Showing posts with label -บรรทึกช่วยจำ. Show all posts
Showing posts with label -บรรทึกช่วยจำ. Show all posts

Thursday, December 26, 2013

บรรทึกช่วยจำ RS edit 27/12/2556

update เรื่อง DIGITAL TV

สรุป เกินคาด (ในทางที่แย่) คือต้นทุน digital TV สูงมาก ประมูลมาเกือบ 2300 ล้านบาท (ผมให้เป็น 2300ล้านบาทเลยนะ) อึ้งกิมกี่เหมือนกัน ก็สรุปคร่าวๆก่อนว่า เวลาจ่ายเงิน ให้ทะยอยจ่ายเป็นช่วงๆ ทั้งหมด 6 ปี

ปีที่ ค่าประมูลตั้งต้น 380 ส่วนเกิน 1920 รวม
1 50.00% 190 10.00% 192 382
2 30.00% 114 10.00% 192 306
3 10.00% 38 20.00% 384 422
4 10.00% 38 20.00% 384 422
5
0 20.00% 384 384
6
0 20.00% 384 384




รวม 2300

โดยรวมแล้ว ถือว่าโชคดี ที่ให้ทะยอยจ่าย ในสิ้นไตรมาส3/56 มีเงินสดราวๆ 502ล้านบาท  ก็อย่างน้อย จ่ายปีแรกไป ก็คงไม่จำเป็นต้องกู้เงิน มี RS-w2 อีก 140 ล้านหุ้นที่ หุ้นล่ะ 1.9 บาท ราวๆเกือบ 280 ล้านที่จะมาก่อนกลางปีหน้า ก็ไว้จ่ายปีที่ 2 ได้อยู่ ส่วนที่เหลือ คิดว่า กำไรก็น่าจะพอสำหรับการจ่ายแล้ว คงไม่จำเป็นต้นคิดถึงเรื่อง ต้นทุนทางการเงิน

ส่วนที่จะออกมาในงบการเงินคือ ต้นทุนค่าประมูล 2300ล้านบาท หาร 15ปี (เป็นเส้นตรง) คือ 153ล้านบาทต่อปี ต้นทุนค่าเช่า network 60ล้านบาทต่อปี ดังนั้น RS ต้องจ่าย 213 ล้านบาทต่อปี ส่วนค่าทำช่องไม่มี เพราะ เอาช่อง 8 มาลงต้นทุนต่ำ

อีกเรื่องที่น่าดีใจ ก็คงเรื่อง บอลโลก ที่ตอนนี้เราเป็น Free TV แล้ว น่าจะเอาบอลทุกรอบมาฉายในช่อง 8 ทั้งหมดเลย น่าจะเป็นตัวเร่งและทำให้คนรู้จักช่อง 8 ได้มากขึ้นอีก

โดยรวมแล้ว ยอมรับว่าค่าประมาณมันเยอะเกินไป ตอนแรกกะไว้ 1000ล้าน เกินมา 2 เท่ากว่าเลย T^T เศร้าเหมือนกัน แต่โดยรวมก็ถือว่ายังรับได้อยู่

ใคร ใคร่ ซื้อ ก็ซื้อ ใคร ใคร่ ขายก็ขาย ผมเพียงเอาข้อมูลมาให้ดูเฉยๆ ไม่ได้หวังจะให้ซื้อตามหรือขายตาม วันนี้ผมอาจจะไม่มีแล้ว หรือผมอาจจะมีมากขึ้น ผมก็คงไม่พูดอะไร เพียงแต่เงินของคุณ ก็ขอให้มันขาดทุนด้วยตัวคุณเองล่ะกัน

***************************************************************************
เพิ่มเติม Q3/56


กำไรขั้นต้น
เพลง 114ล้านบาท ลดลง 13.9% สัดส่วน 33%
สื่อ 211ล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% สัดส่วน 60%
โชว์บิต 26ล้านบาท ลดลง 46.24%สัดส่วน 7%
กำไรขั้นต้น +27.41%


กำไรสุทธิโต 56.1% (มีหุ้นแปลงสภาพจากวอแรน)
fin เลยครับ

ตอนนี้หุ้นเกือบ 1พันล้านหุ้นล่ะ คิดเป็น1พันล้านไปเลย ก็กำไรราว 0.124 บาท ในไตรมาส นี้นะ

CF
ก็มีที่น่าสนใจคือค่าเสื่อมที่เพิ่มขึ้นจาก 61.3พันล้าน เป็น 168.4 พันล้าน เพิ่มขึ้นเยอะมาก (ส่วนนึงน่าจะมาจาก ลาลีก้า)

Oppday

สรุป ลาลีก้าไม่ค่อยดีนะครับบบบบสำหรับ season 1 ส่วน season2 คงก็คงไม่ดีเหมือนกัน
ตอนนี้้้ช่องดาวเทียมย้ายมาไทยคม 6แล้ว โดยเช่าเหมาช่องเอา
ตอนนี้ shop 77 เปิดมา ดูท่าปลายปีนี้ น่าจะทำกำไรได้เลย ก็ทำงงเหมือนกัน ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนดูช่องที่ขายของตลอดเวลาด้วย ต้นทุนก็ต่ำด้วย สบายเลย
ปีหน้าเตรียมเปิดดาวเทียมเพิ่ม 2-3 ช่อง และเรื่องการปรับค่าโฆษณาขึ้นด้วย

มีละครฟอร์มใหญ่ ผู้ชนะสิบทิศ มาด้วย เริ่มการฉายแล้ว






ส่วนตัว 

ถ้าให้เดาเล่นๆ ไตรมาส 1-2 ปีก่อน กำไร 0.2บาทมั้ง ไตรมาส 3-4 กำไรน้อยลง เหลือ 0.12บาท มั้ง น่าจะมาจาก ค่าลิขสิทธิ์ลาลิก้า ที่ทำให้ขาดทุน พอไตรมาส 3 ปีนี้ ค่าลิขสิทธิ์ก็โดนเหมือน ไตรมาส 3 ปีก่อน ทำให้กำไรมันเพิ่มเยอะ กลายเป็นลาลีก้าทำให้ต้นทุนพุ่งขึ้นมาแทน ถ้าหมด season3 เมื่อไหร่ ก็แสดงว่าตอนนั้น กำไรจะกลับมาดีอีกครั้งนึง (ให้เดาแย่ๆ ว่าseason 3 ขาดทุนนะ)

ถ้าสรุปจากข้อมูล แล้วเชื่อใน ผบ ก็คือ ไตรมาส 1/57 จะโดนกดกำไรจาก TV digital (ถ้าได้ประมูลนะ)  ไตรมาส 3/57 จะโดนกดกำไรจากเริ่มลาลีก้า season 3 (ช่วงแรกของลาลีก้า คนดูน้อย)

กำไรน่าจะดูดีหลังจากไตรมาส 3/57 ขึ้นไป เพราะไม่มีอะไรใหม่ๆมาเพิ่มแล้ว ก็จะได้ทั้ง ลาลีก้าหมดไป TVdigital ถึงจุดคุ้มทุน ด้วย

ส่วนไตรมาส 4 ปีนี้ ก็น่าจะดีกว่าปีก่อน เพราะเชื่อว่าปีก่อน แย่เพราะลาลีก้า ปีนี้ก็คงแย่เพราะลาลีก้าด้วย คิดว่าน่าจะโตไปในแนวทางเดียวกับไตรมาส 3 ปีนี้

แล้วก็รู้สึกดี ที่รู้ว่า กำไรที่หายๆไป เพราะลาลีก้านะ อย่างน้อยๆ ถ้าตัดลาลีก้าออก กำไรก็คงจะดีกว่านี้ ไตรมาส 2/56 ขาดทุนลาลีก้า 77ล้าน ส่วนไตรมาสอื่น ไม่รู้ ถ้าสมมุติขาดทุนเท่ากัน ทั้งปีก็ขาดทุนจากลาลีก้า 300กว่าล้านบาท เทียบกับกำไรทั้งปีของปีนี้ (เดาเล่นๆ 400ล้านบาท) ก็เหมือนกำไรหายไปก้อนใหญ่เลยทีเดียว 

และเรื่องสุดท้าย ยังไงถ้ารายได้โตระดับ 20-30% ได้ กำไรมันควรจะโตมากกว่านั้น จากรายจ่ายที่ไม่น่าจะโตมากกว่ารายได้ อัตรากำไรสุทธิต้องดีขึ้นอีกด้วย

***แนะนำ ขายทิ้ง สำหรับคนที่ไม่เข้าใจแล้วหวังจะได้กำไรนะครับ***

***************************************************************************
เพิ่มเติมเรื่อง DIGITAL TV
การแบ่งจ่ายค่าประมูล
ค่าประมูลเริ่มต้นที่ 380 ล้านบาท
** สมมุติสิ้นสุดที่ 1000 ล้านบาท

Reserve Price Payment คือ 380 ล้านบาท
Surplus Payment คือ 620 ล้านบาท (1000 - 380)
จะทยอยตัดตามสัดส่วนในปีนั้นๆ

*network coverage เป็นการครอบคลุมของประชากร

ค่า network ปีล่ะ 60 ล้านบาท

บริษัทที่ใช้วัดเรตติ้งจะเริ่มวัดเรตติ้งในปีแรกเลย เหมือน Sat TV ในอดีต
RS ตั้งใจจะให้ Breakeven ในปีแรกเลย

