั้งที่ 2 ต้องเสียเงิน 10 บาท ส่วนน้ำเชื่อมที่เติมในกาแฟนั้นพนักงานขอคืนเอาไปให้โต๊ะอื่นเติมต่อ พนักงานและผู้จัดการมีท่าทีและการพูดจาที่ไม่ค่อยดีนักหลังจากที่ผมสอบถามเรื่องว่าทำไมต้องเสียค่านมข้นหวานเพิ่มด้วยเพราะนมข้นหวานไม่แพงอะไรเลย ( ร้านมีสังขยาให้ครับแต่รสชาติไม่อร่อยเลย ) ผมไปทานร้าน seafood หรือร้านอาหารเวียดนาม ขอน้ำจิ้มเพิ่มก็ไม่เห็นต้องเสียเงิน เราคงทานกุ้งเผา ปูนึ่งเปล่าๆ หรือสุกี้ mk โดยไม่ต้องจิ้มน้ำจิ้มไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น เมื่อสังขยาไม่อร่อย ผมจะทานปาท๋องโก๋เปล่าๆ ได้อย่างไร เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าผมจะไม่ไปทานร้านนี้อีกเพราะผมจ่ายกาแฟแก้วละ 80 บาทและปาท๋องโก๋ชิ้นละ 8 บาท ผมไม่คิดว่าจะต้องจ่ายค่านมข้นหวานอีกถ้วยละ 10 บาทแล้วล่ะครับ

ดังนั้นเรื่อง expectation นั้นสำคัญมากโดยเฉพาะหากเราจะทำธุรกิจด้านการบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร โรงแรม โรงพยาบาล ธุรกิจบริการที่จะทำได้ดีจะต้องทำให้เหนือกว่าที่ลูกค้าคาดหวัง

วันก่อนผมไปกินร้าน ถูกและดี ของ Foodland เค้ามีใบแปะไว้ที่ร้านเป็นข้อเตือนใจพนักงาน ผมถ่ายรูปเก็บไว้ ข้อความมีดังนี้ครับ

จงบริการลูกค้าเกินกว่าที่เขาคาดหวัง
จงให้ในสิ่งที่เขาต้องการและเกินกว่านั้น
เรามีเจ้านายอยู่คนเดียวคือลูกค้า
และเขาสามารถไล่ทุกคนในบริษัทออกได้นับแต่ประธานลงมา
เพียงแต่เขาไปใช้เงินในที่แห่งอื่น

ผมชอบหนังเรื่อง Great Expectation ที่เขียนโดย Charles Dicken และแสดงโดย อีธาน ฮ๊อกส์ ครับ สร้างเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว หนังเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างหลายๆ รอบพอๆ กับเรื่อง Oliwer Twist ที่ชอบเรื่อง Great expectation ก็เนื้อหาส่วนหนึ่ง แต่ที่ชอบมากคือชื่อเรื่องครับ รู้สึกคำว่า Great Expectation บอกอะไรเราได้มาก ส่วนเรื่องเนื้อหาก็จะแล้วแต่ว่าแต่ละคนจะตีความอย่างไร ผมเองได้ดูแต่เป็นภาพยนตร์แต่ยังไม่ได้อ่านหนังสือถ้าอ่านหนังสือน่าจะได้แง่มุมได้มากกว่าการดูหนังมาก

ส่วน cash cow นั้นไม่ต้องพูดถึง

ราคาหุ้นเชื่องช้า ไม่ถูกใจวัยรุ่นอย่างพี่ ih

- อ้าว พอร์ตผมก็มีหุ้นประเภทปันผล 8-10% ดูแล้วกำไรในอนาคตไม่ติดลบ แต่อาจจะโตไม่มากนัก ดังนั้น cap gain บวกปันผลอาจจะได้ปีละ 10-20% หุ้นพวกนี้เวลาตลาดลงมากๆ เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายและไม่เสียราคานัก ถ้าตลาดไม่ลงก็ถือกินปันผลไปได้เรื่อยๆ สบายใจดี แต่ข้อแม้คือถ้าเห็น trend ว่ากำไรเริ่มจะลดลงก็ต้องขายออกไปเช่นกันครับ แต่หุ้นพวกนี้ผมจะเลือกพวกหุ้นที่ค่อยมีวัฎจักรทางธุรกิจเท่าไหร่ เช่น ทำปลาสเตอร์ยา เป็นต้น

