Showing posts with label Kamart. Show all posts
Showing posts with label Kamart. Show all posts

Tuesday, November 27, 2012

บรรทึกช่วยจำ Kamart Beauty


เรื่อง kamart Beauty ในมุมมองของมาร์นะ

อาจมีผิดพลาดได้อยู่ เพราะยังไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียดเชิงลึก
 อย่าเชื่อมาก ลองคิดดูด้วยเหตุผลนะครับ


ก็เรื่องของความแตกต่างของ Kamart Beauty คือ
Kamart จะเป็นผู้นำเข้าสินค้าความงามจากเกาหลีเป็นหลัก โดยบริษัทแค่เป็นตัวแทนนำเข้ามาเท่านั้น
Beauty จะเป็นผู้ผลิตสินค้าในแบรนด์ของตัวเองแล้วมาขายเองเลย คนไทย แต่เรื่องสินค้านอกมาขายด้วยหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่ไม่น่าจะเอามาขายในร้านนะ

ข้อดี ข้อเสีย Kamart

ธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความงาม เป็นตัวฉุดกำไรบ้าง ทำให้งบไม่สวยบ้าง ผมก็ไม่แน่ใจ ว่ามันต้องทำ หรือยังไง

สามารถเปลี่ยนสินค้าได้เร็ว ถ้ามีสินค้ามาใหม่ ก็สั่งซื้อมาได้เลย ไม่ต้องลงทุึนเยอะนอกจากคลังสินค้าเป็นหลัก อันไหนขายดี ก็เอามาขายต่อ อันนี้ขายไม่ดี ก็หยุดขาย ต้นทุนส่วนนี้เลยต่ำ


เนื่องจากการซื้อมาขายไป ทำให้กำไรมีสิทธิ์หายระหว่างทางเยอะ นอกจากนั้น เหมือนตอนนี้ kamart เน้นขายส่งด้วย ทำให้่อัตรากำไรจะต่ำลง
นอกจากนั้นสินค้า kamart ที่มาจากเกาหลี ก็มีรายย่อยคนอื่นไปซื้อได้ด้วยเหมือนกัน เอามาขาย ได้กำไรมากกว่าด้วยซ้ำ แถมมากดราคาแข่งกันอีก


ไม่ต้องลงทุนเปิดสาขาเอง ทำให้ประหยัดต้นทุนในส่วนนี้ได้มาก และขยายได้เร็วกว่าที่จะต้องลงทุนเปิดร้านเอง
การที่ไม่เปิดสาขาเอง พยายามทำเหมือน 7-11 โดยการขายแฟรนไซล์นั้น จะมีปัญหาในแง่ของร้านรายย่อยที่ไม่เป็นระบบ ระเบียบ อย่างเอาสินค้าวางมั่ว เอาสินค้าปลอมหรือของเจ้าอื่นมาขายในร้าน หรือการขายราคาไม่เท่ากันก็มี

kamart เน้นสินค้าเกาหลี ถ้าวันดีคืนดี สินค้าเวียดนามดังขึ้นมาแทน ก็แย่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่ากลัว เพราะ เป็นเพียงบริษัทนำเข้า แค่ไปนำเข้าขอเวียดนาม ก็ได้แล้ว
กรณีแฟชั่นเปลี่ยน คนทั้งไปก็จะคิดว่าร้าน kamart ต้องเกาหลี จะมาเป็นเวียดนามก็ไม่ดี นอกจากเปิดใหม่ ซึ่งรายย่อยที่เปิดร้าน เฟชน์ไซล์ ก็ไม่พอใจแน่

คนรู้จักผมหลายคน เลิกใช้ kamart แล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือสินค้าคุณภาพแย่ลง อย่างครีมตัวขาว เมื่อทีเดียวเห็นผล เดียวนี้ หลายรอบกว่าจะเห็น แย่เลย

ข้อดี ข้อเสียของ Beauty
การสร้างสินค้าเอง แบรนด์เอง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดี และัทำกำไรได้ดีกว่ามากด้วย แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนจมสูง และการผลิตแต่ล่ะครั้งก็ต้องผลิตให้พอดีขาย (แต่ปกติพวกนี้กำไรมหาศา่ลอยู่แล้วนะ)