***************************************************************************

เพิ่มเติม Q2/56 (ช้าหน่อย ขี้เกียจพอดี)
รายได้เพิ่ม +13.14%
รายได้จากเพลง -13.93%
รายได้จากสื่อ +68.73%
โชว์บิซ -28.26%
อื่นๆ -93.93% (น้อยมาก)
โดยรวมแล้ว ธุรกิจสื่อ มีสัดส่วนรายได้ 57.54% เป็นธุรกิจเดียวที่ดึงรายได้รวมจนกำไรได้ ก็ตามคาด รายได้จากเพลงลดลงนิดหน่อย มากกว่าที่คิดหน่อย แต่เฉยๆ รายได้จาก โชว์บิทค่อนข้างแย่ แต่ไม่เป็นไร กำไรส่วนนี้น้อย

ต้นทุนขาย +4.44%  (สัดส่วน 56.87%)
ต้นทุนเพิ่มน้อยสบาย

ค่าใช้จ่ายในการขาย +104.89%  (สัดส่วน 7.39%)
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร +23.59%  (สัดส่วน 18.85%)
ค่าใช้จ่ายในการขายส่วนนี้ เพิ่มเยอะ แต่สัดส่วนยังไม่เยอะมาก

ต้นทุน + ค่าใช้จ่ายรวม เพิ่ม 13.36% เพิ่มมากกว่า รายได้อีก = ="

กำไรก่อนหักดอก หักภาษี +15.22%
กำไร +23.59% (เพิ่มจาก ภาษีลดลงจาก 30% > 23% )

โดยรวมแล้ว ถ้าไม่ดูรายละเอียด ค่อนข้างผิดหวัง กำไรโตน้อยมาก
แต่พอมาดู Opp day เลยเข้าใจ
มาขาดทุน ลาลีก้าหนักไปหน่อย (เท่าที่เข้าใจคือ ลาลีก้า ตัดค่าลิขสิทธิ์ไป แต่เก็บรายได้ไม่ได้ เพราะติดกฎ กสอช ทำให้่ผลออกมา ขาดทุนจากลาลีก้า 77ลบ)

มาดู EBITDA ดีกว่า
เข้าใจง่ายกว่าขึ้นอีกหน่อย ว่ากำไรมันหายไปไหนบ้าง

***************************************************************************

เพิ่มเติม Q1/56
รายได้เพิ่มตามคาด +22% 
รายได้สื่อ +53% 
พลาด เรื่องแรก ลืมไปรายได้จากสื่อปีก่อนมีรายได้จาก Free TV แต่ปีนี้ ไม่มีแล้ว 
รายได้จากเพลงที่ว่า น่าจะลดลง กลายเป็นว่าขาย MP3 ผ่านการดาวโหลดได้ดีขึ้นมาก 
นึกว่าธุรกิจสื่อโฆษณาทาง TV จะไม่มีเรื่องฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง (ยังชัวร์)
รายได้จากโชว์บิต ตามคาด 

ต้นทุนเพิ่ม +12% 
กำไรขั้้นต้น +41% 
ต้นทุนตามคาด 
กำไรขั้นต้น ต่ำกว่าคาด จากรายได้จากสื่อผิดคาด (เรื่อง Free TV)

ค่าใช้จ่ายในการขาย +73%
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร +31%
รวมค่าใช้จ่าย +36%
ค่าใช้จ่ายเพิ่มเกินคาด ไม่แน่ใจว่ามาจากส่วนไหนบ้าง ต้องลองเช็คดูอีกที

กำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษ๊ + 31%
กำไร +24%
* มีหุ้นไดรูทอยู่
มีเงินกู้ก้อนใหญ่ ทำให้มีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น... นึกไม่ถึง 


***************************************************************************

อ่านรายละเอียดคร่าวๆ
http://panwasit-stock.blogspot.com/2012/12/sat-tv.html

IR RS ใน Face book
https://www.facebook.com/pages/Rs-ir/256459961140733?fref=ts

*ราคาปัจจุบัน ค่อนข้างแพง ไม่สิ แพงเลยล่ะ ขอให้ใช้วิจารณาในลงทุนนะครับ

RS : บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน)



เข้าใจว่าทุกคน น่าจะรู้จักบริษัทนี้ดี เพราะเป็น 2 ค่ายใหญ่ในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจเพลงมานาน สำหรับผมเองก็รู้จักจากเพลงนี่ล่ะ (อีกค่าย GMM) 

ส่วนตัวแล้ว ผมเข้าใจมาตลอดว่ามันทำเพลงขาย แล้วเก็บกำไรจากส่วนนั้น ซึ่งผมมองว่าไม่ค่อยจะดี (ที่จริงก็ไม่ค่อยดีจริงๆนะ) เพราะปัจจุบันนี้ มีทั้งแผ่นผี CD เถื่อนมากมาย ซึ่งทั้งคนซื้อคนขายต่างได้ผลประโยชน์ด้วยกัน ทำให้สินค้าลิขสิทธิ์มันขายไม่ได้ เพราะแพงกว่ามาก นอกจากนั้นการดาวโหลดในเวปเถื่อนต่างๆ กลายเป็นของฟรีไปเลย ก็มีเยอะมาก ผมเลยมองว่า ธุรกิจนี้ ทำไปแย่แน่

แต่ที่กลับมาสนใจในรอบนี้ มีสาเหตุหลักๆมาจากเรื่อง SAT TV นี่ล่ะ 

เอาเรื่องอื่นก่อนล่ะกัน

ปัจจุบัน RS ทำธุรกิจหลักๆ 3 ช่องทาง (ดูในงบการเงินดู) คือ ธุรกิจเพลง ธุรกิจสื่อ ธุรกิจโชว์บิซ 

ธุรกิจเพลง เป็นธุรกิจที่เก่าแก่มานาน ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้หวังรายได้จากธุรกิจนี้มากนัก ส่วนเรื่องรายได้เอง ก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ กำไรก็พอมีเรื่อยๆ พออยู่ได้ด้วยตัวมันเอง 

โดยรายได้เองมาจาก
  • รายได้จากการขายผ่านระบบดิจิตอล เช่น download เพลง ผ่านทาง itunes WAP การฟังเพลงออนไลท์ ,การ Download Ringtone ,การใช้ Ring back tone (เพลงรอสาย)
  • รายได้จากการขาย CD DVD ทั้งเพลงใหม่ และเพลงเก่า คอนเสริ์ตต่างๆ
  • รายได้จากการบริหาร คอนเทนส์เพลง กับธุรกิจอื่นๆ อย่างสัมภาษณ์วิทยุต่างจังหวัด ทำกิจกรรมต่างๆ
  • รายได้จากการเก็บค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่ถูกใช้ในเชิงพาณิชย์ต่างๆ

โดยมีศิลปิน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มไทยสากล กับกลุ่้มไทยลูกทุ่ง

*ปล. R-SIAM นี่ ทำเพลงออกมา สนุกดีจริงๆ

*จาก Opp day 


ธุรกิจโชว์บิซ มีรายได้มาจาก
  • จัดคอนเสริ์ต และ อีเวนต์ รับจัดงานเท่าๆไปด้วย
  • บริหารศิลปิน นำศิลปินในเครือมาจัดคอนเสรื์ตบ้าง โชว์ตัวบ้าง เพื่อเพิ่มรายได้ในกับ ศิลปินเอง


*จาก Oppday

ในธุรกิจโชว์บิต กำไรค่อนข้างน้อย เข้าใจว่ารายได้ส่วนนึงแบ่งให้กับดารานักแสดงพอสมควร เพื่อให้เขาอยู่ได้ แต่ก็ดีนะ เพราะธุรกิจรับจ้างพวกนี้ คาดการณ์กำไรยาก ไม่แน่นอน ถ้ากำไรไม่เหลือ ก็เอาเถอะ 


รายได้จากธุรกิจสื่อ มาจาก สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ สื่อในธุรกิจโมเดิร์นเทรด สื่อสิ่งพิมพ์ รับจ้างผลิตละคร รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์โฆษณา ลาลีก้า

*Opp Day

แต่หลักๆ ก็เน้นไปที่ สื่อทีวีดาวเทียม และ วิทยุ 

*Opp Day

*Oppday 


ส่วนที่ผมสนใจ
  • รายได้ที่จะเพิ่มขึ้นมาจาก ธุรกิจสื่อ Sat TV ที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต ลองดูในรูปดู รายได้จาก SAT TV เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ปัจจุบัน มีคนดู TV จาก SAT TV มากขึ้นเยอะ ประมาณ 70% แล้ว 
  • RS เป็นเจ้าของช่องรายการ SAT TV ติดอันดับต้นๆ คือ ช่อง 8 และช่องสบายดี TV ส่วนช่อง You channel ก็ทำได้ดี แต่ Star Max พึ่งเริ่มต้น เพราะในอดีต เป็นช่องที่ไม่ได้เรตติ้งเลย เลยเปลี่ยนรูปแบบช่องไปเลย 
  • ในส่วนของ WORK ผมสังเกตุว่า ช่อง Work Point TV สามารถทำรายได้ กำไรได้ค่อนข้างสูง คือ รายได้ 140ล้านบาท กำไร 45ล้านบาท แต่มีช่องเดียว ซึ่ง WORK ฐานกำไรค่อนข้างสูง ปี55 กำไร 400ล้านบาท 
  • ในส่วนของ RS ผมมองว่า มีช่อง 4 ช่อง (แต่คิดจริงๆ เอาแค่ 2 ช่องก็พอ) ซึ่งฐานกำไรในปี 281ล้านบาท (แต่กำไรมันหดลงเรื่อยๆ จนปี 54 เลยนะ เสียววุ๊ย) คิดว่าน่าจะมีโอกาสในการเพิ่มของกำไรมากกว่านั้น (ฐานกำไรต่ำกว่า แต่มีช่องมากกว่า)
  • ได้ฟังมา ช่อง 8 กับช่อง สบายดี มีเรตติ้งดีกว่าช่อง 5 และ ช่อง 9 อีก ซึ่งค่าโฆษณาของช่อง 5 กับ 9 นั้น อย่างต่ำก็ราวๆ 5หมื่นบาทต่อนาที แต่ช่องของ RS ค่าโฆษณาเฉลี่ย ราวๆ 8000บาทต่อนาที และค่าโฆษณาช่วงที่แพงที่สุด 2หมื่นบาทต่อนาที ซึ่งยังถูกกว่าขั้นต่ำมาก
  • ในส่วนของ ธุรกิจRadio นั้น ก็ถือว่าน่าจะดีในอนาคตอยู่ แต่ไม่ได้หวังในส่วนนี้มากนัก
  • *สนใจแต่เรื่อง SAT TV นี่ล่ะ