ผมว่านี้เป็นการเอา bcg model มาถกในมุมของการคาดหวัง

ซึ้งน่าจะช่วยสะท้อน bcg medel ในแง่การลงทุนมากกว่า

มุมเดิมๆ

- พูดถึง bcg ก็ย่อมาจาก Boston consulting growth model ซึ่งเป็นของบริษัทที่ปรึกษา Boston consulting พอพูดถึงบริษัทนี้คนจะนึกถึง model นี้เลย คือ Dog, Question mark ( หรือ problem child ) , Star และ cash cow ผมคิดว่า model นี้ทำให้ Boston consulting ใช้หากินได้ไปเป็นร้อยปีเลย อย่างกรณีของ Michael E Porter คนก็จะนึกถึง five force ดังนั้นบางทีชั่วชีวิตคนเรามีผลงานระดับ masterpiece แค่ชิ้นเดียวก็สบายแล้วครับ ก็คล้ายๆ กับการลงทุนถ้ารอบ 5 ปีเจอหุ้นตีแตก 1-2 ตัวแล้วให้น้ำหนักการลงทุนมากพอก็สร้างความแตกต่างให้กับผลตอบแทนแล้วครับ

7.จากข้อที่ผ่านมา พี่ ih มีวิธีในการดูไหมครับว่าหุ้นตัวไหน มี ความคาดวังสูงหรือต่ำ ณราคานั้นๆ เท่าที่ผมคิดออกก็คือการ
ดูใน saa consensus ว่าคาด earining เท่าไหร่แต่ก็ไม่แน่ใจว่าวิธีนี้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน

-              ใช้ประสบการณ์จากการอ่านข่าวดารามาช่วยด้วยมั้งครับ ha ha
ความคาดหวัง อาจจะประเมินได้หลายทาง เช่น p/e ที่ตลาดให้เมื่อเทียบกับหุ้นอื่นๆ ในกลุ่มเดียวกัน ประมาณการเติบโตของรายได้และกำไรของนักวิเคราะห์ จำนวนคนที่เข้าร่วมประชุมผู้ถือหุ้น เป็นต้น อย่างหุ้นบางตัวประชุมผู้ถือหุ้นบางปีไม่มีรายย่อยมาเลย เกณฑ์พนักงานมานั่งฟังประธานอ่านวาระให้ฟังตั้งแต่ต้นจนจบ จนบางทีทำให้คิดว่าหน้าที่ของประธานกรรมการบางบริษัทแต่ละปีคือมานั่งอ่านวาระการประชุมให้ฟังหรือเปล่า

8.มีคนพูดติดตลกว่าการซื้อหุ้น cpall น่าจะดีกว่าการซื้อ แฟรนไช เพราะว่าคนที่ซื้อ แฟรนไช ไปคนแรกกำลังขายดีๆ อยู่ๆ ก็มี 7-11 มาเปิดอีกห่างไปไม่มากด้วย คนซื้อ แฟรนไชเสียประโยชน์เพราะมีคนมาช่วยแชร์ส่วนแบ่ง
แต่ 7-11 ได้เพราะว่า ได้ขายแฟรนไช แถมได้ block พื้นที่คู่แข่งไปในตัว คุณ ih มองยังไงครับ