การเปิดสาขาเอง ทำให้การควบคุมคุณภาพ ดีกว่าแต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่แพงพอสมควรเลย

เท่าที่รู้มา Beauty ทำเครื่องสำอางตั้งแต่ชั้นบนลงล่างเลย ทำให้ไม่มีลูกค้าเฉพาะทางโดยตรง (น่าจะเน้น คนชั้นบนเลย ไม่ก็ คนชั้นล่างเลย) บางครั้งทำให้ คนที่เข้ามาไม่แน่ใจในยี่ห้อด้วยซ้ำ
*เรื่องของการวางขายสินค้า ก็เหมือนพวกแฟชั่น ถ้ายี่ห้อเดียวกัน ร้านเดียวกัน วางของแพง กับของถูกรวมกัน จะทำให้ยี่ห้อเน่าเลย ดูอย่าง หลุย กุดซี่ มีแต่แพงๆ แต่คนก็ยังใช้กัน เพราะมันแพง แต่ถ้าเอาพวกนี้ไปวางร้านข้างทางที่มีกระเป๋า 150 อยู่ คนคงไม่กล้าซื้อกัน

*ส่วนเรื่อง ผบห kamart ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่รุ่นลูกน่าสนใจดี beauty ผมยังไม่มีข้อมูล

Thursday, April 26, 2012

บรรทึกช่วยจำ Kamart 2

ผมยอมแพ้นะครับ ไม่เอาดีกว่า แม้ว่าระยะสั้นๆ อาจจะได้ผลตอบแทนเท่าตัว แต่โอกาสเสียหายก็มากอยู่เหมือนกัน

ถ้าต้องถือหุ้นที่ไม่สบายใจ อย่าไปถือเลยครับ

เหตุผลที่ยอมแพ้นะครับ
  1. จากการไปประชุมผู้ถือหุ้นมา เข้าใจแล้วว่าทำไม TV รถเมล์ NGV ถึงได้เจ็ง เพราะ ผบ เป็นคนที่ค่อนข้างเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป จนไม่มองทางลบ หรือทางหนีไว้บ้างเลย 
  2. สินค้า Online แทบไม่มีทางจะจัดการพวกละเมิดลิขสิทธิ์ได้อยู่แล้ว ขนาดตลาดข้างทางยังมีเยอะเลย อะไรที่ขายดีย่อมมีการทำเลียนแบบอยู่แล้ว
  3. พี่สาวผมใช้ของ kamart อยู่ ยังบอกเลยว่า สินค้า แย่ลง อย่างครีมตัวขาว ก็ไม่ขาวเหมือนเมื่อก่อน (เมื่อก่อนทาทีเดียวขาว เดียวนี้ต้องย้ำอีก) ขนาดแม่ค้าบางรายยังบอกเรื่องนี้เลย
  4. การที่ราคาสินค้าแกว่งมาก จากการขายส่งเช่น ขายส่ง 150บาท ตลาดนัดขาย 200 เคาร์เตอร์ขาย 400 shopขาย 300 ในห้างก็ถูกกว่าอีกเพราะไม่เน้นกำไรมาก เป็นการตัดราคากันเองอีกด้วย ทำให้เกิดความเสียหายต่อ shop และ ราคาทางOnline
  5. การควบคุม Shop ที่แย่ ขนาดเอาสินค้าปลอม สินค้าอื่น เข้าไปขายใน Shop เป็นการแสดงให้เห็นถึงการที่ควบคุมไม่ได้เลย ถ้าจะทำ ต้องเป็นแบบ CPALL คือควบคุม รายละเอียดให้หมด
  6. สินค้าค่อนข้างเป็นกระแสมากเกินไป อาจทำให้ในระยะยาว ไม่แข็งแรง พร้อมล้มเมื่อกระแสเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
  7. การบรรทึก รายได้ มาจากการขายส่งให้กับร้านค้าในเครือและคนที่มารับของ ไม่ใช่การขายให้กับลูกค้าเหมือน CPALL ที่บรรทึกรายได้ เมื่อ ขายให้ลูกค้าแล้ว (กรณีนี้อันตรายเพราะจะทำให้ดูเหมือนมีรายได้เยอะทั้งที่สิ่งของยังขายไม่ออกเลย)
  8. การที่ไม่ยอมยกเลิกธุรกิจที่ไม่ดี การที่ไม่ยอมแพ้เมื่อควรยอมเพราะกลัวเสียหน้า การที่ไม่ฟังใคร แล้วพอธุรกิจเสียหายก็อ้างว่า เราไม่ถนัด ผมว่า ไม่ไหวนะ
ส่วนที่น่าลุ้น สำหรับคนที่ถือต่อ
  1. ไตรมาส 4 ปีที่แล้ว ทำกำไรไว้ 0.09 ต่อหุ้น คาดปีนี้อย่างต่ำๆ 0.4 (ไตรมาสละ 0.1) ที่ราคา 5 บาท น่าจะไปได้อีกไกลอยู่ 
  2. ร้านที่เปิดเพิ่ม ทำให้โอกาสได้บรรทึกรายได้สูงขึ้น (จากการนำสินค้าไปวางขาย ก็ได้แล้ว) ประมาณร้านล่ะ 500,000 บาท 
  3. เรื่องขายผ่าน Online ที่ทาง Kamart พยายามอยู่ ว่าจะสำเร็จหรือไม่
  4. การเปิดร้านค้ามากๆ แล้วเริ่มขายสินค้าให้เฉพาะร้านพวกนี้ อาจทำให้กำไรดีขึ้นแล้ว ไม่มีปัญหาเรื่องตัดราคาอีก 
  5. การเติบโต ของร้านค้าได้อีกอย่างน้อยๆ 5-6 ปี เลย (เมื่อเทียบกับร้านความงามชื่อดัง)

