Showing posts with label Beauty. Show all posts
Showing posts with label Beauty. Show all posts

Thursday, April 25, 2013

ประชุมผู้ถือหุ้น Beauty 25/4/56

ประชุมผู้ถือหุ้น Beauty 
25/4/56



หลังจากทำงานได้สักพัก ผมก็แอบโดดงานมาก่อน เดียวเหตุผลต้องไปเยี่ยมลูกค้าแถว CDC เลียบทางด่วน ผมก็ออกจากที่ทำงานด้วยความขยันอยากไปหาลูกค้าสุดๆ โบกแท็กซี่ กระโดดขึ้นไป วิ่งตรงไป CDC เลย ตั้งแต่ก่อนเที่ยง รถติดนิดหน่อย แตไม่ใช่ปัญหา ไม่นานนักก็ถึงที่หมาย

ป้ายทางเข้า CDC


ผมก็เดินหลงทางนิดหน่อย ก่อนที่จะไปให้ยามแถวนั้นช่วยพาไป ก็ขึ้นไปที่ประชุม BEAUTY ก็มีคนมาต้อนรับอย่างดี พาให้ไปเซ็นนู้นเซ็นนี้นิดหน่อย แล้วก็เอาของชำร่วยเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าไปกินของว่างเล็กน้อย (แต่ผมกินไม่น้อยอยู่ หิวจัด)

วุ่นวายเล็กน้อย

มีท๊อฟฟี่เค็ก พายบูเบอร์รี่ แซนวิทแฮมชีส น้ำชา กาแฟ 

นำเสนอ

BB

BC

MN

ของชำร่วย + รายงานประจำปี (นึกว่าแม็กกาซีน)

ก็ก่อนเริ่มประชุม ขออธิบายก่อนนะครับ

BB = BEAUTY BUFFET
BC = BEAUTY COTTAGE
MN = MADE IN NATURE

เพื่อความสะดวกของผม อิอิ

วาระที่ 1 รับรองการประชุม 3/2555 

วาระที่ 2 รับทราบผลการดำเนินงาน แผนการ

ผลการดำเนินงานปีก่อน 


( กำไรต่อหุ้น 55 เทียบ 120 ล้านหุ้นโดยประมาณ ปัจจุบันมี 300 หุ้น หรือกำไร 0.58 บาทต่อหุ้น)

แผนการดำเนินงานปี 2556 

กลยุทธ์  เนื่องจาก ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไวมาก
  1. Multi Brand เพราะลูกค้าถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆมากขึ้น จึงต้องมีหลายแบรนด์เอไว้รองรับหลายๆกลุ่ม ให้กว้างขวาง และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในแต่ล่ะกลุ่ม
  2. Multi Product ผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตามความต้องการในการใช้งานของลูกค้าแต่ล่ะคน จะได้ยืดหยุนในเรื่องการผลิตสินค้าที่กระแสมาเร็วทันกับอุตสหกรรมความงาม
    1. ผลิตภัณฑ์ จะมีหลายรูปแบบ (แผนการตลาดแนวราบ)
    2. และจะมีหลายระดับราคา (แผนการตลาดแนวสูงต่ำ) 
      1. เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
  3. Multi Channels หลังจากที่ทำในแววงการนี้มา 10ปี ในช่วงปีที่มี BBกว่า 100 สาขา (ก่อนเข้าตลาดหุ้น) ด้วยความที่เรามี Know How มาก บริษัทมีศักยภาพมากกว่านั้น เลยเพิ่มช่องทางมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งช่องทางสินค้า Consumer ด้วย เพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกระดับ (ปัจจุบันมี BC และ MN ซึ่งในอนาคต จะเพิ่มช่องทางอีกช่องทาง ชื่อ B?)
ปรัชญาในการทำธุรกิจ
  1. Creative คิดต่าง ไม่ซ้ำใคร เป็นผู้นำความแปลกใหม่ ไม่ลอกคนอื่น เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ 
  2. Dynamic เพราะธุรกิจเครื่องสำอางซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องพร้อมเสมอ
  3. Sustainable เราต้องการยืนยัน อยู่ได้นานๆ เราจะโตได้ สุขภาพต้องดีแข็งแรงด้วย
นโยบาย
  1. เน้นสร้างสินค้า High Quality Produce ที่ดี 
  2. Premium Design การออกแบบบรรจุพันที่ดูดี เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
  3. Targeting a Larger เน้นลูกค้ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุด (MID - END)
  4. Affordable Price ราคาที่พอสมควร แข่งขันได้ 
ปัจจุบัน มี
BB เป็นบริษัทที่ทำมาต่อแรก 
BC เน้นแบรนด์มากขึ้น ราคาสูงกว่า เน้นธรรมชาติผสม Design Wind Tad (วินเทล์) 
MN เป็นสินค้ากลุ่ม Consumer ไม่มีร้านค้าเป็นของตัวเอง ขายผ่าน Modern Trade ปัจจุบันมีสินค้า 2 ชนิด ในอนาคตจะเพิ่มขึ้น ลูกค้ากลุ่ม Premise mass
B? รอเพิ่มแบรนด์ เป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด เพื่่อเพิ่มรายได้ กำไร ในกับบริษัท


ปี           ยอดขาย           GP         NP         GPM%      NPM%
2010          504             338         102           67              20
                +22%           +29%      +31%
2011          615             437         134           71              21
                +26%           +25%      +29%
2012          718             549         174           71              22
                +30% เป้าหมาย                
2013          XX             XX          XX      ประมาณ 70    20