- ผมได้ยินบางคนอาจจะพูดติดตลกร้ายยิ่งกว่ารึเปล่าครับว่าถ้าไม่มีเหตุจำเป็น เช่น ต้องนำสินค้าของตนเองไปขายในร้าน หรือเข้าไปซื้อของใช้จำเป็นหรืออาหารในร้าน ฯลฯ ก็อย่าไปยุ่งกับกลุ่มนี้ ผมว่าถ้า 7-11 ขาย Lotus ที่จีนสำเร็จ การซื้อหุ้น 7-11 อาจจะดีกว่าเป็นเจ้าของร้านตามที่ว่า แต่ถ้าขายไม่สำเร็จ ผมก็ไม่แน่ใจว่าการซื้อแฟรนไชส์เป็นเจ้าของร้านอาจจะยังดีกว่าก็ได้นะครับ ดังนั้น ทางเลือกที่เหลือที่จะได้ประโยชน์ก็อาจจะลองพิจารณาการเป็นลูกเขยหรือลูกสะใภ้ดีไหมครับ

การมีระบบแฟรนไชส์ของ 7-11 เป็นระบบที่ฉลาดมากครับ และประสบความสำเร็จงดงาม เพราะการที่เราจะจ้างผู้จัดการร้านซักคนคงจะต้องจ้างด้วยเงินเดือนมากกว่า 2 หมื่น และคงไม่มีผู้จัดการร้านที่เป็นลูกจ้างคนไหนที่อยากจะรับผิดชอบร้าน 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจะต้อง available ที่จะแก้ปัญหา คนกลุ่มหนึ่งที่ต้อง available 24 ชั่วโมงได้คือ หมอผ่าตัดและหมอสูตินารีแพทย์ แต่คนกลุ่มนี้มีรายได้ 1-5 แสนบาทต่อเดือนครับ ดังนั้นระบบแฟรนไชส์ก็จะ set อยู่แล้วว่าให้เจ้าของร้านมีผลตอบแทนที่เหมาะสมคือ ค่าเช่าตึก ( ถ้าเจ้าของร้านเป็นเจ้าของตึกเอง ) + เงินเดือนผู้จัดการร้าน ( มากกว่าผู้จัดการร้านอยู่หน่อย ) ซึ่งเป็นเจ้าของร้านที่ทาง 7-11 ควบคุมง่ายด้วยเพราะมีระบบที่ดีที่ทำให้ร้านแฟรนไชส์จะต้องซื้อของจากทาง 7-11 และเมื่อสาขาไหนมีกำไรต่อเดือนมากกว่าเงินเดือนผู้จัดการร้านมากเกินไป 7-11 ก็เปิดสาขาใหม่ทันที ซึ่ง 7-11 ก็ได้สาขาเพิ่ม ยอดขายก็ต้องเพิ่มมาบางส่วนแม้ว่าจะกินกันเองบ้าง แต่คนที่อยากทำธุรกิจอื่นๆ หรือมองว่าอยากเป็นเจ้าของกิจการอื่นๆ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการบริการในอนาคต การซื้อแฟรนไชส์ ของ 7-11 มาบริหารก็อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการบริหารจัดการที่อาจจะดีกว่าการเรียนภาคทฤษฎีในมหาวิทยาลัยครับ

9.คุณ ih เคยบอกว่าหุ้นหลักทรัพย์บางช่วงมี pe สูงถึง 20 เท่านั้น reasonable เพราะว่า ช่วงที่ได้ volume สูงขึ้นเยอะๆ นั้น หุ้นหลักทรัพย์แถบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเลย แค่ให้ broker แต่ละคนรับ order เยอะขึ้น
หรือไปเช่าพื้นที่ขยายสาขาเพิ่มขึ้น

อยากถามว่ามีหุ้นกลุ่มไหน ตอนสถานการณ์ไหนอีกไหมที่สามารถเพิ่มรายได้สูงๆได้รวดเร็วมากโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

ตอบ

- พวกหุ้นค้าปลีกหรืออาหารประเภท chain restaurant ที่ขยายสาขาโดยการเช่าพื้นที่เป็นหลักครับ

- หุ้นประกันชีวิตที่หลักๆ ก็จ้างพนักงานขาย และตั้งสำนักงานตัวแทนเพิ่ม ( ก็เช่าตึก 2-3 ห้องใช้เงินไม่มาก )