Wednesday, April 25, 2012

ประชุมผู้ถือหุ้น Kamart


วันนี้ได้มีโอกาสมาประชุมผู้ถือหุ้นของ Kamart หุ้นร้อนแรงแห่งปี 12เท่าในปีเดียว เนื่องจากการเปลี่ยนแปลธุรกิจหลัก 

อุ๊ย เห็นพุงผมเลย


ก็อย่างว่า เราต้องใจมาประชุม แต่สมองย่อมขาดน้ำตาลไม่ได้ ซักหน่อยก่อนประชุมล่ะกัน




หนังสือรายงานผู้ถือหุ้น ครึงแรก ไทย ครึ่งหลัง อังกฤษ


ก่อนเริ่มการประชุม ผมสังเกตุว่า ไม่มีแจกใบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ไม่ออกเสียง มานะครับ แปลกมากเลย จากที่ไปประชุมมาหลายๆที

ประชุม kamart
วาระที่ 1

รับรองการประชุมปี 54 และเรื่องประกาศลดทุน ล้างขาดทุน

วาระที่ 2.1

แจ้งผลการดำเนินงาน รายได้ที่เพิ่ม กำไรที่เพิ่ม จากการขยายธุรกิจใหม่

วาระที่ 2.2

จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลงวด ไตรมาส 1 โดยได้หุ้นล่ะ 0.05บาท

วาระที่ 3.1

พิจารณา อนุมัติงบดุล กำไรขาดทุน
เป็นปีแรกที่ รับรองโดยไม่มีความเห็น (เพราะไม่ขาดทุน)

วาระที่ 3.2

แต่งตั้งผู้สอบบัญชี ค่าตอบแทน

วาระที่ 3.3

เลือกกรรมการใหม่ ทดแทนกรรมการเก่า
ค่าตอบแทนทั้งปี ไม่เกิน 3 ล้าน

วาระที่ 3.4

งดจ่ายปันผล 54 (เนื่องจากลดทุนล้างขาดทุนสะสมไม่ทัน)

วาระที่ 4

อื่นๆ

ก็เริ่มถามกันวาระนี้ล่ะ เห็นเงียบมาตลอดทางเลย

ก็จะมีเรื่อง ผบ นิดหน่อย ที่พูดเร็วมาก จดไม่ทัน

Q การย้ายจากกลุ่ม ยานยนต์ มา ค้าปลีก ได้เมื่อไหร่

A เร็วๆนี้ ส่วนเรื่องที่ล่าช้า เกิดจากทางตลาดหลักทรัพย์รอประขุมในเดือนพฤษถา ทางบริษัทส่งเรื่องไป 2 รอบแล้ว