แต่ก็มีความเสี่ยง ด้วย
  • รายได้จากเพลง ที่ลดลงเรื่อยๆ กับรายได้จากโชว์บิต ที่ไม่ค่อยมีกำไร และได้งานมาเป็นครั้งคราวทำให้กำไรขึ้นๆลงๆ ทำให้เป็นความเสี่ยงอยู่ 
  • การละเมิดลิขสิทธิ์ ที่ค่อยข้างรุนแรง และสังคมไทยก็ยอมรับกันอีก กฎหมายก็ไม่รุนแรง แถมการบังคับใช้ก็ไม่ค่อยมีผลเลย 
  • ความเสี่ยงในตัวศิลปิน เรื่องย้ายค่าย (เท่าที่เห็นก็ไม่ค่อยมีปัญหานะ)
  • ความเสี่ยงของ SAT TV ในเรื่องของค่าสัมปทาน (ส่วนตัวว่าไม่มีปัญหา)
  • ความเสี่ยงที่ต้องประมูล digital TV 
  • เรื่องของเศรษฐกิจก็เีกี่ยวข้องเยอะ ถ้าเริ่มแย่ บริษัทส่วนใหญ่คงตัดงบโฆษณาออกก่อนเลย 
  • พวกกลุ่มนี้ ต้องอาศัย connection เยอะ ถ้าสมมุติ คนที่เป็นส่วนนี้ ลาออก เสียชีวิตไป แย่แน่ๆ 
  • ธุรกิจ ต้นทุนคงที่ ถ้ารายได้หด อ๊วกแตกครับ เพราะรายได้จากค่าโฆษณาTV มันจะนับเป็นนาที ถ้าหายไป กำไรจะลดแรงมาก 
  • ธุรกิจดาวเทียม เราไม่สามารถบอกได้ว่า จะขึ้นราคาได้แค่ไหน แล้วก็จะโฆษณาได้ขนาดไหนด้วย กฎหมายยังไม่ชัด 
===============================
ข่าวที่น่าสนใจ 



===============================

มาดูหุ้นในแบบของผมล่ะักัน

ประเภทหุ้น

หุ้นโตเร็ว (Fast growers) บริษัทขนาดเล็กขนาดกลางที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี เป็นหุ้นที่เหมาะจะถือในระยะยาว

เชื่อว่า การมี Sat TV จะเป็นตัวผลักดันรายได้และกำไรนะครับ จากที่เขียนไว้ข้างต้น และจากการคุยกับ IR RS ก็มีการบอกว่า Media Breakdown ก็ถือว่าสบายใจได้อยู่ รายได้ที่เพิ่มส่วนใหญ่จะมาลงที่กำไร ในปีนี้ มีการเพิ่มค่าโฆษณาค่อนข้างเยอะ และยังสามารถเพิ่มค่าโฆษณาได้อย่างต่อเนื่องอีกหลายปี เมื่อเทียบกับค่าโฆษณาของ free TV 

เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

ธุรกิจเพลง จะจัดอยู่ในสินค้าใช้แล้วหมดไปดีไมน้า เพราะมันเป็นข้อมูล เดียวฟังหมดก็ยังไม่หมด แต่สำหรับตอนนี้ ผมมองว่า ให้มันทรงๆไปเรื่อยๆ ก็พอ

ธุรกิจโชว์บิต เป็นธุรกิจที่ทำขึ้นแล้วหมดไป แต่มีปัญหาในแง่ของ มันเป็นการจัดครั้งเดียวมากกว่า คาดการณ์กำไรค่อนข้างยาก 

ธุรกิจสื่อ โฆษณา รายการทีวีและวิทยุ เป็นกลุ่มบริการอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่เหลือ
*เน้นโฆษณาเป็นหลักล่ะกัน เพราะผมชอบหุ้นตัวนี้เพราะเรื่องโฆษณานี่ล่ะ

2 สินค้าทดแทน

ธุรกิจเพลง น่าจะเป็นเพลงจากต่างประเทศมากกว่า ไม่ก็ค่ายอื่น แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าเป็นหลักอยู่ดี

ธุรกิจโชว์บิต เรื่องคอนเสริต ไม่แน่อนาคตอาจโชว์ผ่านอินเตอร์เน็ตก็ได้ แต่ปัจจุบันก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ธุรกิจสื่อ อันนี้มีสินค้าทดแทนค่อนข้างเยอะ เช่นป้ายโฆษณา หรือโฆษณาตามที่ต่างๆ แต่ตลาดใหญ่โดยรวมก็ยังเป็นของสื่อทีวีอยู่ (ในอนาคต สื่ออินเตอร์เน็ต จะมีบทบาทมากขึ้นแน่ๆ ต้องดูกันต่อไป)

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

ธุรกิจเพลง เป็นแบรนด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว

ธุรกิจโชว์บิต เป็นแบรนด้วยตัวเองเหมือนกัน (ดาราคือแบรน)

ธุรกิจสื่อ อันนี้ คงบอกยาก แต่ตามที่เคยบอก คนที่มาซื้อเวลาโฆษณา ส่วนใหญ่ ก็มักมี connection กับคนขายอยู่แล้วครับ มันไม่ใช่แบรน แต่เป็น Connection 

นอกจากนั้นธุรกิจสื่อ มันขึ้นอยู่กับว่า เรตติ้งช่องไหนดี ช่องนั้นก็มีอำนาจในการขึ้นค่าโฆษณามากที่สุด

4 อำนาจในการต่อรองจากซัพพลายเออร์

ธุรกิจเพลง ธุรกิจโชว์บิต
เข้าใจว่า ซัพพลายเออร์ คือ นักแสดง ดาราเป็นหลัก ก็คงจะมีอำนาจค่อนข้างน้อยในการต่อรอง (ดูจากธุรกิจโชว์บิต ที่มีกำไรน้่อยมาก) เพราะยังไงก็ต้องให้ดาราอยู่ได้ด้วย

ธุรกิจสื่อ ไม่มีอำนาจในการต่อรองเลย เพราะว่า ซัพพลายเออร์ที่แท้จริงคือ คนที่หน้าดูอยู่หน้าจอ อำนาจของเขาคือรีโมท เราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับเลย แต่โดยรวมแล้ว ถ้าสามารถทำให้ช่องรายการเป็นที่น่าสนใจต่อคนกลุ่มใดๆ ก็จะสามารถเรียกคนดูได้ดีกว่า

5 อำนาจการต่อรองจากลูกค้า

ธุรกิจเพลง สำหรับรายย่อย เราไม่มีอำนาจในการต่อรองเลย แต่ถ้าเป็นกลุ่มธุรกิจที่ได้ประโยชน์การใช้เพลง ก็จะถูกเก็บลิขสิทธิ์ได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เพลง หรือ ดารา มีชื่อเสียงมากแค่ไหนด้วย ถ้ามีมาก ก็จะได้อำนาจค่อนข้างดี

ธุรกิจโชว์บิต ขึ้นอยู่กับความมีชื่อเสียงของดาราด้วย อย่างคนดังมากๆ บัตรก็หมดอย่างเร็วเลย แต่ถ้าไม่ค่อยดัง ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ธุรกิจสื่อ กลุ่มนี้ ถ้ารายการ TV หรือ วิทยุ ช่องไหน คนดูเยอะ คนฟังเยอะ ลูกค้า(คนซื้อช่วงเวลาโฆษณา) ก็ต้องซื้อล่ะ ไม่มีทางเลือกเลย ต้องยอมจ่าย ถ้าอยากโฆษณาให้คนดูเยอะๆ แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า จะทำยังไงให้คนดูเยอะ เรตติ้งดี

6 การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

ค่อนข้างดุเดือดครับ แต่สุดท้าย ผู้ชนะก็จะชนะไปเลย คนแพ้ก็จะแค่พออยู่ได้ แต่ก็กำไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง ที่ต่างประเทศก็มี case study แล้ว จะเหลือไม่ถึง 10 ช่องจาก 200 ช่อง ที่กำไรดี และเติบโตอย่างงดงาม ส่วนที่เหลือ ก็พออยู่พอกินไปเรื่อยๆ

7 การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่

ง่ายมาก เข้า่ง่าย แต่ก็ออกง่ายครับ ธุรกิจมันลอยๆ ลงทุนไม่เยอะ ที่เยอะมักเป็นค่าสังคม กับค่าคนมากกว่าครับ