IPO ปี 2013 มี Projection การใช้เงิน

           2012      2013(เป้า)       ปัจจุบัน (25/4/56)
BB        148           180                157
BC          31            50                   41 
งบส่วนนี้ 125ล้านบาท

สร้าง Ware House & Training Center พัฒนาเรื่องอื่นๆ 120ล้านบาท



พัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ , E-com , ช่องทางอื่นๆ

ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 400 กว่าคน มีการเทรนพนักงานใหม่ๆ 2สัปดาห์โดยประมาณ ต้องดูแลดีๆ เพื่อให้เขารู้สึกดี จะได้ขายดี

New Product 2013 
ปีนี้ยอดขายโต 30% 

Brade สินค้าเพิ่ม ของแต่ล่ะกลุ่ม
            2555          2556
BB         216             222 
BC            6                89
MN           2                33 

Marketing Plan
ทำตลาดทั้งด้านลงทุนด้วยเงิน และกิจกรรมต่างๆ 
สื่อต่างๆ (เน้นที่แม็กกาซีนมากกว่า)
โฆษณา TV ไม่เยอะ (คิดว่าไม่มีมากกว่า ไม่คุ้ม)
สื่อดิจิตอล youtube facebook bloger 
ขายร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ 
กิจกรรมต่างๆ
CRM 
ใช้สื่อเฉพาะทางกับลูกค้าโดยครง

*จะใช้เงิน่ต่างๆ ให้รอบคอมที่สุด 

โอกาสการขยายตัว
 AEC ปัจจุบันมี 1 สาขา ที่พนมเปน 
อนาคต
พนมเปน จะเพิ่มเป็น 3 สาขา และเพิ่มอีก 1 สาขาในจังหวังอื่น
เวียนจัน 2 สาา
เวียดนามอีก 2 สาขา รออยู่

*จะบอกทั้งหมดในส่วนที่เริ่มมีการทำงานจริงๆแล้วเท่านั้น

Q E-com มีเป้าหมายยังไง ร่วมคนอื่น หรือทำเอง เห็นผลเมื่อไหร่

A E-com เป็น 1 ช่องทางการที่น่าสนใจมาก แล้วก็ต้องทำตามผู้บริโภคไปเรื่อยๆด้วย 
แนวทางพํฒนามี 2 แบบ 1. พัฒนา เวปเอง หรือ 2 ทำร่วมกับผู้อื่น
ปัจจุบันฝ่าย IT ,Market กำลังศึกษากันอยู่ ส่วนช่องทางขายร่วมกับผู้อื่น กำลังเลือกสินค้าอยู่ 
เป็นช่งทางที่พึ่งเข้า ยังบอกเรื่องรายได้ไม่ได้

Q 
  1. ใน OP มีพวกครอสนวดหน้าแล้วให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาด้วย เพราะผู้หญิงที่มีอายุ มีเงิน ชอบมากๆ ไม่ทราบว่า BEAUTY มีไม 
  2. MN ทำจาก ธรรมชาติ เป็นไปได้ไม ถ้าจะใช้ ขมิ้น กาวเครือ มาผสมขายในสินค้า
A เป็นคำถามที่ดีมากครับ
  1.   เรื่องโปรแกรมนวดหน้า Beauty มีโครงการที่จะทำอยู่แล้วใน BC กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำแบบไหน ขาย บริการ หรือให้เป็นสิทธิ์ เมื่อซื้อสินค้า (อยู่ในช่วงศึกษาอยู่)
  2. MN สมุนไพรน่าสนใจ ซึ่งโดยปกติจะแบ่่งเป็น สมุนไพรไทย กับ สนุมไพรต่างประเทศ MN เป็นแบรนด์ที่วางไว้ว่าจะใช้สนุมไพรจากต่างประเทศมากกว่า ส่วนเรื่องสมุนไพรไทย คิดว่าต้องทำแบรนด์ใหม่เลย จะดีกว่า เป็น Ideal ที่ดีมากเลย ส่วนกาวเครือ มีในส่วนผสทของสินค้าของ BB แล้ว 
วาระที่ 3 อนุมัติงบการเงิน

Q ภาษีในปี 2554 กับ 2555 ในงบกำไรขาดทุน กับเงินกระแสเงินสด จ่ายไม่เท่ากัน เพราะอะไร

A งบกระแสเงินสดเป็นภาษีที่ค้างจ่ายในปี 2554 ซึ่งถูกเลื่อนมาจากในปี 2555 แทน

Q งบ Kamart มีรายได้ที่พอกับ Beauty (kamart 680 กับ  beauty 769 ตามลำดับ) แต่ค่าใช้จ่ายในการขาย Beauty เยอะกว่ามาก ( kamart 84 กับ beauty 255)

A เข้าใจว่าเป็นลักษณะธุรกิจ Kamart เป็นเฟสไซส 100% ทำให้ไม่มีค่าเช่า ค่าหน้าร้าน ค่าพนง 
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ล่ะบริษัทด้วย โดยทาง Beauty เลือกโตแบบยั่งยืนมากก่ว่า 

Q เดินผ่านร้าน BB บางที่ มีพนักงานมากเกินไปไหม

A พนักงานมากกว่าลูกค้า ต้องเข้าใจว่า แต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน บางช่วงว่าง บางช่วงคนเยอะ เราต้องการบริษัทลูกค้าให้พอ อย่างวันเสาร์ อาทิตย์ พนักงานส่วนใหญ่ไม่พอ ยิ่งบิวตี้ มีการแต่งหน้าด้วย 
*สาขา CPN ปิ่นเกล้า กำไรดีมาก