การย้ายก็อยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ด้วย ถ้ารายได้จากส่วนไหนมากกว่า 70% ก็จะทำการย้ายกลุ่ม 


เพิ่มเติม การแจ้งเริ่มในปลายปีที่แล้ว มีการเจรจาแล้ว แต่ตอนแรกตลาดจะให้เป็นอีกหมวดนึง (คาดว่า อุปโภค บริโภค) และมีการออกต่อว่าตลาดหลักทรัพย์นิดหน่อย


Q ธุรกิจเดินรถ ที่รายได้ลง ขาดทุนเรื่อยๆ จะทำยังไง

A เดินรถเมล์ ท่าน้ำนนท์ สนามหลวง มาจากความคาดหวังด้าน NGV ที่มากเกินไป 


รถเมล์ก็ทำไปเรื่อยๆ ในอีก 10 เดือน ก็จะผ่อนลิลซิ่งหมด และอีก 2 ปี ก็จะผ่อนของ Tisco หมด 


โดยค่าผ่อน เดือนละ ล้านบาท แต่รายได้ 7-8แสน ทำให้ขาดทุนมาตลอด ที่เหลือก็รอผ่อนหมด กระแสเงินสดจะได้เป็นบวก 


ตอนนี้ก็มีรถเมล์วิ่งให้บริการ IKEA ด้วย ได้เพิ่มอีก 7-8 แสนเหมือนกัน 


เป็นธุรกิจที่เราไม่ถนัด ถ้ามีใครต้องการ ก็จะขายให้ทั้งที แล้วนำเงินไปขยาย KAMART ต่อไป


Q ร้าน kamart  มีกี่สาขาแล้ว เป้าหมาย 100 สาขาปีนี้ เป็นยังไง 

A ระหว่างรอเปิดมีเยอะ รวมๆแล้ว 50 สาขาได้ ต่อไปก็จะเปิดเรื่อยๆ ที่ภูเก็ตด้วย และจะมีสินค้าอื่นๆ นอกจากเกาหลี 


โดยรวมแล้ว ยังมีจุดอ่อนอีกเยอะ ต้องแก้ไขไปเรื่อยๆ ต้องปรับปรุงอีกมาก แต่เป็นแนวโน้มที่ดีมากๆ และการหาสินค้าลงในร้านเพิ่มอีก

Q ลูกค้าหลักคือ คนขายสินค้า และ shop โดย คนรับ เยอะกว่า shop อีก ในปีต่อไป คิดว่าจะทำยังไง

A ช่วงเริ่มต้น ธุรกิจ มีการขายเยอะมากๆ เลยเกิดปันหาเรื่องราคามาก เพราะแต่ละที่ไม่เหมือนกัน อย่างตลาดนัดที่ทุนต่ำ หรือห้าง ที่ไม่ต้องการกำไรมากมาย ราคาเลยตัดกันเอง


อนาคตไป จะให้ shop เป็นศูนย์กลางการส่งของด้วย


ธุรกิจออนไลน์ จากบรรลุก็ต้องราคาถูก ส่งของไว ด้วย จากที่สำรวจในประเทศที่เจริญกว่าเรา มีการซื้อขายผ่านเน็ต 30% เลยทีเดียว เลยอยากให้ที่ shop กับ online เป็นราคาเดียวกัน แต่Online จะมีการแถมมากกว่า (แต่ตอนหลังกลับบอกว่าเหมือนกัน งงเลย)


ส่วน Shop ก็จะถูกชวนมากทำออนไลน์ และจะได้เป็นตัวแทนในการส่งสินค้าให้ kamart ด้วย เพื่อแบ่งกำไรด้วย 