- หุ้น brand name บางตัวที่เน้นทำเฉพาะ R&D และ marketing ส่วนการผลิตจะ outsource เอาหมด หุ้นประเภทนี้เมืองนอกมีเยอะแต่เมืองไทยไม่ค่อยมีครับ

- หุ้นโรงแรมที่เน้นการรับบริหาร เมืองไทยก็ไม่ค่อยมีอีกเช่นกันครับ เมืองนอกก็พวก Accor Marriott ครับ



10.ต่อจากข้อที่แล้ว ทำให้หุ้น oem นั้นไม่สามารถ trade ที่ high pe ได้ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหนก้ตาม เพราะว่า oem นั้นรายได้เพิ่มสูงๆ ก็ต้องแลกกับการลงทุนเพิ่มสูงๆตลอดเวลา ไม่ทราบว่าถูกต้องไหม

- ลองเอาหุ้น OEM แต่ละตัวเข้า five force ของ Michael E. Porter ดูสิครับว่ามีปัจจัยอะไรเด่นบ้าง OEM นอกจากจะแข่งกับตัวเอง แข่งกับคู่แข่งแล้ว ยังต้องลุ้นด้วยว่าภาวะอุตสาหกรรมโดยรวมต้องเติบโตด้วย และต้องลุ้นด้วยว่าลูกค้ารายใหญ่มีสถานภาพการแข่งขันหรือ mkt share ดีหรือแย่ เพราะถ้าลูกค้ารายใหญ่ตกอยู่ในภาวะถดถอยทาง mkt share ก็ทำให้ order ลดลง หรือแย่ที่สุดลูกค้าอาจจะไม่มีเงินจ่ายค่าสินค้าก็เป็นได้

OEM ที่มีเทคโนโลยีสูงหน่อยหรือมีจุดเด่นในการผลิตก็จะอยู่ในสถานะที่ดีกว่า OEM ที่ใช้เทคโนโลยีต่ำและใครๆ ก็เข้ามาทำได้ OEM ที่ไม่มี niche ก็จะต้องถูกบีบจาก supplier อยู่เรื่อยๆ ในเรื่องราคาขาย ดังนั้นสิ่งที่ OEM จะทำได้ดีที่สุดก็คือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าในเรื่องการบริการ การคุมคุณภาพการผลิต การลดต้นทุน และเมื่อต้องการเพิ่มรายได้ก็จะต้องลงทุนในโรงงานเครื่องจักรเพิ่ม แต่มักจะไม่ค่อยได้ประโยชน์จาก economy of scale เท่าไหร่เพราะลูกค้ามักจะฉลาดก็รู้เรื่องนี้จึงมักจะมีเงื่อนไขว่าถ้าจะขายมากขึ้น ก็ต้องลดราคาลง โดยรวมๆ หุ้น OEM นั้นก็เปรียบเหมือนการวิ่งบนสายพานตลอดเวลา คือ ตัวไม่ค่อยไปข้างหน้าแต่ถ้าหยุดวิ่งเมื่อไหร่ก็ถอยหลังไปทันที

11.ท่านอาจารย์ วิศิษฐ์ เคยบอกว่า การเพิ่มทุนนั้นอาจจะผลดีได้ถ้า บ.ล. เอาเงินที่ได้จากการเพิ่มทุน ไปซื้อสินทรัพย์ใหม่ที่ให้ roa สูงกว่า roa เดิม หุ้นตัวนั้นจะ perform ดีมาก

ไม่ทราบว่าพี่ ih มี case study กรณีคล้ายๆอย่างนี้ไหม

- ก็เหมือนกรณีของหุ้น IPO น่ะครับ ถ้าเอาเงินที่ได้ไปลงทุนขยายกิจการน่าจะทำให้กำไรและราคาหุ้นดีกว่าหุ้นที่นำเงินไปคืนหนี้แต่ไม่ได้ขยายอะไร แต่ที่แย่ทีสุดก็คือ ไม่มีหนี้อยู่แล้วแต่ IPO แล้วเอาเงินไปแช่เฉยๆ โดยให้เหตุผลว่ารอโอกาสในการลงทุน เพราะการคืนหนี้ก็ยังดีตรงที่ผลตอบแทนของเงินก้อนนั้นคือประมาณ 7% คือดอกเบี้ยจ่ายที่ลดลงนั่นเองครับ