Q มีปัญหาเรื่องค่าเช่าที่แพงไหม ในบางห้าง อาจทำให้ไม่กำไรในทุกเดือน

A เรามีการตัดสินใจก่อนแล้ว 
จุดไหนค่าเช่า เท่าไหร่  พื้นที่แค่ไหน หน้าร้านกว่างไม เราคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมด ตั้งแต่แบบ แย่ ปานกลาง และ ดี ยิ่งเปิดเยอะ เรายิ่งมีร้านเยอะ เราก็มีข้อมูลเยอะ คาดการณ์ได้ 
*บางที่ค่าเช่าอาจจะแพงมากๆ แต่ก็ต้องยอมจ่าย เพราะเป็นเรื่องของแบรนด์ด้วย

Q ค่าใช้จ่ายขึ้นมา ค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา 

A สาขาเพิ่ม ค่าเช่าเพิ่ม เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ดึงคนเก่งๆเข้ามาช่วยบริษัทด้วย ปรับค่าแรงก็ด้วย แต่บริษัทก็รักษาการโตที่รักษาระดับ GPM NPM ไว้เสมอ
เรามองดูตัวเลขที่ดีด้วย ไม่ได้ทำธุรกิจอย่างเดียว

วาระที่ 4 ปันผล
วาระที่ 5 กรรมการ
วาระที่ 6 ผลตอบแทน โบนัส
วาระที่ 7 ผู้สอบบัญชี
วาระที่ 8 อื่นๆ

Q เสนอแนะ ในงบการเงินมีเงินสดกว่า 200ล้านบาท แต่ในนั้นมีหนี้สินอยู่ 5 ล้านบาท และมีดอกเบี๊ยจ่่ายอยู่ 4แสนกว่า น่าจะเอาเงินสดไปชำระหนี้ให้หมดก่อนได้ 

A น่าจะเป็นหนี้จาก สาขา MBK  เพราะเป็นที่เซ็งต่อสัญญาระยะยาว ต้องระวัง เดียวคนอื่นเอาที่ไป

Q ปลายปีนี้จะมีสินค้าเข้า Modern Trade อาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เพราะต้องมี Credit term ด้วย จะไหวไม

A การเข้า Modern Trade จะต่างจากปกติ แต่จะมีผลยังไง ทางบริษัทได้ศึกษาและค่อยๆเข้าไป ส่วนเรื่องผลกระทบไม่น่าจะรุนแรง เพราะว่าสัดส่วนรายได้หลัก ก็มาจาก BB BC เหมือนเดิม

คำถามจากสมาคม
Q อยากรู้จุดแข็ง จุดเด่น  และการวางแผนในอนาคต

A หลังจากเข้า set  beauty เองก็เป็นธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำรองเพียวๆ ซึ่งคู่แข็งก็มี แต่เราจะโฟกัสในสิ่งที่ทำอยู่ ไม่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ทำในสิ่งที่ถนัด เครื่องสำอางเองก็เป็นธุรกิจที่มี NPM สูง 
ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่จำเป็นมากสำหรับผู้หญิง ทุกวันนี้คนคำนึงถึงหน้าตามาก 
"บางคนไม่กินข้าวไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่แต่งหน้า อยู่ไม่ได้เลย"

เป็นธุรกิจที่กระแสเงินสดดีมาก มีโอกาสขยายตัวกว้างขวาง ลงทุนต่ำ กระจายสาขากระจายความเสียง ถึงมือผู้บริโภคมากมาย 

ในบางช่วงมีวิกฤตบาง การเมือง น้ำท่วม บางสาขาก็มีปัญหา แต่โดยรวมแล้ว ไม่มีผลกระเทือนเลย 

ที่จริงมีอีกเยอะ แต่พอแค่นี้ก่อน (ผบ บอกเองนะ) 

แผนงาน
หลังจากเข้าตลาด ก็มีหลายฝ่ายมาขึ้น มี QC ตรวจสอบมากขึ้น รวมถึงผู้ถือหุ้นด้วย 
เราต้องรับผิดชอบในเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น มีการตั้งเป้าหมาย มีต้นทุนต่างๆชัดเจน มีมาตรฐานมากขึ้น....
(จดไม่ทัน) 

ทั้งตอนนี้ และอนาคต จะดีขึ้นเรื่อยๆ

Q
  1. รูปแบบ B? เป็นยังไง ได้ยินว่าจะเอาสินค้าคนอื่นมาขายด้วย 
  2. สินค้าที่วุฒิศักร์ คลินิก ไม่ทราบว่าเราเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่า
  3. ค่าเงินบาทแข็ง เราได้อะไรไม
A
  1. B? เป็นโครงการใหม่ ที่จะนำสินค้าคนอื่นเข้ามาด้วย อยากบอกแต่เป็นความลับทาธุรกิจถ้าบริษัทคิดอะไรขึ้นมาก ขอให้เชื่อว่าเราทำได้ เราหาช่องว่างคู่แข็ง ปัจจุบัน 50% แล้ว มีทีมงาน บุคลากร ครบแล้ว รอเปิด ขอให้อดใจรอกันนิดนุง
  2. ไม่ใช่วุฒิศักร์คลินิก เป็นวุฒิศักร์ฟาร์มาซีน คนละอย่างกัน ไม่เกี่ยวกัน เป็นการขายสินค้าของ MN แล้วก็ไม่มากนัก ส่วนที่ต่างประเทศ คนที่เป็น Partner เป็นคนเดียวกัน เลยเปิดใกล้กัน 
  3. ในบางรายการ เรานำเข้า แตไม่มีผล ส่วนใหญ่จ่ายเป็นเงินบาท
Q  MN ยังไม่เห็นเลย