วิธีการคร่าวๆ คือ เมื่อ 

  1. ลูกค้าสั่งสินค้าผ่านเน็ตและจ่ายเงินมา 
  2. kamart ก็จะรับเรื่องและเงินไว้ 
  3. Kamart จะแจ้งให้ shop ที่ใกล้ ที่อยู่ลูกค้ามากที่สุด ดำเนินการส่งของ 
  4. เมื่อลูกค้าได้รับสินค้า จะมีการเซ็นรับสินค้ามา
  5. Shop ที่ได้ใบรับสินค้ามา จะมาแจ้งทางkamart เพื่อรับเงิน
  6. กรณี Shop ไม่จัดการใน 3 ชม หรือไม่มีสินค้า ทางKamart ก็จะย้าย Shop เป็นที่อื่นที่ไกลกว่านิดหน่อย
นอกจากนั้น จะให้ shop ดำเนินการขายธุรกิจอื่นๆมาขึ้นด้วย

Q รายได้หลัก ตอนนี้มาจาก คนรับสินค้า ไม่ใช่ Shop 

A คนรับสินค้า เป็นการขายให้กับรากหญ้าเลย อาจจะขายถูกกว่า หรือแพงกว่า Shop ก็ได้

หวังให้ Shop เป็นสัญญาลักษณ์ และเริ่มธุรกิจ Online แล้วด้วย นอกจากนั้น ทางบริษัทเองก็อยากหาผู้ที่จะมาลงทุนทำ stock สินค้าให้กับ Kamart ด้วย (ไว้ส่ง Online) 

( ผมรู้สึกว่า ผบ ตอบไม่ตรงคำถามนะครับ ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า)

Q เดียวนี้เริ่มมีสินค้าเลียนแบบมากขึ้น 

A  ขนาดว่ามีสินค้าอื่นๆ มาอยู่ใน SHOP เลยก็มีแล้วยังมีสินค้าเลียนแบบใน Shop ด้วย 

Online ก็มีเวปไซด์ ใช้ชื่อ Kamart มากมายเลย ซึ่งกำลังหาทางแก้ไขอยู่ 

Q เกี่ยวกับ การจัดการ Stock 

A เรื่องการทำ online เราไม่ได้ทำเหมือนที่อื่น อย่างเกาหลี โดยจะมีอาคารนึง ชั้นบนเป็นบริษัท ขายของทางอินเตอร์ และมีที่เก็บของไว้ ชั้นล่างเป็นบริษัท ส่งของ ทำให้การส่งสินค้าไวมากๆ 

แต่kamart จะกระจายสินค้า ส่ิงเอง โดยใช้วิธี Shop ที่ใกล้บ้านเป็นผู้ส่ง และจะรู้หมดว่า Shop มีอะไรบ้าง ถ้ามีคนซื้อของ ก็ไปเช็คว่า ที่ไหนมี ใกล้ที่สุด เพื่อที่จะให้นำสินค้าไปส่ง

Q จะรู้ได้ไงว่า ลูกค้าได้รับแล้ว

A ต้องมีการเช็นรับสินค้า

kamart จะคุม partner  หรือ shop โดยถ้าคนไหนไม่มีสินค้า หรือไม่ทำให้ ก็จะย้ายไปที่อื่นแทน

ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงทำ Software อยู่ โดยจะนำไปลงทุก shop เพื่อที่จะได้รู้ว่ามีอะไรบ้าง

อนาคตจะทำให้ online กับ shop ราคาเท่ากัน ของแถมเหมือนกัน จะได้ช่วยกันขายไปในตัวด้วย

ในระบบก็มีของ ของก็มีในสาขาต่างๆ เลยจะบุก ธุรกิจ Online 

อนาคตจะหา Partner ทำธุรกิจด้วยกัน

อย่างพิขช่า ยังส่งได้ใน 30 นาทีเลย นอกจากนั้นยังเก็บข้อมูลการซื้อขายด้วย

Q เว็บไซด์ เปลี่ยนชื่อ dev ด้วยหลัง

A กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนโดเมน เพื่อเป็น .com

Q ปันหาละเมิดลิขสิทธิ์

A กำลังเพิ่มสินค้า พร้อมจัดการสินค้าละเมิดอยู่ 

Q เดินตามห้าง แล้วเจอที่วางสินค้า kamart แต่ดันไม่มีสินค้าเลย

A พึ่งเริ่มทำงานกับโลตัสไม่นาน นอกจากนี้ การส่งของลงสินค้า เป็นเรื่องของ โลตัสทั้งหมด และจะพยายามไม่ให้ขายหลายอย่างเกินไป เนื่องจากกลัวกระทบ shop