กรณีของ AH ที่นำเงินเพิ่มทุนแบบ PP ประมาณปี 44-45 ไปซื้อโรงงานผลิต Chassis ของ Isuzu ซึ่งเป็นโรงงานที่มีสัญญากับ Isuzu ตลอดอายุ model D-max โรงงานนี้เดิมเป็นของบริษัทลูกของ GM ( บ. แม่ของ Isuzu ) ที่ชื่อ Dana corp ผลตอบแทนใน 3-4 ปีแรกของเงินลงทุนที่ใช้ซื้อโรงงานดีมากครับจึงทำให้ราคาหุ้น AH ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 5-6 เท่านับจากวันที่ประกาศ deal

หลังจากนั้น ปี 48-49 ทาง AH ได้เพิ่มทุนแบบ PP อีกครั้งที่ราคา 32 บาท โดยตอนนั้นยังไม่มี project ที่แน่นอน ซึ่งต่างจากตอนแรกที่มี deal การซื้อกิจการก่อนแล้วค่อยเพิ่มทุน เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนนั้นแช่อยู่ใน AH ซักพักใหญ่ๆ ก่อนที่จะประกาศ deal ควบรวมกับ KPN ซึ่งดูเหมือนว่าการซื้อ KPN ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานั้นมี ROA ที่ต่ำมาก ผลก็คือ ราคาหุ้นลดลงเหลือ 11 บาท ซึ่งก็คงต้องดูกันต่อไปว่า AH จะปรับปรุง ROA ของ KPN ในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด

12.อยากให้คุณ ih ช่วยแชร์เกี่ยวกับ ประสบการณ์เล่นหุ้นแบบ turn around หน่อยครับ ว่ามีวิธีการดูอย่างไรบ้าง เก็งยังไง

- อืม ถ้าเล่าไม่รู้จะเล่ายังไงได้ละเอียดนะครับ ช่วงหลังๆ ไม่ค่อยมีหุ้น turn around เท่าไหร่นะครับไม่เหมือน 5-6 ปีก่อน หลักๆ มันมีตัวกรองหลายๆ อย่าง เช่น p/bv p/e สมัย 5-6 ก่อน หุ้น p/e 3-5 เท่าแล้วธุรกิจไม่ขี้เหร่นั้นมีเป็นกระจาดเหมือนกันครับ ตัวกรองอีกตัวที่ได้ผลกว่า bv ก็คือ price / replacement cost ครับ โดยเฉพาะใช้กับหุ้น commodity เพราะถ้าหุ้น trade ต่ำกว่าการสร้าง capacity ใหม่ทั้งบริษัท มักจะเป็นเป้าหมายการถูก take over หรือการที่ราคาหุ้นต่ำกว่า replacement มากๆ ธุรกิจนั้นจะไม่มีการขยาย supply เลยเพราะหุ้นเหล่านั้นจะไม่สามารถเพิ่มทุนได้ เมือ supply ไม่เพิ่ม พอ demand ฟื้น ราคาผลิตภัณฑ์ขึ้นแรง กำไรและราคาหุ้นจะฟื้นตัวแรงมาก ตัวอย่างก็จะเห็นในพวกปิโตรฯ เรือ โรงกลั่น

แต่ระยะ 2-3 ปีหลังหุ้นที่ออกจาก rehab ก็อาจจะเรียกว่าหุ้น turnaround เหมือนกันแต่มันไม่ค่อยน่าซื้อเหมือนช่วง 5-6 ปีก่อน ประมาณว่าอาหารสดดีๆ อยู่ในตู้เย็นหลายๆ ปีมันก็เน่าได้เหมือนกันนะครับ