A ในโลตัส top ตอบรับแล้ว รอเรื่องขั้นตอนเอกสาร ไม่นานจะได้เห็น

Q อยู่ภาคเหนือ สำรวจมาหลายร้าน มีปัญหาเรื่องสินค้าขาด และขาดเป็นเวลานานด้วย เป็นเดือนๆ แถมลายสาขาด้วย พนักงานก็บอกไม่มี เป็นปัญหาด้านโลจิติกหรือเปล่า หรือปัยหาด้าน ware house ไม่พอหรือเปล่า

Aสินค้าขาดจริงๆ 
ปัจจุบันน้อยลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีบาง ในธุรกิจค้าปลีก มีปัญหาเรื่องสินค้าขาดเยอะ ไม่ว่าจะเป็นคนซื้อเยอะ ในช่วงเวลาใดเวลานึง (เช่น ทุกสัปดาห์ ขายได้ 5 ชิ้น จู่ๆสัปดาห์นี้ มีขาย 10 ชิ้นเลยหมดเลย) หรือ บางทีขายสินค้าใหม่ แต่ขายดีเกินคาด ทำให้ขาดตลาดช่วงคราว

อย่างปีก่อน สินค้าขาดเยอะเพราะว่าแพ็คเก็จจิ้น บรรจุพันไม่พอ เพราะเรื่องน้ำท่วมในปีก่อน โรงงานที่ทำบรรจุพันโดนน้ำท่วม ทำให้ผลิตไม่ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้บรรจุพันเฉพาะโรงงาน 

การขาดสินค้า อันตรายมาก เพราะอาจทำให้ลูกค้าไม่กลับมาซื้ออีก เสียโอกาสในการขายด้วย 

ทางเรารู้หมดเลยว่าสินค้าขาด จนต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าขาดอย่างเร่งด่วนด้วย ตอนนี้ดีขึ้นเยอะมากแล้ว เราติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิดเลย

ในอนาคตคงดีขึ้น แต่โดยปกติแล้ว การลงสินค้า จะลงเป็นอาทิตย์ๆ ถ้าสัปดาหไหนขายดี ก็ต้องเพิ่มสินค้าที่ลงร้านให้มากขึ้นอีก

ส่วนด้านโลติดจิกไม่มีปัญหาเลย เรื่องช้าเรื่องจัดเก็บ ไม่มีปัญหา แล้วมีการเตรียมพื้นที่เก็บเพิ่มแล้ว

Q
  1. ที่ผ่านมา Shop ใช้เวลา 8 เดือนคืนทุน ตอนนี้ยังเหมือนเดิมไม
  2. พนักงานขายมีวิธียังไงบ้างในการวัดผล เพราะก็มีทั้งดี ไม่ดี
A
  1. ค่าเฉลี่ย Shop ใช้เวลา 8-12 เดือนในการคืนทุน อนาคตก็ขึ้นอยู่กับทำเล เรามีการวัดผลเสมอ และพยายามควบคุมเสมอ
  2. การบริการ เราเปิด200 สาขา บริษัทก็พยายามควบคุม operation มีการดูเสมอ มีหลายฝ่ายไปเยี่ยมสา แบบสุ่ม มีบัญชีไปรวจสินค้าด้วย
เรื่องตรวจสินค้า ถ้ามีสินค้าหายไม่เกิน จะให้โบนัสพนักงานแทน (เมื่อก่อนหักเงิน แล้วพนักงานไม่พอใจกัน) 

เรื่องพนักงานที่ีปัญหาก็ไม่แก้ตัว แต่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าอยู่สาขาไหน แต่ขอนอกรอบ
เราพยายามในการดูแลอยู่เสมอ มีการ check list ต่างๆ การจัดการร้านค้า ต้อนรับลูกค้าต่างๆ และดูกลอ้งวงจรปิดประกอบด้วย 
ผมเชื่อว่า Beauty มีการอบรมที่ดี แต่ก็อาจจะมีบ้างที่หลุดไป เราพยายามมุ่งเน้นด้านนี้ด้วย

Q ต่างประเทศ มี partner อยากให้ระวัง เรื่องเคส pizza กับ น้ำดำ บางทีธุรกิจไปด้วยกันดีๆ ก็แตกคอ ทำให้เราเสียหายได้
 
A นโยบายมี 2 แบบ คือขยายเอง ทำเอง จะค่อนข้างลำบาก และไม่คุ้ยเคย
 อีกแบบคือ partner เราเลือกข้อนี้ แต่ล่ะทางมีข้อดีข้อเสีย เราก็เลือกทำไป เรียนรู้ไป ศึกษาไป มีสัญญาต่างๆกันมีปัญหาด้วย
ในอนาคตจะมีทำเองไม บอกยาก แต่เราเลือกทางที่ดี มีการติดตาม จะดีกว่า

Q สินค้าแตก จากการรับทางพัสดุ
พนักงานที่มีปัญหา ต่อว่าลูกค้า คิดว่าจะแก้ไข ระวังยังไง