Q เรื่อง 7-11 

A ทุกเดือนก่อนออกหนังสือ friday ก็จะมีการเรียกสินค้าไปสต็อกก่อนหน้าแล้ว พอหมดเดือนก็จะคืนสินค้ามา ซึ่งerror น้อยมาก ประมาณ 2-3% 

Q ware house ใช้ไปแล้วเท่าไหร่ (คลังสินค้า)

A เหลือ 30%  ในกทม ส่วนต่างจังหวัดที่อมตะ ยังมีมากอยู่ ซึ่งมีทั้งแบบ เช่าระยะยาว และระยะสั้น ในอนาคตจะเริ่มลดที่เช่ามาใช้เองมากขึ้น

Q สาขาที่ สิงคโปร เปิดยัง

A เริ่มเปิด shop ในห้างบ้างแล้ว กำลังเริ่มต้นอยู่
ตอนนี้ในพม่าก็เริ่มรู้จัก kamart แล้วมาขอซื้อไปบ้างแล้ว เขมรก็มี เวียดนามก็มี

Q รายได้ปีก่อน 450 ล้าน ปีนี้ หวังเท่าไร 

A อยากได้เยอะๆอยู่แล้ว คาดว่าน่าจะได้ 700-800 ล้าน

Q ระบบ ฝึกพนักงาน-----( ถามเบามาก)

A มี 2 เรื่อง คือเรื่อง สินค้าต่างๆ กับเรื่อง นักขายสินค้า (ฟังไม่รู้เรื่อง + ยังงงพี่ที่ถามเบามากอยู่)

ขออภัย จดไม่ทันจริงๆ

Q ระบบ Shop link มันสำคัญ ไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้าง

A โปรแกรมสำเร็จรูป ตอนนี้ใช้มาแล้ว 50 สาขา และในอนาคตจะง่ายขึ้น (โปรแกรมจะถูกพัฒนาเรื่อยๆ) 

ตอนนี้บริษัทกำลังทำคือ ให้ผู้เชียญชาณ ด้านการขาย มาสอนตัวแทนไปเรื่อยๆ รวมไปถึงตัวแทน Online 

Q q1 น่าจะมีกำไร 200ล้าน โดยมาจากร้านเก่าเท่าไร ร้านใหม่ เท่าไร สมมุติเปิด shopได้ 25 shopต่อไตรมาส

สรุป พี่เขาถามว่า เวลาบรรทึกรายได้ เกิดจากบริษัทขายสินค้าก้อนใหญ่ให้กับ shop ทำให้มีรายได้ก้อนโตเข้ามา พี่เขาเลยกลัวว่า รายได้ที่เกิดขึ้น มาจากการขายให้ shop ไม่ใช่การขายให้กับ ผู้บริโภคโดยตรง

A ประมาณ 500,000 บาทต่อ shop 

Q ของมันเยอะมาก คิดว่าตัวที่ขายดีจะมีน้อยกว่าตัวที่ขายไม่ดี กลัวจะหมุนเวียนไม่ทัน

A มีการจัดการสินค้าทุกวัน โดยปกติ จะเป็นกฎ 20-80 (ลองหาอ่านดู) และจะมีเจ้าหน้าที่จัดโปรโมชั้น เพื่อที่จะล้างสต็อคในส่วนของ 80% ด้วย ตัวไหนไม่ดี ก็ไม่ขายอีก 

ตอนนี้กำลังเพิ่ม เครื่องประดับผู้หญิง รวมไปถึงเคสมือถือด้วย

เคสมือถือหรอ เอาจริงอ่ะ

Q ปกติ shop มีสินค้าเท่าไร

A ประมาณ 100-200 ขึ้นอยู่กับขนาด พื้นที่

ตอนนี้ shop แต่ละที่ kamart ไม่ใช่เจ้าของ แต่ล่ะที่เลยไม่เหมือนกัน โดย kamart อาจเข้าไปช่วยเหลือบางครั้ง 