8 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

-

9 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

การเพิ่มขึ้นของค่าโฆษณาของกลุ่ม SAT TV การเพิ่มขึ้นของ digital TV ด้วยส่วนต่างของค่าโฆษณาที่ห่างมากจาก free TV 

ที่จริงก็เขียนไปแล้วนะ ตอนต้น 

เรื่องของงบการเงิน ก็คงต้องดูในรายละเอียดอีกทีนึง
*ไม่ืำทำการคาดการณ์อนาคตให้นะครับ ขอปิดไว้เป็นความลับ ลองไปคาดการณ์ดูเองนะครับ 



Tuesday, May 14, 2013

บรรทึกช่วยจำ CPALL MAKRO

แหมเขียนกันเยอะ เอาบ้าง ตามกระแส

เรื่อง CPALL ซื้อ MAKRO เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นระยะสั้นกันมากกว่า (ระยะ 2ปี) จากในบทความต่างๆและบทวิเคราะห์ และผลลัพธ์คือปรับประมาณการ เป้าหมายลงมา ไม่ก็แนะนำขาย หรอถือกันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนคนเท่าไปที่คุย ก็มักจะบอกว่า หนี้เยอะปีนี้กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า ไม่ก็กลัวเพิ่มทุน

เรื่องเพิ่มทุนก่อน

ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าไม่เพิ่มทุนก็ดี เพราะจะได้ไม่มีตัวหารเพิ่ม แต่ถ้าเพิ่มทุน ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าราคาเท่าไหร่มากกว่า แต่เชื่อว่าไม่น่าเพิ่มทุน อย่างน้อยผู้บริษัทก็เชื่อถือได้มากกว่าหลายๆตัว และถ้าเพิ่มจริงๆ CPF จะขนเงินมาจากไหนดี

แต่เอาเข้าจริงเรื่องการเพิ่มทุนที่คนกลัวกัน ผมรู้สึกขำมากเลย อย่างหุ้นตัวอื่น (ไม่ขอเอ๋ยนาม) หลายๆตัว พอประกาศเพิ่มทุน แต่หุ้นขึ้นไป แถมขึ้นแบบติด celling ด้วย คนแห่ซื้อกันใหญ่ บอกว่าดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็เพิ่มทุนเพื่อล้างหนี้ เพื่อทำธุรกิจใหม่ (ที่ไม่รู้จะดีหรือเปล่า) ก็คนก็แย่งกันซื้อแย่งกันเอา แต่CPALL ซื้อ MAKRO โดยรวมแล้ว มันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยซื้อ MAKRO ที่ PE 50-60 ก็ยังดีกว่าหลายๆคนไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่แม้แต่กำไร ยังไม่เคยเห็นเลยนะ

ตกลงคนกลัวเพิ่มทุน หรือกลัวเพราะราคาหุ้นมันลงมาแรงกันแน่

เรื่องของหนี้เยอะ กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า

มีความหมายคือ คุณมองสั้นๆใน ปี 2ปีเท่านั้น ซึ่งมันก็คงจะเป็นจริงล่ะ ถ้ากำไรไม่ขึ้นคงไม่ดี แต่ลองมองในแง่ถือยาวหลายปีดู สมุมติว่า CPALL ทำให้หนี้หมดได้ (เช่นจัดกองทุนอสังหา) ก็จะทำให้ กำไรจาก MAKRO เข้ามาเท่าไร CPALL ก็กำไรเพิ่มเท่านั้นเลย จากที่ต้องเปิดแต่ 7-11 กลายเป็นเปิดห้างใหญ่ได้อีก ลองมองไป 5 ปีดู ผมว่ามีอะไรดีๆอีกเยอะ แล้วอัตราการเพิ่มของกำไรเฉลี่ยผมว่าจะสูงขึ้นเยอะ

ส่วนตัวแล้วคิดว่า deal นี้ดีเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า มองมุมไหน


Monday, January 7, 2013

บรรทึกช่วยจำ MINT

ก็คงจะรู้จักกันดี สำหรับหุ้น Mint ผลิตลูกอม... เอ๊ย ไม่ใช่ๆ 



MINT : บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ร้านอาหาร (หลักๆ ที่เห็นชัดๆ)

โรงแรม (ไม่รู้่อ่า)


มีอื่นๆอีกนะครับ แต่สัดส่วนไม่เยอะ เลยไม่ได้ใส่ใจมาก

ที่ผมสนใจนะครับ
  • ร้านอาหารในเครือ ค่อนข้างมีชื่อเสียงและคุณภาพมาก คนรู้จักเยอะ เชื่อมือผู้บริหารได้ (ดูจาก the pizza company)
  • โรงแรมในเครือค่อยข้างชื่อเสียงดี ฟังจากคนอื่นๆมา (ส่วนตัวไม่เคยพัก พักแต่โรงแรมจิ้งหรีด)
  • ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ต่างต้องใช้ชื่อเสียงมา ในการจะอยู่รอดบนธุรกิจ และมีคนรู้จักมากๆได้ทั้งนั้น ซึ่งที่เห็น ผมคิดว่าเป็นสิ่งยืนยันที่ดีนะครับ 
  • น่าเสียดายที่ผมเคยไม่ชอบ ไม่ยอมซื้อ เพราะมี วอแรน (เมื่อก่อนเชื่อว่า ถ้ามีวอแรนต์ นั้นคือหุ้นตัวนั้นแย่แน่นอน) 
  • ผบห มีแนวโน้มอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้นสูง ดูจากการซื้อมาเรื่อยๆ
  • ส่วนของงบการเงิน ทำได้ละเอียดมาก บางคนอาจมองข้าม แต่ผมว่า สำคัญนะ
แต่ก็มีความเสี่ยง ด้วย
  • โรงแรม เป็นธุรกิจที่อ่อนไหวมาก กับเหตุการณ์ต่างๆ มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง อย่างเรื่องค่าเสื่อมราคา ถ้าโรงแรม คนพักน้่อยกว่า การขาดทุนจะค่อนข้างจะรุนแรง แต่ถ้าคนเยอะ กำไรก็พุ่งปริ๊ดๆเลย 
  • การผุดขึ้นของโรงแรมขนาดเล็ก (ห้องพัก ประมาณ10ห้อง) ที่เยอะมาก ราคาค่อนข้างทุก ทำให้โรงแรมใหญ่ๆ เหนื่อย
  • การแข่งขันที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ของร้านอาหารต่างๆ ที่ผุดกันขึ้นอย่างเยอะแยะ 
  • เรื่องขอการทำเสียชื่อ สมัยนี้ คนมันฟ้องกันง่าย แกล้งกันง่ายขึ้น แค่ทำอะไรไม่ถูกใจ โพสด่าผ่านเน็ตไม่ เพียงเท่านี้ หายนะเลยนะครับ 
  • การที่มีธุรกิจส่วนนึงอยู่ต่างประเทศ ทำให้เราไม่รู้ และปัญหาอย่างเรื่องค่าเงินพวกนี้
  • เงินกู้พอสมควร
  • ธุรกิจ เยอะมาก ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยในการดู
  • บางคนไม่ชอบแขก -*- (ผมว่าแขกหลายๆคนก็นิสัยดีนะ)

* เป็นหุ้นที่ผมคิดว่า จะถือได้สบายใจในระยะยาวเลยนะครับ แค่ปันผลไม่ค่อยอิ่มเท่านั้นเอง
ว่าไป หุ้นตัวนี้ ก็ดูมานานมากแล้ว แต่ว่าดันติดที่มี warant ทำให้นึกว่าเป็นหุ้นไม่ดีหรือเปล่า (ตอนนั้น อ่านหนังสือมา เห็นบอกว่า หนีั้เยอะก็ไม่เอา PE สูงไม่เอา ปันผลไม่เอา Wไม่เอา) 
ถึงตอนนี้ เสียดายมากมายเลยอ่า เศร้า

สัดส่วนรายได้โดยประมาณ ผมเอาของปี 54 มานะ เพราะว่า ธุรกิจโรงแรมมันเป็นรอบๆ มักไปพีค ไตรมาส 1 (มั้ง) 

โรงแรม รายได้ประมาณ 35% 
เครื่อง อาหาร รายได้ประมาณ 46% 
การขายและผลิต สินค้า รายได้ประมาณ 13%
(ตัดรายได้พิเศษออกหมดเลยนะ)


ต้นทุน โรงแรมจะเยอะหน่อย ประมาณ 50% 
ต้นทุน อาหารจะต่ำ ประมาณ 33% (เนื่องจาก ค่าเช่าที่ ไปอยู่ค่าใช้จ่ายอื่น)
ต้นทุนการขายและผลิต ประมาณ 60%

ยังไงก็ดู อาหาร กับ โรงแรมเป็นหลักนะครับ 

================================

มาดูหุ้นในแบบของผมล่ะักัน

ประเภทหุ้น

หุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts) บริษัทที่แข็งแกร่งมีอัตราการเติบโตประมาณ 10 - 20% ต่อปี  เหมาะที่จะถือระยะยาว

ส่วนตัวเชื่อว่า mint จะสามารถเติบโตได้เรื่อยๆ และในอนาคต เชื่อว่าต้ิองมีการขายโรงแรมสร้างกองทุนเพื่อเอาเงินมาลงทุนเพิ่มแน่ๆ 
ปล. การจะกู้เงินทำโรงแรม ค่อนข้างยาก เพราะรายได้ไม่ค่อยมั้งคง ดอกเบี้ยมักสูง และกู้ได้ไม่ 100%


เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

อาหาร 
ส่วนนี้หมดแน่นอน ครับ คงไม่มีเหลือนะ (แต่ข้อเสียก็คงเป็นเรื่อง ของสด อยู่ได้ไม่นานด้วยล่้ะ) 
โรงแรม 
เป็นส่วนของการบริการ ก็หมดไปเรื่อยๆล่ะ ไม่มีปัญหาครับ
การขายและผลิต สินค้า 
- เสื้อผ้า่
- เครื่องสำอาง
- หนังสือ
- เครื่องใช้สแตนเลน
- น้ำหอม น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ
โชคดี รายได้ส่วนนี้น้อยนะ อย่างเสื้อผ้า เครื่องสำอาง น้ำหอม ก็ใช้นาน หนังสือยิ่งนาน ครั้งเดียวจบ เครื่องใช้สแตนเลน ก็นับปีเลย (ถ้าไม่้ไปทุบเล่นนะ)

2 สินค้าทดแทน

อาหาร 
อาหารทดแทน อาหารเสริม ?? คิดว่้าไม่น่าจะทดแทนได้นะครับ 
โรงแรม 
เริ่มมีมากขึ้น ตั้งแต่ โรงแรมขนาดเล็กๆที่คนฮิตกัน หอพักที่เนียนๆ ทำห้องพักรายวัน และก็พวกโรงแรมแปลกๆ หรือเฉพาะกลุ่มบุคคล 
การขายและผลิต สินค้า 
-ส่วนนี้เยอะ ไม่พูดถึงนะ

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

ในธุรกิจนี้ แบนด์สำคัญมาก ชื่อเสียงมี ลูกค้ามา ถ้าพลาดหน่อยนี่แย่เลย ลองคิดง่ายๆ ร้านพิชช่าที่ไม่รู้จัก กับ ร้านพิชช่า the pizza company คนส่วนใหญ่ ก็น่าจะเข้าร้านที่ 2 มากกว่า (แต่มันต้องมีคนที่อ่านแล้วคิดในใจแน่ ว่าตูจะลองกินร้านแรก ฮืมๆ) 

อย่างโรงแรม ถ้าคนมีตัง ก็คงจะหาโรงแรมมีชื่อเสียง ดังหน่อย เพื่อความสะดวก ปลอดภัย ของตัวเองด้วย 

เป็นที่น่าเสียดาย ผมเน้นประหยัด นอนโรงแรมจิ้งหรีด 555 TT^TT (ดูโฆษณากันหน่อย เผื่อผมจะรวยขึ้นบ้าง) 

4 อำนาจในการต่อรองจากซัพพลายเออร์

อาหาร 
ในส่วนของสินค้าอาหารสด เชื่อว่า มีอำนาจการต่อรองเยอะมากนะครับ เพราะสินค้าพวกนี้ เก็บไม่ได้ ทำให้เกษตรกร ไม่มีทางเลือก ถ้าใกล้วันเน่า เท่าไหร่ก็ขาย 
(มีญาติทำการเกษตร เลยพอรู้มาบ้าง)
ส่วนเรื่องคนงาน คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะ MINT เน้นทำอาหารตามสูตรมากกว่า (กินที่ไหนก็ไม่ต่างกันมาก ถ้าจะมีปัญหา ก็เรื่องคนงานไม่พอมากกว่า 555+ 

โรงแรม 
ก็เรื่องคนงานมั้ง อย่างอื่นก็คงเป็น ที่ดิน ที่เจ้าของเก่าไม่ยอมขาย แต่ให้เช่า ส่วนซัพพลายเออร์อื่น นึกไม่ออก 
ส่วนอาหารในโรงแรม เครื่องนอน เครื่องห่ม พวกนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาในการต่อรองกับซัพพลาย์เออร์นะ

การขายและผลิต สินค้า 
ค่อนข้างน้อย ต่อรองคงจะยาก 

5 อำนาจการต่อรองจากลูกค้า

อาหาร 
ไม่มีอำนาจเลย ลูกค้าเดินเข้าออกร้านได้ทุกร้านเลยครับ บางทีก็เซงแทนนะ เวลาคนไม่มี ก็ว่าง เวลาคนกิน ก็กินพร้อมกันอีก ที่นั่งไม่พออีก -*- เซงแทน (ยืนกินข้าวกล่้อง 7-11 มองอยู่ ไม่มีคนเลี้ยง)

โรงแรม 
ไม่มีอำนาจเหมือนกัน ลูกค้าอยากจองที่ไหนก็ได้ (มองจากช่องลมโรงแรมจิ้งหรีด)  (ที่จริงที่ผมไม่พักโรงแรม Mint ไม่ใช่ไม่มีตังค์นะ กลัวไปแย่งห้องลูกค้ามากกว่า 555)

ทั้งอาหารและโรงแรม ต้องหวังพึ่งชื่อเสียงทั้งนั้นครับ 

การขายและผลิต สินค้า
อันนี้ถ้าดูผ่านๆ คงจะไม่มีอำนาจ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า สินค้าพวกนี้ คงขายให้กับบริษัทในกลุ่มมากกว่า

- เสื้อผ้า่
- เครื่องสำอาง
- หนังสือ
- เครื่องใช้สแตนเลน
- น้ำหอม น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ


6 การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

หนักทุกกลุ่มครับ เหนื่อยครับ
อาหาร
คู่แข่งค่อนข้างเยอะ เลียนแบบกันง่ายมาก ที่เหลือกก็คือการครองทำเลให้มากที่สุด ใครใหญ่กว่าได้เปรียบ
กรณีมิ้น พิชช่า ชนะขาดอยู่ ส่วน ziller มองคู่แข่งโดยตรงไม่ออก (บุตเฟ่สลัด สเต็ก) แต่ถ้าแยกย่อย ร้านสเต็ก คู่แข่งก็เยอะมากอยู่นะ ส่วนร้านแยกย่อย แต่ยังไงก็ตามผู้ชนะ ก็จะได้ลูกค้าไปหมด ส่วนลูกค้าที่มากินแล้วทนรอไม่ไหว ก็จะไปร้านอื่นแทน (อืม Bias ไปหน่้อยวุ๊ย)

โรงแรม
อันนี้แทบไม่รู้เลย เพราะไม่เคยเข้า แต่เท่าที่เห็น ถึงเวลา High Season ก็เห็นว่าจองกันเต็มจองกันเยอะมากนะครับ แต่คนมันไม่เคยเข้าอ่า

การขายและผลิต สินค้า
เหนื่อยครับ ใครก็ทำได้ ที่นี้ผมมองว่า Mint ขายให้กับตัวเองมากกว่าในส่วนนี้นะครับ

7 การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่


อาหาร
กลุ่มนี้ใครจะเข้ามาก็ได้ แต่ก็ออกง่ายเช่นกัน ตัดพวกร้านค้าย่อยไปนะ (พวกร้านที่เจ้าของทำเองขายเอง) เท่าที่เห็น ร้านที่เปิดใหม่ ไม่นานก็ไป คนมันไม่มี แรกๆคนอาจเยอะ ลองดู แต่สุดท้ายก็กลับไปกินร้านเก่าๆ ยิ่งคนกินน้อย อาหารก็ไม่สดอีก ก็ยิ่งแย่ ร้านเลยอยู่ได้ไม่นานกันมาก (แต่ถ้าเปิดมาแล้วคนติดใจ ก็อีกเรื่องนึง)
สรุป เข้าง่ายออกง่าย การทำให้คนเต็มร้าน ไม่หมูอย่างที่คิดครับ

โรงแรม
ส่วนนี้ ถ้าโรงแรมหรูขนาดใหญ่ รายใหม่ไม่น่าเข้ามาได้ง่าย ไหนจะลงทุนหนักมาก
แต่ที่เห็นช่วงนี้คือ โรงแรมขนาดเล็กๆมากกว่้า ที่บูมกันมาก (แต่ตอนนี้กำลังแย่จะการบูมอยู่)

8 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

อาหาร
เต็มๆครับ แต่ส่วนนี้ ไม่น่าจะมีผลมาก เพราะอัตรากำไรจากอาหาร ค่อนข้างสูงพอสมควร ส่วนถ้าวัตถุดิบไหน แพง ก็เงียบๆ ไม่ก็เอาออกจากเมนู  อันไหนวัตถุดิบถูกมากๆ ก็จัดโปรส่งเสริมการขายเลย ได้เงินอีก 555+ คิดๆแล้ว ขายอาหารสำเร็จ ง่ายกว่าอาหารสดนะ (สงสัยต้องไปอ่าน S&P ล่ะ)

โรงแรม
เป็นธุรกิจที่เป็นโภคภัณฑ์อยู่แล้ว เดียวคนเยอะ เดียวคนน้อย เวลาดูก็ต้องดูทั้งปี แต่ก็ไม่น่ามีปัญหามากนะครับ

การขายและผลิต สินค้า
ขอผ่านนะครับ

9 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

อาหาร
ส่วนนี้ผมมองว่ายังไปได้เรื่อยๆนะครับ จากการไปดูต่างจังหวัด ต่างประเทศที่ยังไม่เจริญมากนัก ห้างที่ยังสร้างไปเรื่อยๆ
บางทีก็แปลกใจ ร้านยิ่งใหญ่ ต้นทุนยิ่งลด แต่ราคาดันเพิ่มได้อีก (ร้านเล็กๆแข่งกันลดราคา แต่ร้านใหญ่ๆดันแข่งกันเพิ่มราคา) งง