A เรื่อสินค้าเป็นปัญหา ด้านการส่งมากกว่า เราก็เพิ่มช่องทาง boxset ช่องทางใหม่เหมือนกัน ในส่วนนี้เราให้ partner ทำ 
เรื่องพนักงานต่อว่า เราต้องบอกว่าในธุรกิจ ลูกค้าถูกเสมอ เราพยายามเสมอที่จะอบรมเรื่องนี้ แต่พนักงานมาก ก็มีหลุดกันบ้าง

จบการประชุม 

นอกเรื่อง 
Q บางที่ขายส่ง ลดราคา 70% เลย จะทำให้มีปัญหาไม

A บางทีลูกค้าเขาซื้อไปขายเอง อย่างเกาหลี จีน หรือบางจังหวัดที่สมัยก่อนไม่มีร้านไปเปิด เราเองก็ยอมเพราะเหมือนเป็นการทำตลาดไปด้วย ถ้าเขาเหมาไปแล้วขายดี เราก็กล้ามากขึ้นที่จะไปเปิด

Q เรื่องการเปิดเป็นร้านเล็กๆ ในบางที่ หรือสนามบิน

A การเปิดร้านเล็กๆ ถ้าเล็กมากไป ไม่แสดงถึงความเป็นแบนรด์ เราก็ไม่เอา ส่วนสนามบิน ค่าเช่าที่แพงเกินไป 





















Monday, March 4, 2013

แอบดู BEAUTY

===============================================================
edit 29/7/56 

beauty maket เปิดเพิ่มสาขาที่ 1
















===============================================================
===============================================================
===============================================================



บรรทึกช่วยจำ BEAUTY
http://www.beautycommunity.co.th/


เวปสินค้า
http://www.beautybuffetshop.com

http://beautycottageshop.com

http://www.made-in-nature.com/


ชอบตัวนี้ แต่ดันไม่ค่อยว่าง เลยไม่ได้เขียน (ที่จริงก็ยังไม่ว่างดีนะ แต่อยากเขียน)
BEAUTY : บริษัท บิวตี้ คอมมูนิตี้ จำกัด (มหาชน)

ที่ผมสนใจนะครับ

  • อย่างที่รู้กัน สำหรับคนที่ทำ five force หุ้นค้าปลีกเป็นอะไรที่สุดยอดแล้ว 
  • ธุรกิจที่ทำแล้ว ยังไงก็ตายยาก ถ้าไม่ทำแย่จริงๆ คือธุรกิจที่เกี่ยวกับอาหาร และธุรกิจความงาม 
  • เวลาที่เศรษฐกิจแย่ ธุรกิจความงาม ยังอยู่ได้ เพราะ ผู้หญิงอย่าหยุดสวย
  • กำไรขั้นต้นสูงมาก อัตรากำไรก็ดี (แต่ก็เป็นข้อเสียที่ อัตรากำไรดีด้วย)
  • ตัวธุรกิจยัง "เล็ก" อยู่ ทำให้มีโอกาสขยายตัวได้อีกเยอะ (อย่างน้อยๆ ก็ 20% ติดกัน 5 ปี)
  • เมื่อเทียบกับ Oriental Princess และ ร้านอื่นๆ ยังสามารถเติบโตได้อีก
  • สินค้าทั้งหมดในร้าน เป็นของเครือ Beauty (แต่เป็นชื่อบริษัทย่อยในเครืออีกที) 
  • ไม่มีแฟรนไซส์ (ที่ชอบเพราะการมีแฟรนไซส์ ทำให้ควบคุมลำบาก เท่าที่เห็น มีแค่้ 7-11 ที่ดูดีจริงๆ ส่วนแฟรนไซส์ ของกลุ่มนี้ สุดท้ายมักลงเอยไม่สวย เช่นขายตัดราคา แอบเอาของปลอมมาวางในร้าน ที่แย่ที่สุดก็ เอาสินค้าเดิมมาผสมอะไรเพิ่ม เพื่อทำให้เยอะขึ้น แต่คุณภาพแย่ลง)
  • มีแผนการลงทุนต่างประเทศ 
  • เคยไปฟัง ผบ วิสัยทัศน์ "ดี" (ความเห็นส่วนตัว เดียวเขียนทีหลัง)

แต่ก็มีความเสี่ยง ด้วย

  • เนื่องจากธุรกิจกลุ่มนี้ ถ้าไม่มีการโปรโมต โปรโมชั่น กระตุ้นตลาด สำรวจตลาด มีอะไรใหม่ๆตลอดเวลา
  • คู่แข่งเยอะ ใครก็เข้ามาแข่งในตลาดนี้ได้ แต่การที่จะทำให้อยู่นานๆ ยาก และการที่จะขยายธุรกิจ มันก็ยิ่งยากเข้า่ไปใหญ่ (เป็น five force มากกว่า)
  • การที่มีคนไม่ชอบ หรือไม่ถูกใจ แค่คนเดียว อาจเป็นหายนะเลย เพราะคนคนเดียว แต่เขียนบนอินเตอร์เน็ต ผลกระทบมันจะแรงมาก
  • ธุรกิจกลุ่มนี้ เราเข้าใจลำบาก ถึงจะพยายามลองเอาครีมทาหน้าดู แต่ก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ และปัญหาอีกอย่าง แฟนผมไม่แต่งหน้า (ขนาดซื้อให้ฟรียังไม่เอา บอกเอาเงินไปซื้อหุ้นดีกว่า) 

===============================

มาดูหุ้นในแบบของผมล่ะักัน

ประเภทหุ้น

หุ้นโตเร็ว (Fast growers) บริษัทขนาดเล็กขนาดกลางที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี เป็นหุ้นที่เหมาะจะถือในระยะยาว

ก็แน่นอนล่ะ ธุรกิจมันไม่ใหญ่มาก ปี55 มีประัมาณ BB 146 + BC 31 สาขา ปี56 เป้าหมาย BB 180 + BC 50 สาขา รวมเพิ่มประมาณ 53สาขา โดยรวมแล้ว ถ้ายังสามารถเปิดได้ อีกปีล่ะ 50 สาขา ไปสัก 4-5 ปีได้ มันก็ยังไม่น่าเกลียด 

ส่วนนี้ยังไม่รวม การขาย MN ในห้างค้าปลีก (เป้าหมายรายได้ประมาณ 10%) การเปิดในต่างประเทศ แล้วการเปิดร้านใหม่ใหญ่กว่าเดิมนะครับ

ปล. 
BB  beautybuffet
ฺBC  beautycottage
MN made-in-nature

เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

พวกสินค้ากลุ่มนี้ ใช้แล้วหมดไปอยู่แล้ว เป็นกึ่งๆของสิ้นเปลือง แต่ขาดไม่ได้สำหรับผู้หญิงเกือบทุกคน และผู้ชายบางคน
แต่ก็ไม่ได้หมดไปทั้งทีนะ เพราะก็ใช้เวลาอยู่ ในการที่จะหมดไปเป็นรอบๆของมัน ที่ผมใช้อยู่ สบู่นมวัวหอมๆ ก็คาดว่าประมาณ 1ไตรมาส ก็หมดพอดี ส่วนนี้คิดว่าคงกลับไปซื้อใหม่ แต่อยากลองนมแพะดูบ้าง 

2 สินค้าทดแทน

ค่อนข้างเยอะ ไม่สิ เยอะมากๆ เรื่องนี้ถึงเป็นปัญหาหลักของสินค้าำกลุ่มนี้เลย การที่มีโปรโมชั่น โปรโมท ตลอดเวลา รวมถึงการสร้างแบรน ที่ทำให้ดูดี ตั้งแต่เข้าร้านมาดูสินค้า จนออกจากร้านไป

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

สำหรับกลุ่มนี้ ผมเคยไปคุยกับคนที่อยูี่ในวงการนี้ (เป็นคู่แข่ง) เขาบอกว่า เขาทำแบรนเยอะมาก เพราะขอให้แบรนดังสักแบรนนึง จาก 100 แบรนที่ทำมา ก็รวยได้ นอกจากนั้น การทำแบรนเดียวกันหมดเลย ทำให้สินค้าดูเกรตต่ำลงด้วย 

สำหรับบิวตี้ มันพึ่งเริ่มต้นมาไม่นาน การหาลูกค้าใหม่ ให้ลูกค้าเก่าเข้า่มาซื้อซ้ำมันเป็นเรื่องที่ต้องมานั่งลุ้นกลับบริษัท ลองไปฟัง Oppday ดู 13มีนา ครับ 

4 อำนาจในการต่อรองจากซัพพลายเออร์

ถึงบิวตี้ เป็นคนทำสินค้าเองทั้งหมด เพื่อมาขายเองทั้งหมด แต่บิวตี้เองก็ไม่ได้ทำเองจริงๆ บิวตี้ไปจ้างโรงงานทำ โดยให้เซ็นรับด้วยว่า ห้ามขายสูตร และโรงงานที่บิวตี้ติดต่อให้ทำ ก็เป็นโรงงานมาตรฐานสูงของต่างประเทศโดยตรง หรือไม่ก็ทำสินค้าให้กับแบรนดังๆ นอกจากนั้น ยังมีโรงงานที่บิวตี้ฝากให้ืืืทำให้หลายโรงงานอยู่ ทำให้เราควบคุมต้นทุนได้ดีั ทำให่้สบายใจได้

5 อำนาจการต่อรองจากลูกค้า

ลูกค้าเป็นรายย่อย อำนาจต่อรองต่ำอยู่แล้ว แต่ไม่เด็ดขาด เพราะมีหลายเจ้าหลายแบรนมาก 

6 การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

ดุเดือดแท้เหลาครับ คงไม่ต้องพูดเลย 

7 การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่

มีทุกวันเลยก็ว่าได้ ทั้งแบรน์ใหม่ ของเลียนแบบ ของก๊อป 
การที่คนใหม่จะเข้ามาทำธุรกิจ ไม่ยาก ง่ายครับ แต่การที่จะอยู่ให้นานๆ และการที่จะขยายกิจการ มันไม่ใช่หรือง่ายๆเลย คล้ายธุรกิจอาหาร ที่เข้าง่าย ออกง่าย 

คนส่วนใหญ่คิดว่า ต้องราคาถูก สินค้าต้องดี หรืออาหารต้องอร่้อย แต่ที่จริง มันคือ ระบบ ต้องดี 

8 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

ที่จริงก็มี ขวดพลาสติก กับสารเคมีบางอย่าง แต่เนื่องจากต้นทุนต่ำมาก ทำให้มีผลกระทบน้อย 
สำหรับส่วนนี้่ผมเลยตัดทิ้งไป

9 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

โดยรวม ตลาดความงาม ไม่เคยหยุดโต เพราะเด็กเริ่มใช้เครื่องสำอางเร็วขึ้น รวมไปถึงผู้ชายที่เริ่มแต่งหน้าทาปากมากขึ้น

และตลาดรวมใหญ่มาก ใหญ่จนกระทั้งมีพื้นที่อีกเยอะ ให้ขยายตัว


==========================งบการเงิน====================================
ส่วนของงบการเงิน ดูค่อนข้างง่ายมากครับ ลองไปดู 

รายได้ส่วนใหญ่ ก็มาจากการขายสินค้า 

ต้นทุนสินค้า ราวๆ 29%
ต้นทุนการขาย ราวๆ 30%
ต้นทุนบริหาร 11%

กำไร ราวๆ 30%
ภาษี ราวๆ 6% (ภาษี 20% ปี 56) << กำไรมัน 30% ของรายได้ ภาษีมัน 20% ของกำไร ดังนั้นคิดได้ 6%

คาดการณ์ได้ง่ายมาก 
งบกระแสเงินสดก็เหลือเฟือ ไม่มีปัญหา 

====================================================================

เรื่องของผู้บริหาร 

*อาจจะจำผิดบ้าง ขออภัย

ได้มีโอกาสไปฟัง ผบ พูดมา ประวัติว่า เริ่มมาได้อย่างไร แล้วต่อยอดมาเรื่อยๆ ได้รู้จักคนเรื่อยๆ จนกระทั้งที่เขาเอาเข้าตลาด เขาอยากให้มีคนช่วยบริหาร และอยากให้ลูกหลาน มีหุ้นอยู่ได้ตลอดไป (ถ้าจำไม่ผิดนะ) 

ตั้งแต่เอาหุ้นเข้าตลาดมา ยังไม่เคยขายเลย (ที่บอก เดียวรอดูก่อน) ค่อนข้างห่วงหุ้นที่ถืออยู่เหมือนกัน ส่วนเรื่องสินค้า มีการเปลี่ยนรูปแบบทุกๆ 2-3ปี โดยจะวนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทีล่ะอย่าง ส่วนที่เปลี่ยนอาจเป็นรูปแบบผลิตภัณฑ์ หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เลย เพื่อเพิ่มราคาได้โดยลูกค้าไม่ทันรู้ตัว (เดียวเพิ่มนู้น เดียวเพิ่มนี่)

ส่วนเรื่องการขยาย จะขยายทั้งเรื่องร้าน เรื่องสาขา เรื่องสินค้า ทุกทาง เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งและกินลูกค้าทุกระดับ ด้วยร้านหลายรูปแบบ

ส่วนการออกไปขายในต่างจังหวัด ค่อนข้างดีกว่าที่คาดมาก เพราะคู่แข่งน้อย (คู่แข่งกลัวขายไม่ได้) และทำให้แบรน BB ถูกอัพเป็นระดับ กลาง-บน แทน (ในกทม เป็นระดับ กลาง-ล่าง) นอกจากนั้น ค่าเช่าที่ ถูกมากๆ บางที่เดือนล่ะ หมื่นกว่าบาท ขายไม่กี่วันก็ได้แล้ว

ทุกสาขา ไม่เคยขาดทุน แถมเกินยอดที่ตั้งไว้ทุกเดือน พนักงานมีความสุขดี ไม่ต้องกดดันมาก

ส่วนเรื่องเฟรนไซส์ ไม่คิดจะทำ เพราะปัญหาเยอะ ซึ่งผมเห็นด้วยนะ เพราะควบคุมคุณภาพยาก (มี VI และคนรู้จัก ขอไปทำเยอะ)

เรื่องไปต่างประเทศ ก็เริ่มไปคุย วางแผนแล้วด้วย เพราะต่างประเืทศ มีกำลังซื้อแฝงเยอะ ที่มีอยู่ร้านนึง ที่ต่างประเทศ ก็ยอดขายดี ไม่มีปัญหา

เรื่องค่าแรง 300 ก็เพิ่มไปหมดแล้ว ทั่วประเทศเลย นอกจากนั้น พนักงาน ก็ไม่มีการเข้าออกมาด้วย

ที่จำได้นะครับ

==========================================

ลองเวลูเอชั่น ขำๆดู

รายได้จากการขาย
ตั้งสมมุติเล่นๆ เปิดสาขาได้ปีล่ะ 50 สาขา ทุกปี
สาขาเก่า SSSG โตเติบ ปีล่ะ 9%
สาขาใหม่ทำรายได้ 80% ของสาขาเก่าๆ

ต้นทุนการขาย 29% (แนวโน้มอนาคต น่าจะลดลงมากกว่า)

ดอกเบี๊ยรับ น่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะบริษัทรับเงินสดเยอะ แต่ปัญหาคือ คาดการณ์ไม่ได้ แต่นิดเดียว ช่างมัน
รายได้อื่นๆ ให้ 10% ทุกปีล่ะกัน เอาฮาๆ

รายจ่าย
ค่าพนักงาน เพิ่มประมาณตามสาขาที่เพิ่มขึ้น และมีส่วนที่เพิ่มจากปี 55 ด้วย (เห็นว่ามีการจ้างมืออาชีพเยอะ)
ค่าเช่าที่ บริการ เพิ่มตามจำนวนสาขา และที่เดิมเพิ่มปีล่ะ 5%
ค่าโฆษณา เพิ่มตามสาขา
ค่าอื่นๆ เพิ่ม 20%ต่อปี
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เพิ่ม 13% ต่อปี

ภาษี 20%

ขำๆนะครับ ยังไงก็ลองดูเป็นตัวอย่างนะครับ 

Tuesday, November 27, 2012

บรรทึกช่วยจำ Kamart Beauty


เรื่อง kamart Beauty ในมุมมองของมาร์นะ

อาจมีผิดพลาดได้อยู่ เพราะยังไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียดเชิงลึก
 อย่าเชื่อมาก ลองคิดดูด้วยเหตุผลนะครับ


ก็เรื่องของความแตกต่างของ Kamart Beauty คือ
Kamart จะเป็นผู้นำเข้าสินค้าความงามจากเกาหลีเป็นหลัก โดยบริษัทแค่เป็นตัวแทนนำเข้ามาเท่านั้น
Beauty จะเป็นผู้ผลิตสินค้าในแบรนด์ของตัวเองแล้วมาขายเองเลย คนไทย แต่เรื่องสินค้านอกมาขายด้วยหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่ไม่น่าจะเอามาขายในร้านนะ

ข้อดี ข้อเสีย Kamart

ธุรกิจอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับความงาม เป็นตัวฉุดกำไรบ้าง ทำให้งบไม่สวยบ้าง ผมก็ไม่แน่ใจ ว่ามันต้องทำ หรือยังไง

สามารถเปลี่ยนสินค้าได้เร็ว ถ้ามีสินค้ามาใหม่ ก็สั่งซื้อมาได้เลย ไม่ต้องลงทุึนเยอะนอกจากคลังสินค้าเป็นหลัก อันไหนขายดี ก็เอามาขายต่อ อันนี้ขายไม่ดี ก็หยุดขาย ต้นทุนส่วนนี้เลยต่ำ


เนื่องจากการซื้อมาขายไป ทำให้กำไรมีสิทธิ์หายระหว่างทางเยอะ นอกจากนั้น เหมือนตอนนี้ kamart เน้นขายส่งด้วย ทำให้่อัตรากำไรจะต่ำลง
นอกจากนั้นสินค้า kamart ที่มาจากเกาหลี ก็มีรายย่อยคนอื่นไปซื้อได้ด้วยเหมือนกัน เอามาขาย ได้กำไรมากกว่าด้วยซ้ำ แถมมากดราคาแข่งกันอีก


ไม่ต้องลงทุนเปิดสาขาเอง ทำให้ประหยัดต้นทุนในส่วนนี้ได้มาก และขยายได้เร็วกว่าที่จะต้องลงทุนเปิดร้านเอง
การที่ไม่เปิดสาขาเอง พยายามทำเหมือน 7-11 โดยการขายแฟรนไซล์นั้น จะมีปัญหาในแง่ของร้านรายย่อยที่ไม่เป็นระบบ ระเบียบ อย่างเอาสินค้าวางมั่ว เอาสินค้าปลอมหรือของเจ้าอื่นมาขายในร้าน หรือการขายราคาไม่เท่ากันก็มี

kamart เน้นสินค้าเกาหลี ถ้าวันดีคืนดี สินค้าเวียดนามดังขึ้นมาแทน ก็แย่เหมือนกัน แต่ส่วนตัวเชื่อว่าไม่น่ากลัว เพราะ เป็นเพียงบริษัทนำเข้า แค่ไปนำเข้าขอเวียดนาม ก็ได้แล้ว
กรณีแฟชั่นเปลี่ยน คนทั้งไปก็จะคิดว่าร้าน kamart ต้องเกาหลี จะมาเป็นเวียดนามก็ไม่ดี นอกจากเปิดใหม่ ซึ่งรายย่อยที่เปิดร้าน เฟชน์ไซล์ ก็ไม่พอใจแน่

คนรู้จักผมหลายคน เลิกใช้ kamart แล้ว ด้วยเหตุผลเดียวกัน คือสินค้าคุณภาพแย่ลง อย่างครีมตัวขาว เมื่อทีเดียวเห็นผล เดียวนี้ หลายรอบกว่าจะเห็น แย่เลย

ข้อดี ข้อเสียของ Beauty
การสร้างสินค้าเอง แบรนด์เอง ทำให้ควบคุมคุณภาพได้ดี และัทำกำไรได้ดีกว่ามากด้วย แต่ข้อเสียคือ ต้นทุนจมสูง และการผลิตแต่ล่ะครั้งก็ต้องผลิตให้พอดีขาย (แต่ปกติพวกนี้กำไรมหาศา่ลอยู่แล้วนะ)

การเปิดสาขาเอง ทำให้การควบคุมคุณภาพ ดีกว่าแต่ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่แพงพอสมควรเลย

เท่าที่รู้มา Beauty ทำเครื่องสำอางตั้งแต่ชั้นบนลงล่างเลย ทำให้ไม่มีลูกค้าเฉพาะทางโดยตรง (น่าจะเน้น คนชั้นบนเลย ไม่ก็ คนชั้นล่างเลย) บางครั้งทำให้ คนที่เข้ามาไม่แน่ใจในยี่ห้อด้วยซ้ำ
*เรื่องของการวางขายสินค้า ก็เหมือนพวกแฟชั่น ถ้ายี่ห้อเดียวกัน ร้านเดียวกัน วางของแพง กับของถูกรวมกัน จะทำให้ยี่ห้อเน่าเลย ดูอย่าง หลุย กุดซี่ มีแต่แพงๆ แต่คนก็ยังใช้กัน เพราะมันแพง แต่ถ้าเอาพวกนี้ไปวางร้านข้างทางที่มีกระเป๋า 150 อยู่ คนคงไม่กล้าซื้อกัน

*ส่วนเรื่อง ผบห kamart ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ แต่รุ่นลูกน่าสนใจดี beauty ผมยังไม่มีข้อมูล