Q อยากให้มีการโฆษณา kamart shop บ้าง

A อยากโฆษณา สินค้ามากกว่า ส่วนkamart เป็นเพียงชื่อร้าน ไม่อยากเน้นมาก 

ตอนนี้ก็มีในไทยรัฐบ้าง แล้วBts ก็จะมี shop เปิด เหมือนเป็นการโฆษณาไปในตัวด้วย

Q เรื่องสินค้า ตกลง kamart จะเป็นยังไง เน้นสินค้าแนวไหน

A สินค้าที่ขายใน kamart จะเน้น เป็นของ kamart ไม่ก็เป็นตัวแทนนำเข้า เน้นกำไรเยอะๆ เป็นหลัก เน้นว่าที่อื่นไม่มีขาย เรามีที่เดียว 

ส่วนที่จะขายสินค้า เช่น กาแฟลดความอ้วน ช็อคโกแลค คอลโลเจน ก็เพื่อเรียกลูกค้าเพิ่มด้วย

พยายามเอา shop เป็นศูนย์กลาง อย่างสินค้าที่เคยขายแล้วไม่คุ้ม เช่น ทิชชู่ ก็ยกเลิกไปแล้ว

Q ปีนี้ 100 สาขา ปีหน้าล่ะ แล้วก็โฆษณาทาง TV ไม่เห้นเลย

A การทำ TV  ส่วนใหญ่แล้วไม่คุ้ม เปลืองมากๆ ถ้าจะลง TV ก็คงอีกนานหน่อย รอให้เป็น mass ก่อน อย่างพวก ที่โฆษณานั้น เขาขายได้เป็นพันๆล้าน ทางkamart เองก็พยายามทำแบรนเป็นของตัวเองอยู่เหมือนกัน

Social network ก็มี www fackbook youtubeรีวีวต่างๆ นอกจากนั้นก็มีเรื่อง 2PM แล้วในอนาคต อาจมีศิลปินเกาหลีมากอีก 

-------- จบการประชุมนะครับ -----------

ส่วนตัวนะครับ ค่อนข้างมอง ผบ แง่ลบนิดหน่อย เนื่องจาก ไม่ยอมให้ใครมาตัด ไม่ค่อยฟังใคร ตอบทีตรงคำถามมากนัก พูดจาค่อนข้างรุนแรงไปหน่อยนะครับ แล้วก็เรื่องความเชื่อมั่นในตัวเองที่สูงมากด้วยนะครับ ยังไงก็ดูกันต่อไปนะครับ สำหรับบริษัทนี้  

Monday, April 9, 2012

บันทึกช่วยจำ Kamart

Kamart

ธุรกิจ ขายเครื่องสำอางทั้งปลีกและส่ง มีขายแฟรนด์ไซด์ ลงทุนเอง (สาขาประมาณ 1 ล้านบาท) ลงตามห้าง ร้านค้าชื่อดัง

อดีต แย่สุดขีด จากขายทีวิ มาเป็นรถขนส่ง ทำรถติด NGV เข้าใจว่าตอนนี้จบแล้ว

ชื่อก่อนหน้า Distar

สำหรับธุรกิจเครื่องสำอาง ในประเทศมีประมาณ 50,000ล้านบาท (2554)
อันดับหนึง ส่วนแบ่งตลาด 4% อันดับต่อมาก็ไม่ต่างกันมาก
ปี 54 ยอดขาย 441ล้านบาท (0.9%)

------------------------------------------------------------------------------
เวบไซด์
http://dev.karmarts.co.th/shop/


ไม่ค่อยตอบ ทางเว็บบอร์ด เท่าที่ควร แต่คนก็ถามเยอะไปนะ

ลูกค้าที่สนใจต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย   หรือ  ต้องการเปิดร้านคาร์มาร์ท  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  เจ้าหน้าที่  Call  Center  Karmarts
ได้เวลา  8.30  -  17.30   น   จ-ส  ค่ะ    02-8052500     -  024134444

เผื่อใครสนใจ
----------------------------------------------------------------------------
เป้าหมายผู้บริหาร  นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล กรรมการผู้จัดการ 
รายได้รวม 300 ในปี 2554 (20/jun/2011 Thaivi)    ทำได้จริง 441 
รายได้รวม 500 ในปี 2554 (24/nov/2011 thaivi)     ทำได้จริง 441 
30 สาขาในปี 2554   ทำได้จริง 27-33 (ข้อมูลไม่ชัด)
ลดพาร์ลง เพื่อล้างขาดทุนสะสม เปลี่ยนเป็นกำไร จึงจะให้ปันผลได้   ทำไปแล้ว