โรงแรม
ถ้าตามที่คนอื่นบอก ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอะไรไม่รู้ ก็น่าจะดี
แต่ส่วนตัว ผมมองว่า การที่ประเทศเข้าสู่ ประเทศพัฒนาแล้ว การท่องเที่ยว จะเป็นตัวนำพาเศรษฐกิจมากกว่า อย่างที่เห็น ยุโรป ก็เป็นกลุ่มที่ ผลิตสินค้าขายแข่งไม่ไหว (ค่าแรงแพงมาก) ที่อยู่ได้ก็มาจากการท่องเที่ยวนี่ล่ะ ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมว่า มันไปได้เรื่อยๆล่ะครับ


การขายและผลิต สินค้า
ขอผ่านนะครับ


==========================งบการเงิน====================================

ขอเอาปีเก่ามาใช้นะครับ ของปี 2554 เนื่องจากโรงแรมมีเรื่องฤดูกาลมาเกี่ยวข้องเยอะ ถ้าไม่ใช้ทั้งปี อาจดูยากหน่อย


ลูกหนี้ กับสินค้าคงเหลือ เพิ่มเยอะ น่าจะมาจากการเข้าซื้อ S&P ทำให้งบในส่วนนี้เพิ่ม นะครับ 
ปล. ผมไม่แน่ใจนะ 


มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นในกิจการร่วม เพิ่มขึ้น จากการไปซื้อหุ้นอื่นๆ
ส่วนเงินลงทุนระยะยาว ที่ลดไปมากๆ เกิดจากการปรับบัญชี ก็คือย้ายไปอยู่ในเงินลงทุนแทน
ที่ดินและโครงการ ขายไปเยอะมาก จากการสร้างพัฒนาที่ดินแล้ว เลยโอนไป ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์


 เงินกู้เพิ่มเต็มเลย เจ้าหนี้ก็ด้วย ไม่แน่ใจว่า มาจากการซื้อ S&P หรือเปล่า
หุ้นกู้บานเบย -*- เสี่ยวๆวุ๊ย

เห็นเงินกู้แล้วเหนื่อย



โดยรวมแล้ว ก็ดี ละเอียด ดูคู่กับ note ได้เลยครับ อ่านง่ายกว่าที่คิด


รายได้จากโรงแรมบวมแตกโป๊ะ ครับ
ส่วนอื่นๆ ก็โตพอสมควร
* เวลาดูหรือคิดงบ ตัด รายได้จากการขายอสังหา รายได้อื่นออกด้วยนะครับ 

โรงแรม รายได้ประมาณ 35% 
เครื่อง อาหาร รายได้ประมาณ 46% 
การขายและผลิต สินค้า รายได้ประมาณ 13%
(ตัดรายได้พิเศษออกหมดเลยนะ)

ต้นทุน โรงแรมจะเยอะหน่อย ประมาณ 50% 
ต้นทุน อาหารจะต่ำ ประมาณ 33% (เนื่องจาก ค่าเช่าที่ ไปอยู่ค่าใช้จ่ายอื่น)
ต้นทุนการขายและผลิต ประมาณ 60% 



ดีครับ โตดี

เดียวพรุ่งนี้มาต่อ งบกระแสเงินสด
ปวดตา 

Thursday, December 27, 2012

เกี่ยวกับ Sat TV

สำหรับหุ้นกลุ่มนี้นะครับ ถ้าจำไม่ผิด มี WORK RS NINE GRAMMY NMG SLC 
* มาร์จะเน้นบางตัวนะครับ ตัวอื่นไม่ค่อยอยากเน้น มาก

เรื่องของ SAT TV นี่ เป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะถ้ามีความสามารถในการหาผู้ชมได้มาก และได้โฆษณาที่ดีมา จะดีมากๆเลย 

ปัจจุบันค่าโฆษณา freeTV อยู่ราวๆ 1แสนบาทต่อนาที และถ้าเป็นช่้องที่คนดูเยอะ ในเวลาที่คนดูเยอะๆ อาจขึ้นไป 3-4แสนบาทต่อนาที  

อย่าไปหวังว่าค่าโฆษณาของ sat TV จะเยอะมาก เพราะช่องมันเยอะ โฆษณาเลยมีตัวเลือกมากอยู่ แต่ถ้าช่องไหน คนดูเยอะ ก็ต้องดูกันอีกที อย่าง ช่อง WORKPOINT TV ก็มีคนดูพอสมควร 

ตารางนี้เป็น ตารางที่สร้างรายได้ แล้วแต่ว่า กี่ ชม ต่อวัน 



อย่าง 6 ชม หรือ 8 ชม ก็จะมีฉายซ้ำอีกรอบนึง เรียกว่า rerun แต่ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ 
ตารางนี้ เป็นค่าโฆษณา 10นาที ต่อรายการ 1 ชม นะครับ อย่าง 6ชม ต่อวัน ก็ได้ โฆษณา 60 นาที ต่อวัน

ความคาดหวังก็ ช่องไหน คนดูเยอะ ก็จะได้ค่าโฆษณาเยอะกว่าเพื่อน 

ลองเอามาคาดการณ์กับหุ้นที่อยู่ในกลุ่มดูนะครับ 




Wednesday, December 5, 2012

บรรทึกช่วยจำ BGH


BGH 


ที่ผมสนใจนะครับ
  • โรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ 
  • ผบห มีแนวโน้มอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้นสูง (เล่นซื้อตลาดทางเลย)
  • เป็นโรงพยาบาลที่ไล่เทคโอเวอร์ โรงพยาบาลอื่นๆเยอะมาก 
  • เนื่องจากการเทค ไม่ได้เทคแล้วจบ แต่มีการเข้าไปบริหาร ปรับปรุงด้วย แน่นอน โรงพยาบาลที่เทคมา สามารถทำกำไรได้ดีขึ้นด้วย 
  • การที่มีโรงพยาบาลเป็นเครือข่าย ทำให้เกิดอำนาจต่อรองได้สูง อย่างการซื้อยา การซื้ออุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ
  • เครื่องมือทางการแพทย์ บางตัวมีมูลค่าสูงมาก ทำให้โรงพยาบาลเล็กๆ ไม่สามารถมีได้ แต่ BGH มีได้สบาย เพราะแค่เครื่องเดียว ก็รับคนได้ทั้งหมดจากโรงพยาบาลในเครือด้วย (โอนคนไปมาได้สะดวก) 
  • สรุป โรงพยาบาลยิ่งใหญ่ ต้นทุนยิ่งประหยัด และสามารถดันรายได้ได้ทั้งเครือด้วย 

แต่ก็มีความเสี่ยง ด้วย
  • ถ้ากำไรมากไป เดียวจะโดนกลุ่มคนชอบหาเรื่อง พวกนักวิจารณ์ เล่นงานเอา 
  • การเทคโอเวอร์ โรงพยาบาลอื่น ถ้าควบคุมไม่ดี ก็มีปัญหา หรืออย่างที่ผ่านมา โีรงพยาบาลในเครือ ไปซื้อสนามกอฟท์ ซึ่งผมมองว่ามันไม่ดีมั้งนะ (หรือว่าคนป่วยต้องไปออกรอบกับหมอ) 

Tuesday, November 27, 2012

บรรทึกช่วยจำ Kamart Beauty


เรื่อง kamart Beauty ในมุมมองของมาร์นะ

อาจมีผิดพลาดได้อยู่ เพราะยังไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียดเชิงลึก
 อย่าเชื่อมาก ลองคิดดูด้วยเหตุผลนะครับ


ก็เรื่องของความแตกต่างของ Kamart Beauty คือ
Kamart จะเป็นผู้นำเข้าสินค้าความงามจากเกาหลีเป็นหลัก โดยบริษัทแค่เป็นตัวแทนนำเข้ามาเท่านั้น
Beauty จะเป็นผู้ผลิตสินค้าในแบรนด์ของตัวเองแล้วมาขายเองเลย คนไทย แต่เรื่องสินค้านอกมาขายด้วยหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่ไม่น่าจะเอามาขายในร้านนะ

ข้อดี ข้อเสีย Kamart

ธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความงาม เป็นตัวฉุดกำไรบ้าง ทำให้งบไม่สวยบ้าง ผมก็ไม่แน่ใจ ว่ามันต้องทำ หรือยังไง

สามารถเปลี่ยนสินค้าได้เร็ว ถ้ามีสินค้ามาใหม่ ก็สั่งซื้อมาได้เลย ไม่ต้องลงทุึนเยอะนอกจากคลังสินค้าเป็นหลัก อันไหนขายดี ก็เอามาขายต่อ อันนี้ขายไม่ดี ก็หยุดขาย ต้นทุนส่วนนี้เลยต่ำ


เนื่องจากการซื้อมาขายไป ทำให้กำไรมีสิทธิ์หายระหว่างทางเยอะ นอกจากนั้น เหมือนตอนนี้ kamart เน้นขายส่งด้วย ทำให้่อัตรากำไรจะต่ำลง
นอกจากนั้นสินค้า kamart ที่มาจากเกาหลี ก็มีรายย่อยคนอื่นไปซื้อได้ด้วยเหมือนกัน เอามาขาย ได้กำไรมากกว่าด้วยซ้ำ แถมมากดราคาแข่งกันอีก


ไม่ต้องลงทุนเปิดสาขาเอง ทำให้ประหยัดต้นทุนในส่วนนี้ได้มาก และขยายได้เร็วกว่าที่จะต้องลงทุนเปิดร้านเอง
การที่ไม่เปิดสาขาเอง พยายามทำเหมือน 7-11 โดยการขายแฟรนไซล์นั้น จะมีปัญหาในแง่ของร้านรายย่อยที่ไม่เป็นระบบ ระเบียบ อย่างเอาสินค้าวางมั่ว เอาสินค้าปลอมหรือของเจ้าอื่นมาขายในร้าน หรือการขายราคาไม่เท่ากันก็มี

kamart เน้นสินค้าเกาหลี ถ้าวันดีคืนดี สินค้าเวียดนามดังขึ้นมาแทน ก็แย่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่ากลัว เพราะ เป็นเพียงบริษัทนำเข้า แค่ไปนำเข้าขอเวียดนาม ก็ได้แล้ว
กรณีแฟชั่นเปลี่ยน คนทั้งไปก็จะคิดว่าร้าน kamart ต้องเกาหลี จะมาเป็นเวียดนามก็ไม่ดี นอกจากเปิดใหม่ ซึ่งรายย่อยที่เปิดร้าน เฟชน์ไซล์ ก็ไม่พอใจแน่

คนรู้จักผมหลายคน เลิกใช้ kamart แล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือสินค้าคุณภาพแย่ลง อย่างครีมตัวขาว เมื่อทีเดียวเห็นผล เดียวนี้ หลายรอบกว่าจะเห็น แย่เลย

ข้อดี ข้อเสียของ Beauty
การสร้างสินค้าเอง แบรนด์เอง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดี และัทำกำไรได้ดีกว่ามากด้วย แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนจมสูง และการผลิตแต่ล่ะครั้งก็ต้องผลิตให้พอดีขาย (แต่ปกติพวกนี้กำไรมหาศา่ลอยู่แล้วนะ)

การเปิดสาขาเอง ทำให้การควบคุมคุณภาพ ดีกว่าแต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่แพงพอสมควรเลย

เท่าที่รู้มา Beauty ทำเครื่องสำอางตั้งแต่ชั้นบนลงล่างเลย ทำให้ไม่มีลูกค้าเฉพาะทางโดยตรง (น่าจะเน้น คนชั้นบนเลย ไม่ก็ คนชั้นล่างเลย) บางครั้งทำให้ คนที่เข้ามาไม่แน่ใจในยี่ห้อด้วยซ้ำ
*เรื่องของการวางขายสินค้า ก็เหมือนพวกแฟชั่น ถ้ายี่ห้อเดียวกัน ร้านเดียวกัน วางของแพง กับของถูกรวมกัน จะทำให้ยี่ห้อเน่าเลย ดูอย่าง หลุย กุดซี่ มีแต่แพงๆ แต่คนก็ยังใช้กัน เพราะมันแพง แต่ถ้าเอาพวกนี้ไปวางร้านข้างทางที่มีกระเป๋า 150 อยู่ คนคงไม่กล้าซื้อกัน

*ส่วนเรื่อง ผบห kamart ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่รุ่นลูกน่าสนใจดี beauty ผมยังไม่มีข้อมูล

Monday, November 5, 2012

บรรทึกช่วยจำ INTUCH ADVANC


ขอแจ้ง ณ ตรงนี้ก่อน ว่าผมมี  อาจทำให้เกิด Bias ด้วย ปล.มี intuch

===================20/12/12===============

ขอแจ้งเรื่อง 3 G ก่อน  สำหรับ ADVANC INTUCH นะ 
เรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบ จาก 2Gกว่าๆ เป็น 3G นะครับ 

ข้่อเสีย
โดนบังคับให้ลดค่าบริการลง ประมาณ 10-15% อาจทำให้รายได้ ลงมาเยอะ แต่ในส่วนตัวเชื่อว่า บริษัทไม่โง่ลดราคาลงมาหรอกครับ น่าจะเป็นการเพิ่มการบริการกันมากกว่า 
อย่างจ่ายเดือน 700 ได้ค่าโทร 300 ได้เน็ตไม่จำกัด และ3Gสูงสุด อีก 1GB 
อาจ เป็น 700บาท ได้ค่าโทร 400 ได้เน็ต เพิ่มเป็น 1.5GB แบบนี้มากกว่า 
* คงไม่ลดค่าบริการเลยทันที

ค่าเสื่อมจากการลงทุน ครั้งใหญ่ ทำ 3G อาจทำให้กำไรตกกระทันหันในช่วงแรกด้วย 

ข้อดี 
ได้ลดสัมปทาน จาก 24%(มั้ง) เหลือ 5-6% (มั้ง)  ทำให้ รายจ่ายลดลงจากรายได้ เกือบ20% ในกรณีที่สามารถ ย้ายลูกค้าได้หมดทั้งที ซึ่งเป็นไปไม่ได้ อาจต้องใช้เวลาสักพักนึง

นอกจากนั้น ถ้าโชคร้าย โดนลดค่าลดบริการก็อาจทำให้ คนหันมาใช้บริการ อินเตอร์เน็ตบนโทรสับมากขึ้น ซึ่งค่าบริการ data มากกว่า voice 3เท่า 

แนวโน้มอนาคตเกี่ยวกับการใช้ Cloud อีกด้วย (การส่งดาต้าผ่านเครือข่าย ทำให้คนไม่ต้องมี Hard Disk) 

สรุป ผมมองว่า หุ้นปีหน้า ไตรมาสแรก กำไร อาจจะดอปลงมา แต่สุดท้าย ระยะยาว ก็จะดีเอง
ส่วนเรื่องการแข่งขันราคา ไม่น่าจะมีอีกแล้ว เหลือ 3 เจ้า ฮั่ว อยู่แล้ว

=========================================

INTUCH 

ที่ผมสนใจนะครับ

  • เป็นบริษัทแม่ของ ADVANC และ THCOM 
  • กำไร 98% และปันผลมาจาก ADVANC แต่กลับมีส่วนลด 15-20% 
  • ปันผลค่อนข้างเยอะ เพราะรายใหญ่ อยากได้เงินสด
  • ราคา (PE) ต่ำ ในภาวะตลาดแบบนี้
  • การเติบโต ที่ค่อนข้างจะสูง จาก ADVANC 
  • ADVANC มีส่วนแบ่งตลาดสูงคิดเป็น 44%จากยอดผู้ใช้ และคิดเป็น 54% (หมายความว่า ลูกค้าที่ใช้ AIS มียอดการใช้จ่ายสูงกว่าค่ายอื่น)
  • เห็นว่าจะไปทำ TV ดิจิตอลด้วย น่าสนใจ เพราะเป็นสื่อที่สำคัญ ในการโฆษณา .... (การเมือง)

Sunday, October 7, 2012

บรรทึกช่วยจำ MALEE


Malee - มาลี

ขอแจ้ง ณ ตรงนี้ก่อน ว่าผมมี  อาจทำให้เกิด Bias ด้วย

ที่จู่ๆ มาสนใจ 
ก็จากเสริมสุข ผมก็ได้มาสนใจธุรกิจขายน้ำ... เออ น้ำดื่มนะ ไม่ใช่น้ำอย่างอื่น

ก็มาดูมาลีหน่อยที่ผมสนใจนะ

  • แบนรด์ (มันเขียนยังไงว่ะ)
  • มีการเปลี่ยนแปลงภายในขึ้น ดูจากแกะรอยหุ้น เห็นว่าเจ้าของพยายามปรับแนวคิด ถายในแล้ว
  • สามารถลดการขาดทุน จนสร้างกำไรได้มาก (เห็นบอกว่าเมื่อก่อนนี้ ขาดทุึนเพราะโฆษณา มากเกินไป)
  • ผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นนามสกุลเดียวกับเครือ เซ็นทรัล ด้วย (หวังว่าจะเป็นโรงงานผลิตน้ำให้่เครือเซ็นทรัลนะ)
  • กำลังจะปันผลในรอบ 20ปี (พึ่งรู้ ที่ผ่านมา ไม่เคยปันผลเลย)
  • ถ้า รายได้ไม่ลด กำไรไม่ลด จะืำทำให้ราคาในช่วงนี้ (ต่ำกว่า100) ค่อนข้างถูก (มั้ง) PE10 
  • สร้างโรงงานเพิ่ม เห็นว่า กำลังการผลิต 90% เลย 
  • เห็นว่าเป็นเจ้าเดียวที่ขาย ผลไม้กระป๋องใน 7-11 ด้วย

Wednesday, September 12, 2012

-บรรทึกช่วยจำ, SSC

ssc - เสริมสุข 



เขียนเรื่อง story ไปก่อนล่ะกัน

ในอดีต เสริมสุข รับทำน้ำดำอัดลม จากเป็ปซี่โค โดยจ่ายเป็นค่าหัวเชื่อให้กับตัวเป๊ปซี่ แล้วก็ืทำมาเรื่อยๆ เกือบ 60ปี ที่ผ่านมา ก็มี M150 ที่มา่จ้างให้ทำการตลาดให้ และสร้างแบรนด์ให้ จนดังแล้วแยกตัวออกไป จากนั้นก็มี คาราบาวแดง มาทำต่อ จนดัง แล้วกำลังจะแยกวงใน ตุลา 55 ปีนี้เอง

ช่วงปี 54 มีเสี่ยเจริญ จาก ไทยเบฟ เข้ามาซื้อ กิจการทั้งดุ้น มีเรื่องมากมาย แต่ไม่พูดถึงล่ะกัน ไปหาอ่านเอง

และในช่วงนี้ ทำให้มีบางอย่างถูกเปิดเผยออกมา คือ เป็ปซี่โค เก็บค่าหัวเชื้อ 20% ของรายได้ เป็นอะไรที่เยอะมากๆ

ตามปกติ ในปี 51 52 53 จะมีกำไรประมาณ 2% ของกำไรขั้นต้น ซึ่งกำไรจากน้ำดำจริงๆ "คาดว่า ต่ำมากๆ" ที่เหลือเป็นกำไรจากน้ำไม่อัดลม (รายได้น้ำอัดลม ประมาณ 60-70% ของรายได่้ทั้งหมด)

ส่วนใหญ่ เสริมสุข มักไปเสริมสุขให้คนอื่นหมด ไม่ค่อยได้ทำแบรนด์ของตัวเองเลย เลยทำให้เสียค่าโง่มากนานเป็น 60ปี

ยกตัวอย่าง
Malee เพื่อนบ้าน อัตรากำไรสุทธิราวๆ 10% (คาดว่าจะเยอะกว่านี้ แต่ติดอะไรบางอย่าง อุบไว้ก่อน)
Oishi  อัตรากำไรสุทธิราวๆ  10% (กำไรจา่กการขายน้ำจริงๆ เยอะกว่านี้ แต่ติดกำไรจากอาหาร ทำให้กำไรสุทธิหดไป)
Cola โค๊ก  อัตรากำไรสุทธิราวๆ 15% มั้ง

SSC อัตรากำไรสุทธิ  1-3%  ทำให้เป๊ปซี่ ทั่วไทย
HTC อัตรากำไรสุทธิ 1-3%  ทำให้โค๊ก ภาคใต้

ตอนนี้ SSC กำลังจะออกมาทำน้ำดำเองแล้ว ก็ลองคิดๆ ทั้งแง่ บวก ลบ ดู


ประเภทหุ้น
อดีต
 หุ้นโตช้า (Slow growers) การเติบโตของกำไรจะสูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเล็กน้อย ประมาณ 2-4% ต่อปี  ให้ซื้อที่ PE ต่ำและหวังปันผลเป็นหลัก
จากการที่ขายน้ำดำให้เป็ปซี่ เลยไม่ค่อยโต 

ปัจจุบัน 
หุ้นโตเร็ว (Fast growers) บริษัทขนาดเล็กขนาดกลางที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี เป็นหุ้นที่เหมาะจะถือในระยะยาว
ประเภทเริ่มฟื้นตัว (Turnarounds) บริษัทที่ประสบปัญหา แต่มีสัญญาณแห่งการฟื้นตัวที่ชัดเจน
มันกึ่งๆ โตเร็วแต่ไม่รู้นานแค่ไหน กับ ฟื้นตัว แต่มันก็ไม่ได้ประสบปัญหานะ แค่โดนดูดกำไรไปเท่านั้นเอง


เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

สสารบนโลก ไม่มีทางหายไป แค่้เปลี่ยนรูปเท่านั้น
น้ำ ดื่มไป ก็ออกเป็น ฉี่ เอาเป็นว่า หมดไปล่ะกัน 555+ 

2 สินค้าทดแทน

น้ำอัดลม ไม่สิ น้ำหวานไปเลยล่ะกัน สินค้าทดแทน เยอะมากๆๆ ไปดูตามตู้เย็น ก็เต็มเลย 

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

เริื่่มทำแบรนด์ สินค้าเองแล้ว ทำให้ไม่สามารถ บอกได้ว่า แบรนด์จะดีหรือไม่ 

แต่สิ่งที่ผ่านมา ผลงานที่ผ่านมา ก็ทำ เป๊ปซี่ เป็น TOP ของน้ำดำได้ (ทั่วโลกมี เป๊ปซี่ ชนะโค็กแค่ 3 ประเทศ) M150 บาวแดงก็ด้วย ที่ เสริมสุขจัดให้
แต่อดีตไม่ได้การันตีอนาคตเสมอนะครับ

4 อำนาจในการต่อรองจากซัพพลายเออร์

อำนาจน่าจะสูงอยู่ เพราะเป็นรายใหญ่อยู่ ไม่ว่าจะเป็น น้ำตาล ขวด อะไรพวกนี้ (รู้สึกมี บริษัทย่อยทำอยู่นะ)

5 อำนาจการต่อรองจากลูกค้า

อำนาจเต็มที่ เนื่องจาก เสริมสุข เป็นคนนำน้ำ สินค้าไปลงตาม โชว์ห่วยต่างๆ (น่ากลัวเรื่องโชว์ห่วยเจ็ง แต่คงได้อีกสัก 10 ปี) เอาอะไรไปส่ง ก็ต้องรับหมดล่ะ 555 โหดขิงๆ 

เรื่อง โชว์ห่วยเจ็ง แข่งขันไม่ได้ มันจะเกิดขึ้นแน่นอน แค่ เมื่อไหร่ แล้วเสริมสุขจะทำยังไงต่อ ต้องดูกันต่อไป

6 การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

แรงค์ !!! 


7 การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่

ใครๆ ก็เข้าได้ แต่ปัญหาคือ อยู่ไม่ค่้อยมากกว่า ก่อนหน้า บิ๊กโคล่า ก็มีน้ำดำเข้ามาแข่ง 2 ยี่ห้อ (จำไม่ได้ล่ะ) สุดท้ายก็เจ็งไป แต่บิ๊กโคล่า รอด แล้วแข่งได้ดีด้วย เก่งจริงๆ 

ส่วนเรื่องเสริมสุข ที่จะเข้ามาเล่นเอง ก็มีโอกาสอยู่ ทั้งในเรื่อง ขนส่ง โฆษณา บริษัทที่ใหญ่ ส่วนแบ่งตลาดจากเป็ปซี่ที่หายไป (ก๊ากกก) และ เสี่ย จ. หนุดหลังอยู่ 

8 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

น้ำตาล ก๊าซคาร์บอน ขวดแก้ว ขวดพลาสติก ฝาจีบเหล็ก เวอร์ม่ะๆ 

9 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

โอกาส ก็เรื่องของการทำน้ำดำเอง ซึ่งก็ไม่รู้จะดีไม 

SWOT analysis
การวิเคราะห์บริษัทสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอกและสภาพแวดล้อมภายใน
- Strengths  จุดแข็ง
การขนส่ง ทั่วประเทศ การที่มีโชว์ห่วยเป็น พัธรมิตร (แต่ต่อไปก็ต้องดูอีกที่) 
บริษัทขนาดใหญ่ มีโรงงาน 5 โรง หลักๆ 
แทบไม่ต้องลงุทนอะไรเพิ่มเลย เพราะลงทุนไว้ทั้งประเทศแล้ว (ใช้กำลังการผลิต 60%)

- Weaknesses  จุดอ่อน
ไม่เคยทำแบนด์ของตัวเองมาก่อน
บริษัทที่ ใหญ่ ทำให้การเปลี่ยนแปลงลำบาก (แต่เท่าที่เห็นก็กำลังเปลี่ยนอยู่นะ)
ผบ ถือหุ้นน้อย (เพราะขายให้ ไทบเบฟ เยอะ) 

- Opportunities  โอกาส
ถ้าทำแบรนด์ได้ ก็สนุกสนาน 

- Threats  ความเสี่ยง 
ถ้าแบรนด์ไม่ขึ้น ชิบหาย


เรื่องของตัวบริษัท งบการเงิน

ไม่พูดถึง เพราะบริษัทกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่

ส่วนที่น่าสนใจ ก็คือ กำไร 
รายได้จากน้ำดำ ราวๆ 65% 

ปี 53 (ปี54น้ำท่วม เลยไม่เอาดีกว่า)
รายได้ทั้งหมด 22,176 ล้านบาท 
รายได้จากน้ำ 21,977 ล้าน
แบ่งเป็นรายได้่จากน้ำอัดลม 15,703 ล้าน และรายได้น้ำไม่อัดลม 6,274 ล้าน
กำไร 468 ล้าน
อัตรากำไร 2.11% 

ปีนี้รายได้ครึ่งปี 12,940 ล้าน
รายได้่จาก น้ำท่วม 60 ล้าน 
กำไรเพิ่มจากการลดค่าใช้จ่า่ยๆต่างๆ 
กำไร 859 ล้าน ตัดกำไรพิเศษก็เหลือ 800 ล้าน

คาดเต็มปี สมมุติ เป็ปซี่ยังไม่ไป (เป๊ปซี่ไป 2 พฤจิกายน)
ทั้งปี 25,000 ล้าน 
กำไร 1600 ล้าน 
อัตรากำไร 6.4% 

ข่าว (ไม่ชัวร์) ส่วนแบ่งกำไรกับ เป๊ปซี่โค 20% ถูกลดลง ก่อนจะยกเลิกสัญญา เหลือ 8% 
แสดงว่า รายได้ทาง น้ำดำ ต้องโตทันที 12% ของยอดขาย 
รายได้ 15,703 ล้าน จะได้กำไรที่เพิ่มขึ้น 1,884 ล้าน เกินกำไรที่คาดซะงั้น

เอ้า แล้วมันยังไง สงสัย ข่าวไม่ตรง 555+

คิดเองล่ะกัน เดียวว่า ยุยง ส่งเสริม ให้คนไปติดดอยอีก 
เดียวนี้เขากำลังเพ็งเล็ง เวปแนะนำหุ้นอยู่ 

ปล. อย่าไปปั่น แล้วเอาผมไปอ้างนะ ผมไม่ได้ แนะนำอะไรเลยนะ