13.ท่าน อาจารย์นิเวศน์ เคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อน Microsoft ในบางช่วงนั้นเคยมี pe สูงถึง 1000 เท่า
แต่คนที่ซื้อตอน pe 1000 กลับได้กำไร หลายร้อยเท่า เพราะคนเหล่านั้นมองว่าในอนาคต Microsoft จะกลายเป็นเจ้าโลก ที่มีคนใช้ทั่วโลกเป็นพันล้านคน ฉะนั้น pe 1000 ก็ถูก คุณ ih มีมุมมองต่อเรื่องนี้ยังไงครับ

- ถ้ามองหุ้นประเภท mega big trend บางทีดู p/e ไม่ได้ครับ ให้ดูเลยว่าหุ้นตัวนี้ในอนาคตจะมีบทบาทต่อชีวิตคนในโลกนี้แค่ไหน ดังนั้นสินค้าที่คาดว่าคนจะใช้ทั่วโลก แต่ถ้าตอนนี้คนยังใช้แค่ 1-2% มันก็มีโอกาสเติบโตได้มาก ดังนั้นคงจะต้องดู mkt cap เลยครับ ถ้าเราคิดว่าหุ้นตัวนั้นๆ จะมีอิทธิพลต่อโลกสูง หุ้นตัวนั้นควรจะมี mkt cap อยู่ใน 1 ใน 50 ของตลาดหุ้นสหรัฐ ดังนั้น mkt cap ของหุ้นตัวนั้นๆ ควรจะอย่างน้อยเท่ากับหุ้นที่มี mkt cap มากเป็นอันดับที่ 50

14.คุณสุมาอี้เคยบอกว่า แมคโดนัล ได้เปรียบ เบอร์เกอร์คิงเพราะมี สาขาเยอะกว่า ทำให้ เวลาโฆษณา แล้วได้ประโยชน์สูงกว่า ในแง่ จำนวณ โฆษณาต่อสาขา

ถ้าเป็นแบบนี้จริงอีกหน่อย cpall bigc มีสาขาเยอะมากๆ แล้วยังจ่ายค่าโฆษณาเท่าเดิม ก็จะทำให้ sg&a เทียบกับ sale ดีขึ้น ถูกต้องหรือไม่

- ครับ โดยหลักการ ธุรกิจที่ใหญ่กว่ามียอดขาย สาขามากกว่า ก็จะมี fix cost หลายๆ อย่างถูก share และลดลง สิ่งที่ cpall bigc ได้เปรียบจากการมีสาขามากน่าจะเป็นเรื่อง volume การซื้อของจาก supplier ซึ่งมีผลต่อราคาและอำนาจการต่อรอง ค่า shelf ส่วนเรื่องการโฆษณาของห้างค้าปลีกนั้นก็มีผลบ้างแต่คงจะไม่มากเท่า อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการองค์กรใหญ่ก็ยากขึ้นเป็นเงาตามตัวครับ เหมือนขับรถสิบล้อก็คงจะยากกว่าขับรถเก๋ง ถ้าเป็นร้านอาหารที่มีสาขาเยอะๆ นั้นสิ่งที่ต้องทำให้ดีคือการควบคุมคุณภาพครับ เพราะถ้ามีเพียง 1-2 สาขาที่มีปัญหาเรื่องคุณภาพอาหาร หรือบริการ อาจจะเสียทั้งเครือได้เลยครับ ที่สหรัฐเคยมี case ที่มีเด็กกินแฮมเบอร์เกอร์แล้วเสียชีวิต ถ้าจำไม่ผิดคือ Jack in the box หรือยังไง ท้ายสุดผมไม่แน่ใจว่าร้านในเครือนี้ยังอยู่หรือเปล่า ดังนั้นผมสังเกตว่าร้านอาหารแบบที่ไม่น่าจะขยายสาขาได้มาก แต่เริ่มขยายสาขาและทำได้ค่อนข้างดี เช่น ครัวเจ๊ง้อ ร้านอาหารทะเลแหลมเจริญ เชียงกรีล่า คิทเช่น แสดงว่าเค้าจะต้องมีระบบการจัดการและควบคุมคุณภาพได้ดี ไม่ได้มีจุดเด่นด้านฝีมือการทำอาหารอย่างเดียว

No comments:

Post a Comment