รายได้รวมปี 2555 โต 50-100% ในmoney talk (คิดว่าได้ เพราะรายได้จาก q4/54 มาคิดก็พอไหว)
100 สาขาใรปี 2555
ย้ายหมวยไป พาณิชย์
ปันผลทุกไตรมาส
------------------------------------------------------------------------------

2554
Q1 กำไร -1 ล้าน
Q2 กำไร 22 ล้าน
Q3 กำไร 40 ล้าน (หักรายการขายโรงงาน 20 ล้าน)
Q4 กำไร 51 ล้าน (บวกกลับขาดทุนประเมินอสังหา 5 ล้าน กับขาดทุนด้อยค่าอุปกรณ์ 15 ล้าน)


------------------------------------------------------------------------------
Money Weekly วันที่ 25/12/54 เวลา 22.00-23.00 น.

นาย วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) (KAMART)
http://www.dcs-digital.com/moneychannel/index.php
------------------------------------------------------------------------------
การซื้อขาย จาก ต้นปี 2554 จน 9/4/55
ซื้อตลอด ขายหมู บางครั้งด้วย
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/result59c.php?order=DATE&cmb_comp_run_code=0000001349

-----------------------------------------------------------------------------
ข้อดี
เป็นการนำเข้า ขายต่อ
ขายสินค้าได้หลายชนิด (ที่ทราบ 30 แบรด์์ 2000 ผลิตภัณฑ์)
ไม่มีต้นทุนสูงในการดำเนินงาน (ตั้งโรงงาน)
ตลาดเครื่องสำอางค่อนข้างใหญ่ และ ใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ (แถมใช้แล้วหมดไปด้วย)
เป็นผู้กระจายสินค้า รับความเสี่ยงต่ำ


ข้อเสีย
หลายแบรด์มาก ทำให้เราไม่รู้ว่า เจ้าเดียวกัน (แต่ก็เป็นข้อดี ถ้าตัวไหนไม่ดีก็หายไปเลย)
ปัญหาในการบริหารที่จัดเก็บ การขนส่ง ที่ยังไม่ดีพอ
คู่แข่งเยอะมาก
การรุกตลาดอย่างเร็ว อาจไม่มั่นคง ต้องดูระยะยาวว่าจะไหวหรือไม่
การทำนอกความสามารถของผบ
การทำการตลาดทั้งแบบขายตรง แบบเปิดร้าน ที่ยังควบคุมได้ไม่ค่อยดี

-----------------------------------------------------------------------------
ความคาดหวังส่วนตัว
การเติบโตของธุรกิจอย่างแรง (ในปี 55)
อนาคตที่ผู้หญิงใช้เครื่องสำอางมากขึ้นอย่างแรง (เด็กประถมก็เริ่มแล้ว) (คนที่เคยใช้ จะหยุดไม่ได้ด้วย)
ปี 2554 กำไรควรดูที่ ไตรมาส 3 4 มากกว่า เพราะไตรมาส 1-2 ยังไม่ค่อยดีเลย
คาดหวังอย่างต่ำ ปี 2555 น่าจะได้ = ไตรมาส 4/54 *4 ประมาณ 0.4 (PEคิดเอง)
ทำตัวคล้ายๆ CPALL แต่เน้นไปทางเสริมสวย (ใช้แล้วหมดไป) (อันไหนขายไม่ดีก็ตัดออก)

ประเด็นควรขาย ลดพอร์ต
ผบ ขาย
รายได้ต่อร้านลดลง (ต้องดูอีกทีว่าร้านเปิดใหม่ รายได้น้อยจนทำให้ยอดรวมร่วงหรือไม่)


-----------------------------------------------------------------------------------------

อื่นๆ

วัตสัน ยอดขาย 36   ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
บูท ยอดขาย 22   ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
Oriental Princess 11  ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
Cutepress 7 ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
Beauty Buffet 6 ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน