Friday, April 20, 2012

บรรทึกช่วยจำ MCS

MCS

บริษัทที่รับจ้างผลิตเหล็ก โดยจะรับงานจาก ญี่ปุ่น เท่านั้น เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแผ่นดินไหว บ่อยมาก ทำให้ต้องมีโครงสร้างอาคาร สิ่งก่อสร้าง ที่มีคุณภาพสูงรองรับแรงสั่นแรงกระแทกได้ และมีมาตรฐานในเกณฑ์ที่กำหนดไว้


เป็นหนึ่งในหุ้นที่ผมพลาด

สาเหตุที่พลาด
น่าจะเป็น บริษัทเดียวในกลุ่มเหล็กที่ ROA ROE สูงมากๆ อัตรากำไรสุทธิ ที่สูงมาก ทำให้ผมเกิดความเข้าใจผิด ว่าบริษัทนี้ทำได้จริง 
ในช่วงนั้น ผมใช้วิธีหาหุ้นจากการดู PEที่ต่ำ ROEมากกว่า 15% ของหุ้นทั้งตลาด ตัดหุ้นที่ได้กำไรพิเศษออกไป เพื่อลดความเสี่ยง ผลที่ได้รับคือ จะได้หุ้นราคาที่ไม่แพง จาก PE และจะได้หุ้นที่สามารถทำให้ผลตอบแทนของผมในระยะยาวได้สูงเกิน 15% ด้วย ในระยะยาว

ความจริงแล้ว
เกิดจากผลกระทบช่วง เกิดวิกฤษ แฮมเบอร์เกอร์ ช่วงที่ราคาน้ำมัน ตกจากฟ้า 140 ลงมา 40 นี่ล่ะ ที่ทำให้ ราคาเหล็ก และค่าขนส่ง ลงไปมาก และบริษัท MCS ก็ได้ซื้อเหล็กในช่วงนั้นเยอะ ทำให้ต้นทุนต่ำสุดๆ ผลคือ เมื่อราคาเหล็กขึ้น MCS  จึงได้กำไรจากการค้าเหล็กทั้งที 

สำหรับบริษัทนี้ ผมก็ยัง ชอบเหมือนเดิมนะครับ ROE เกิน 20 ได้เกือบทุกปี (เชื่อว่าเป็นROE ที่เกิดขึ้นจริงๆของบริษัท ไม่ใช่การเก็งกำไรของสินค้าโภคภัณฑ์) หาไม่ได้ง่ายๆ นอกจากนั้น ปันผลที่เยอะ ผบ ที่ตรงไปตรงมา (ลองไปอ่านในบทความเก่าๆได้นะครับ) ทำให้ผมยังมองอยู่ และสนใจ แต่คงต้องเป็นราคาที่ถูกกว่านี้ก่อน

รายละเอียดอื่นๆ

ตัวช่วยเลือกหุ้น


เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

ตัวนี้ สินค้าใช้แล้วไม่หมดไป ไม่ก็ต้องรอให้อาคารถล่มก่อน เพราะสินค้าที่ทำเป็น เหล็กที่ใช้ในการก่อสร้างอาคาร สิ่งก่อสร้างต่างๆ อีกทีนึง 

2 สินค้าที่อาจมีการทดแทนได้ง่าย

เป็นสินค้าที่มองผ่านๆ จะโดนทดแทนได้ง่าย เพราะว่า เหล็ก ที่ไหนก็เหมือนกัน แต่ที่ทำให้แตกต่าง คือฝีมือแรงงานและการได้รับการยอมรับจากญี่ปุ่นด้วย โดยเป็นบริษัทในต่างประเทศ บริษัทเดียวที่ได้รับการยอมรับจากญี่ปุ่น 

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

ไม่มีแบรนเลย เนื่องจากเหล็ก ก็คือเหล็ก และก็มีเจ้าอื่นที่ทำได้ในญี่ปุ่น เหมือนกัน ดังนั้นสิ่งที่พอจะทำให้สู้ได้ ก็มีแค่เรื่องราคา กับความสัมพันธ์ เท่านั้น
4 คู่ค้า

เนื่องจากงานของ MCS เป็นงานที่รับจ้างผลิต ส่วนของคู่ค้า ส่วนใหญ๋มีเพียงรับซื้อเหล็กมาเท่านั้น ก็จะเป็นพวกเหมืองแร้เหล็กซะส่วนใหญ่ และพวกนี้แทบไม่มีสิทธิ์ ขายของในราคาสูงหรือแพงกว่าเจ้าอื่นได้เลย ดังนั้นเรื่องราคาจะเป็นเรื่องของเวลาที่ซื้อมากกว่า
ลูกค้า


ลูกค้าโดยตรงเป็นพวกรับก่อสร้างเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นข้อเสียอย่างนึงของบริษัท คือ มีลูกค้าในส่วนนี้น้อยราย ถ้าจำไม่ผิด 5 รายมั้งนะ ซึ่งค่อนข้างอันตรายอยู่ แถมลูกค้าทั้งหมดอยู่ในญี่ปุ่น ทำให้ค่อนข้างเสียงอยู่เหมือนกัน 

ส่วนลูกค้าทางอ้อม แต่มีผลกระทบที่ใหญ่กว่า คงเป็นกลุ่มอสังหาในญี่ปุ่นนี่ล่ะ เพราะนอกจากเลือก บริษัทรับก่อสร้าง ยัง เลือกบริษัทที่รับผลิตเหล็กได้อีกด้วย 

6 คู่แข่ง

คู่แข่งทั้งหมดอยู่ในญี่ปุ่น ซึ่งเราได้เปรียบเรื่องค่าแรงที่ถูกกว่า แต่เรายังเสียเปรียบเรื่องค่าขนส่ง การทำนอกประเทศญี่ปุ่นด้วย เพราะเป็นที่รู้กันว่า ญี่ปุ่นนั้นรักประเทศขนาดไหน สินค้าต่างชาติที่เข้าไปขาย มักจะอยู่ไม่รอด เพราะคนญีปุ่นไม่ยอมใช้ของต่างชาติเลย


7 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์


เหนื่อยทั้ง วัตถุดิบ และสินค้าเลย เพราะวัตถุดิบและสินค้าที่ขายออกไปเป็นเหล็กที่ราคาผันผวนมากๆ นอกจากนั้น สินค้าที่ขายยังเป็นส่วนนึงของอสังหาที่เป็นเป็นโภคภัณฑ์ด้วย 

8 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

การเติบโตของบริษัท ก็ต้องพึ่งอสังหาในญี่ปุ่นด้วยว่าจะได้มากแค่ไหน และพวกนี้ผมว่าเหนื่อยอีก เพราะการที่จะทำให้บริษัทโตขึ้น คือต้องผลิตให้มากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างผิดปกติของอสังหาเลยล่ะ

พวกอสังหา เช่นคอนโด ถ้าปีนี้สร้าง 1 คอนโด 100 ห้อง ถ้าต้องการให้กำไรในปีหน้ามากขึ้น ก็ต้องสร้าง ห้องเพิ่ม ไม่ก็สร้างคอนโดเพิ่มอีกในปีต่อๆไป พวกนี้มักจะเกิด over supply ได้ง่ายมาก 

ดังนั้น ไม่หวังการเติบโตมากนัก เพียงแค่มีงานทำตลอดก็พอแล้ว แต่ที่ผ่านมาก็โตขึ้นเรื่อยๆนะ ดูจากยอดขายเหล็กเป็นน้ำหนัก

เรื่องของตัวบริษัท งบการเงิน

1 สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น

 หนี้สินลดลงพร้อมสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่เพิ่มขึ้นแทน ด้วยกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นมามากๆ 
สินทรัพย์ ที่เป็นส่วนของที่ดินอาคาร ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับหลายๆบริษัทที่ผมเห็น (ส่วนใหญ่มักจะมีมูลค่าครึ่งนึงของสินทรัพย์) สำหรับ MCS มีเพียง 520 ล้าน ต่อสินทรัพย์ 3530 ล้าน 
หนี้สินก็ไปเยอะจากเจ้าหนี้ตั่วเงินจ่ายการค้าสุทธิ ซึ่งน้อยกว่าเงินสดเสียอีก 

เอาตรงๆ เป็นบริษัทที่มีบัญชีที่ดีมาก

2 รายได้ กำไร ROA ROE อัตรากำไรสุทธิ

รายได้ต่อทรัพย์สิน ก็ไม่ถึงว่าเยอะมากนัก 
กำไรสุทธิ น่าจะสูงกว่า 10%  ส่วนปี 52 53 ที่สูงมากๆ เกิดจากการได้กำไรจากราคาเหล็กที่ต่ำมากในปีก่อนหน้านี้
ROA ROE ค่อนข้างสูงมาก เมื่อเทียบกับบริษัทเหล็กอื่นๆ และปี 52 53 ที่สูงเป็นพิเศษ โดยส่วนตัวคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 20% ขึ้นไป

3 รายได้ และ รายจ่าย

รายได้ ส่วนใหญ่มาจากการผลิต ขายเหล็กเป็นส่วนใหญ่

รายจ่าย มาจากต้นทุนการผลิตเกือบ 70% ถึงว่าน้อยมาก (ปกติมากกว่า 80)
ค่านายหน้า 10% 
ค่าบริหาร 5% ต่ำมาก เมื่อเทียบกับบริษัทหลายๆบริษัท (ดี ผบ อยู่ข้างเดียวกับผู้ถือหุ้น)

กำไร ไม่มีการกู้เงินมาลงทุน เลยไม่มีดอกเบี้ยจ่ายหรือต้นทุนทางการเงินเลย หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่มีวันเจ๊ง 

4 อย่าเลือกบริษัท ที่ผู้ตรวจสอบบัญชี ไม่รับรองงบ

ไม่มีปันหา
เรื่อง ผบ

1 บริษัทที่พึ่งเจ้าของมากเกินไป

บริษัทนี้ ค่อนข้างพึ่งเจ้าของมาอยู่ ทั้งในเรื่องการบริหาร และการเจอคู่ค้า ลูกค้า ด้วย 

2 บริษัทที่ทำหลายอย่างเกินไป ออกนอกความถนัดเกินไป ชอบทำตามคนอื่น ขยายตัวรุนแรง

ไม่มีปันหาเรื่องการทำนอกความถนัดมากนัก ถ้าจะมีก็ีเรื่องที่ทำไปเหมืองที่จีน โดยไปร่วมหุ้นด้ว สุดท้ายก็ไม่ได้เรื่อง ขาดทุนอีก ตอนนี้เลยตัดสินใจ เข้าเทคโอเวอร์เลย ส่วนเรื่องการจะเพิ่มกำลังการผลิตนั้น ก็ต้องรอให้ได้กำไรก่อนเท่านั้นด้วย

3 ผู้บริหารที่มีนามสกุลที่ประวัติไม่ดี
ผู้บริหารที่นี่ ผมยกย่องนะครับ อย่าเรื่องที่ผิดพลาด ก็พูดตรงๆ ว่าพลาด อันไหนเป็นยังไง ก็พูดตรงๆ ไม่อ้อมเลย หายากครับ ใครไม่เคยเจอ ลองไปศึกษาดูนะครับ

ข้อแนะนำ ส่วนตัวนะครับ 
ผมชอบ ผู้บริหารและตัวบริษัทมากครับ แต่น่าเสียดายที่มาอยู่ในกลุ่มเหล็กนี่ล่ะ 

หนังสือน่าอ่าน เศรษฐีเงินล้านอัตโนมัติ


ขอแนะนำนะครับ เรื่องนี้ หนังสือแปล มากนะครับ อ่านอยากนิดหน่อย แล้วน้ำเยอะมาก แต่ที่จริงแล้วมีแค่ 2 ประเด็นหลักๆ และที่ผมสนใจมากๆ ก็ประเด็นแรกนี่ล่ะ

ประเด็นแรก เก็บเงินก่อน ใครไม่เก็บเงิน ก็ไม่มีทางเริ่มได้ นอกจากคุณจะกู้เงินเป็น แต่เล่มนี้ น่าสนใจเรื่อง ลาเต้เฟคเตอร์ คือ การประหยัดเงินจากการ ไม่กินพวก กาแฟ ในเวลาปกติ เพราะกาแฟแก้วนึง ราคา 100 บาท วันละ 2 แก้ว ปีนึงเงินก็หายไปแล้ว 70,000บาท นี่ล่ะ

สรุปง่ายๆ รายจ่ายที่ดูเหมือนเล็กๆน้อยๆ ประจำวันนี่ล่ะ จะเป็นรายจ่ายที่ยิ่งใหญ่มากเลย เพราะมันค่อยๆขูดเราทีละเล็กละน้อยโดยเราไม่รู้ตัวนี่ล่ะ

อีกประเด็น ก็ดี แต่ต้องศึกษาเพิ่มเองที่หลัง คือเรื่องของการเอาเงินมาทำงาน หรือเอามาลงทุนเพิ่มค่าตัวเองนี่ล่ะ ยิ่งออมไว ก็จะมีโอกาสสูงกว่าที่จะรวยเร็วกว่า อย่างคนออมช้า อาจต้องออมมากว่าเป็นเท่าตัว หากช้ากว่าเพียง 5 ปี

สรุปตรงนี้คือ ถ้าอยากรวย ออมเงิน ลงทุนเงิน และอดทน เท่านั้นล่ะ

ดูหุ้นเหนื่อย เลยมาดูหนังสือบ้างนะครับ

Tuesday, April 17, 2012

แอบดู BAT-3K


งบการเงินคร่าว ผมว่าดี หากยกงบใน ปี 51 และ 52 ออก  
ที่ผ่านมา Book ค่อนข้างขึ้นเรื่อยๆ 
งบปีอื่น ที่เก็บมาได้
ปี         50          49            48            47          46           45 
รายได้   4930    3679       2962       2357       1766       1768  ล้านบาท 
eps    14.82      7.52        9.67        9.85        6.24       7.76    บาท 

npm       6          4.1          6.51         8.35         7           8.76     % 




รายได้เพิ่มขึ้นค่อนข้างดี (ช่วงปี 46-50) รายได้เพิ่มระดับ 25-35% เลยทีเดียว 

ราคาตะกั่วย้อนหลัง หาได้แค่ 5 ปี


แต่ช่วงปี 51 รายได้หาย กำไรกลายเป็นขาดทุน เท่าที่ทราบ เกิดจากผู้บริหารไปซื้อตะกั่วมาตุน ก่อนที่จะเกิดวิกฤต และ ราคาตะกั่วตกลงมาอย่ารุนแรง ทำให้ขาดทุนอย่างหนัก แสดงว่าช่วงปีก่อนหน้านั้น กำไรส่วนหนึ่งย่อมมาจากการเก็งกำไรในส่วนนี้ด้วย

ปี 52 กำไรกลับมาเหมือนเดิม แต่รายได้ยังไม่กลับ ถ้าดูแล้วน่าจะเป็นกำไรที่มาจากราคาตะกั่วที่ตกต่ำมากๆในช่วงนั้น ทำให้ได้กำไรไป ที่เชื่อเกิดจากปี 53 54 อัตรากำไรสุทธิ ค่อนข้างต่ำ และราคาตะกั่วทรงๆแล้ว อาจจะมากจากเรื่องต้นทุนทางพลาสติกด้วยก็ได้ (ช่วงที่กลุ่มพลาสติกบูมมากๆ)

จะดีมาก ถ้าไม่เก็งกำไรราคาตะกั่วนะ  แต่ปีที่ 53 54 ราคาตะกั่วก็ขึ้น แต่ กำไรขั้นต้นก็ยังต่ำมาก อาจมีการควบคุมต้นทุนไม่อยู่

แต่น่าสังเกตุเรื่อง กำไรขั้นต้นที่ขึ้นลงรุนแรงมาก 8.76 -3.83 ทำให้กำไรขึ้นลงได้ถึง 2 เท่าเลยทีเดียว และแนวโน้ม กำไรขั้นต้นมีการลดลงเรื่อยๆ

ปันผลต่ำ 30-40% เท่านั้น และมีการลงทุนในเครื่องจักรโรงงานตลอดด้วย (ทำให้กำไรของเจ้าของบริษัท ต่ำกว่านี้)

คิดว่าช่วงนี้อาจน่าซื้อก็ได้ เพราะแค่ กำไรขั้นต้นกลับเป็นเหมือนเดิม (ประมาณ 5-6% กำไรก็พุ่งแล้ว)


ใช้หลักการดูแบบส่วนตัว http://panwasit-stock.blogspot.com/2012/04/blog-post_15.html

เรื่องของ สินค้า บริการ

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

ตัวนี้ สินค้าใช้แล้ว หมดไปประมาณ 3-4 ปี เท่าที่ดู ถ้ารถขายดี แบตก็จะดีตาม แต่ถ้ารถขายแย่ลง แบตจะทรงตัว เพราะรถก็ต้องเปลี่ยนแบตเรื่อย 

2 สินค้าที่อาจมีการทดแทนได้ง่าย 

เรื่องแบตเตอร์รี่ เคยได้ยินว่ามีแบบขนาดเล็กมากๆด้วย ด้วยกำลังเท่ากัน แต่ขนาดต่างกันเกือบ 5เท่า ราคาไม่พูดถึง คิดว่ากว่าแบตตัวใหม่จะราคาเกือบเท่ากับแบตที่ใช้อยู่ในตอนนี้คงอีกนาน และถึงเปลี่ยนแบบ คิดว่าคงผลิตไม่อยากเท่าไร นอกจากนั้น รถเก่าๆยังมีอีกเยอะในตลาด คาดว่าไม่น่าจะมี แบตมาทดแทนได้เต็มที่100% และ ถ้าทดแทนได้ ก็ไม่น่าเร็วมากขนาดนั้น (อาจเป็น 10ปี) 

ส่วนเรื่องตัวเก็บพลังงานตัวอื่น ผมเองก็ยังมองไม่เห็นนะครับ ในตอนนี้

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

แบรน ผมไม่รู้ว่าแข็งไม เพราะไม่เคยสนใจเรื่องรถ แต่เท่าที่ทราบ ในตลาดจะมีแบรนดังๆ อยู่ไม่เยอะมากนัก ซึ่งถ้าจะมองกันจริงๆ ลูกค้าส่วนใหญ่ ไม่ค่อยสนใจมากเท่าไหร่ ดังนั้น ขึ้นอยู่กับ ช่าง คนขายมากกว่า ถ้าคนขายชอบแบรนไหน เขาก็แนะนำลูกค้าตามนั้น มากกว่า 

4 คู่ค้า

คู่ค้า หันมามองจริงๆ คนที่ผลิตของให้ ก็น่าจะมีแค่กล่องพลาสติก (ผมไม่แน่ใจว่า bat-3k ผลิตเองไม) 
ส่วนคนที่ส่งของให้ พวกตะกั่ว ก็มีหลายเจ้าพอสมควร และไม่สามารถต่อรองราคาได้ เนื่องจากเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่คนทั่วโลกค่อนข้างจะให้ราคากลาง ถือว่าดี เพราะถ้าราคาตะกั่วขึ้น คู่แข่งก็แย่กันหมด 

5 ลูกค้า 

อย่างที่เคยพูดถึง ลูกค้าที่สำคัญจริงๆ คือ ช่างซ่อมรถ เพราะคนธรรมดาไม่น่าะรู้ถึงความแตกต่างในส่วนนี้ หรือคนที่รู้เรื่องในรถมากๆ แต่ก็ตลาดไม่ใหญ่พอและไม่น่าสำคัญเท่า ช่างซ่อมรถนี่ล่ะ คิดว่า ช่างซ่อมรถนี่ล่ะ จะเป็นคนที่ทำให้ BAT-3K กลายเป็นดาวรุ่งหรือดาวดับได้เลย

แต่ก็ถึงว่าดี เนื่องจากเป็นลูกค้ารายย่อยมาก และส่วนใหญ่คนคงจะรักรถพอตัวเหมือนกัน (ซื้อเป็นแสน ขอแบตดีๆมาใช้เถอะ) ขอเพียงให้ BAT-3K รักษาคุณภาพเดิม และเพิ่มคุณภาพเรื่อยๆก็พอ

* บริษัทเน้นทำแบตทดแทนเป็นหลัก 

นอกจากนั้นยังมีสัดส่วนไปต่างประเทศด้วย ซึ่งประมาณเกือบครึ่งนึงเลย ถือว่าดี และไม่

6 คู่แข่ง

มีค่อนข้างเยอะ แต่ไม่น่าจะมีคู่แข่งคนไหน กินตลาดมากๆ (เกิน 50%) เท่าที่ทราบ Bat-3k ได้ที่ 1 ของกลุ่ม แบตเตอรี่ทดแทนนะ

7 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

การผลิต   ตะกั่ว  กับ PP พลาสติกชนิดนึง เอาไว้ทำแบต 
การขาย   รถยนต์ อันนี้เกี่ยวข้องอยู่ มีสองส่วน คือ แบตประกอบรถยนต์(รถใหม่) กับ แบตทดแทน(แบตที่เอาไปใส่ในรถเก่า เมื่อรถเก่าแบตเสีย)
* บริษัทเน้นทำแบตทดแทนเป็นหลัก 
ผมมองว่าดี เพราะการขายให้กับลูกค้ารายย่อยจำนวนมาก เราจะได้กำไรสูงกว่าการขายให้บริษัทผลิตรถในล็อตใหญ่ๆ (โดนกดราคาจากลูกค้ารายใหญ่)



8 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ 

อันนี้ทำเอง จากความเข้าใจนะครับ อย่าเชื่อมาก

เท่าที่ดู ต้องดูแบตทดแทนเป็นหลักมากกว่า 
กราฟแรก เป็นยอดขายรถ จะขึ้นๆลงๆตามวัฎจักรมากพอสมควร 
กราฟสอง เป็นยอดขายแบตเตอรี่ประกอบรถ แน่นอน รถขายได้ยังไง ก็ขายได้ตามนั้น

กราฟสาม เป็นยอดขายแบตเตอร์รี่ทดแทน ซึ่งในช่วงแรก ยังไม่ได้อะไรจนกว่าแบตรถจะเริ่มเสื่อม (ประมาณ 3 ปี เท่าที่ทราบ) เมื่อครบ 3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนแบตใหม่ ทำให้ยอดขายจะมาเพิ่มที่หลัง แต่สังเกตุ เมื่อยอดขายรถ เพิ่มขึ้นอีกครั้ง นั้นเหมือนถึงว่า จำนวนรถในถนนเพิ่มขึ้นอีก (เป็น snow ball ) เพราะคิดว่าคนไทยคงไม่ใช้รถ 3 ปีทิ้งหรอครับ ใช้กันเป็น 10ปีล่ะ ดังนั้นเมื่อรถใหม่ระลอกใหม่ออกมา ก็จะทำให้ ยอดการขายแบตทดแทน สูงขึ้นตามไปด้วย คิดว่า ค่อนข้างดีนะครับ

เรื่องของงบการเงิน
วันที่ดูรายละเอียด 20/4/2555

1 สินทรัพย์ หนี้สิน ส่วนของผู้ถือหุ้น
 หนี้สินหมุนเวียน ต่อ สินทรัพย์ หมุนเวียน เท่ากับ 1 เลย  เกือบอันตรายเลย
ทรัพย์สินก็เป็น ทรัพย์สินไม่หมุนเวียนส่วนใหญ่ เกิดจากการต้องมีที่ดิน โรงงาน นั่นเอง
หนี้สิน ก็เยอะพอตัวเลย (เทียบกับส่วนผู้ถือหุ้น) 
หนี้สินหมุนเวียนมาจาก เงินเบิกเกินบัญชีและเงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงิน เยอะมาก เกินอะไรขึ้น

2 รายได้ กำไร ROA ROE อัตรากำไรสุทธิ
เมื่อเทียบแล้ว รายได้ต่อสินทรัพย์รวม ก็ธรรมดา ไม่มากนัก 
ส่วนกำไรค่อนข้างแกว่งมาก จากอัตรากำไรสุทธิ เข้าใจว่าเกิดจากราคาตะกั่ว
ROA ค่อนข้างต่ำ (น้อยกว่า 10) ผมไม่ค่อยชอบเท่าไร
ROE สูงจากการมีหนี้สินสูง (มากกว่า 10) แต่ไม่ค่อยนิ่งเลย ถ้ากะๆ คงประมาณ 13 มั้ง ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ดี

3 รายได้ และ รายจ่าย
รายได้ 
98% เป็นของการขายหรือให้บริการ
2%  เป็นรายได้อื่น 
ถือว่าดีที่ไม่มีรายได้อื่นมากเกินไป

รายจ่าย เทียบรายได้
77% เป็นต้นทุนในการขาย (ค่าทำ ค่าประกอบ วัตถุดิบ)
10% เป็นรายจ่ายในการขาย (เซลล์)
6.5% เป็นรายจ่ายในการบริหาร 
ค่าใช้จ่ายในการบริหารต่ำ ถือว่าดีครับ 

กำไร
5.8 % เป็นกำไรก่อนหักภาษีกับต้นทุนทางการเงิน ในกลุ่มสินค้าเกือบ โภคภัณฑ์ กำไรเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ทำใจ



ผิดพลาดตรงไหน รบกวนแจ้งใน https://www.facebook.com/panwasit.teerawatanasuk

Saturday, April 14, 2012

ทำไมจึงกลัว ธุรกิจถ่านหิน

ทั้งหมดนี้เป็นความคิดเห็นของผมคนเดียวนะครับ พิจารณาก่อนนะครับ
สำหรับถ่านหิน ผมมองหลายๆอย่างที่ทำให้ผมกลัว 


เพิ่มเติม ด้านล่างนะครับ หลังจากแชร์ความคิดเห็น (อาจมีเพิ่มอีกนะครับ)


-----------------------------------------------------------------------------------------------------

เรื่องน้ำมันก่อน คล้ายๆถ่านหินนี่ล่ะ


ขอเข้าเรื่องน้ำมันก่อนนะครับ เมื่อก่อนปี 52 ราคาน้ำมันขึ้นมาแบบไม่หยุด จาก 40ดอลล่า มาเป็น 100ดอลล่า ต่อด้วย 140 ดอลล่า ช่วงนั้นบ้านผมทั้งบ้านมี PTT ทั้งบ้าน ส่วนผมก็ PTT Only In port เลย ตอนช่วงราคาน้ำมัน ขึ้นมาถึง 100 บาท ทั้งนักวิเคราะห์ วิจารย์ ต่างมั่นใจว่า ไม่ทะลุ แต่พอทะลุ ทุกคนเลยเชียร์ซื้อ ตอนนั้น บัฟเฟต์ก็ซื้อ (ไม่ได้ว่าบัฟเฟต์นะครับ) แม่ผมเลยซื้อเพิ่ม แถวๆ 400 ผู้เชียวชาญทางด้านน้ำมันก็ซื้อ (ได้ยินว่า 440บาท) ของผมก็เต็มพอร์ท


ช่วงนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ราคาน้ำมันขึ้น คนโวยวายกัน แต่ที่สำคัญคือ รถส่วนใหญ่เริ่มติดก๊าซ โรงงานต่างๆเลิกใช้น้ำมันไปเลย เปลี่ยนเป็นถ่านหิน แต่ผมกับบ้านผม ก็ไม่ได้สนใจอะไร จนสุดท้าย คนที่ต้องการน้ำมันเหลือน้อยลง มีแต่คนเก็งกำไร 


ราคาน้ำมันลงจาก 140 มาที่ 100 ตอนนั้นเริ่มเกิดวิกิตแล้ว แต่คนก็ยังไม่รู้เรื่อง (ถ้าคนรู้ วิกิตมันเกิดไม่ได้ เพราะการเกิดวิกิต ต้องมีคนจำนวนมาก เสียหายรุนแรง) ก็ยังมีแรงเชียร์ บอกแค่ปรับฐาน เตรียมทำ new high บ้านผมก็เลยไม่ขายกัน เพราะยังเชื่ออยู่


จากนั้น ราคาน้ำมันตกมาที่ 40 นั้นล่ะ ตอนที่ผมขายPTTที่ 170 ก่อนที่จะลงมาที่ 140 จากจุดสูงสุด 440 เพียงเพราะคิดว่า ราคาจะสูงเหมือนอยู่บนสวรรค์ได้ตลอดเวลา


ที่ผ่านมา ก็มีตัวอย่างเยอะ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม พลาสติก กลุ่มเดินเรือ(นานแล้ว) ยางพารา น้ำมันปาล์ม สุดท้ายแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่อยู่สูงได้ตลอดเวลา


-----------------------------------------------------------------------------------------------------


เรื่องต่อมา การเข้ามาทำธุรกิจ ของบริษัทอื่นๆ


ตอนนี้ผมเห็นว่า เริ่มมีบริษัทอื่นๆ ที่หันมาทำถ่านหินมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น earth TTA และบริษัทอื่นอีกมากมาย ที่จะหันมาทำด้วย  แสดงว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง บริษัทไหนทำก็ได้กำไร แล้วมันจะเป็นแบบนั้นจริงๆหรือ 


-----------------------------------------------------------------------------------------------------


สำหรับตอนนี้ ถ่านหินเป็นพลังงานที่ถูกที่สุด เท่าที่ผมเข้าใจในตอนนี้นะครับ แต่ถ้าราคามันแพงขึ้นมามากๆ สุดท้ายคนก็เลิกใช้ถ่านหินไปเอง และหันไปใช้พลังงานตัวใหม่ ที่ถูกกว่า ในอนาคต (ตัวไหนไม่รู้)


-----------------------------------------------------------------------------------------------------


อีกเรื่องที่ผมมอง คือการซื้อถ่านหิน อันนี้ผมไม่รู้นะครับว่า เขาซื้อขายกันยังไง อันนี้ผมคิดเองนะ ผมคิดว่า การซื้อเหมือง น่าจะซื้อ โดยเอาปริมาณถ่านหินที่คาดว่าจะมี กับราคาถ่านหิน ความเร็วในการขุดขึ้นมา แล้วคิดย้อนหลังเป็นดอกเบี้ยอัตราลดลง มั้งนะ  ดังนั้น ถ้าวันนี้ ผมซื้อเหมืองมา ต้นทุนจากการซื้อ อาจจะถูกกว่าราคาขาย พอสมควร แต่อนาคตไปถ้าจู่ๆ ราคาขายลง แต่ต้นทุนเท่าเดิม ก็เตรียมทำไปขาดทุนไปได้เลย

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

ข้อดี ที่เพิ่มขึ้น จากการดูของคนอื่น

Ong Fhaumnuaypol
ผมมีความเห็นเกี่ยวกับ banpu หุ้นตัวนี้ราคาผันผวนรุนแรงในระยะสั้น เนื่องจากข่าวราคาถ่านหิน ตอนที่ราคาปรับตัวลง ราคาก็มักจะลงแรง แต่ในระยะยาว สำหรับผมถึงคนจะพูดว่าคนจะเลิกใช้ถ่านหิน ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานทดแทนที่ถูกมาก ประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมใหญ่ อย่าง จีนและอินเดีย ยังต้องใช้มากกว่าที่ประเทศตัวเองหาได้ แถมกลุ่มประเทศเกิดใหม่ก็ต้องบริโภค ผมมองว่ายังไงก็ยังเหลือ roomให้บ้านปูโตอีกหลายปี ส่วนเรื่องราคาเข้าผมเห็นด้วยว่าปรับตัวลงแรงค่อยซื้อ แต่บางคนรอราคาลงจนไม่ได้ซื้อสักที พอเวลาผ่านไป มันอาจจะพุ่งจนไม่มีโอกาศซื้ออีกเลย (สำหรับคนที่เล็งๆอยู่) ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวล้วนๆ อาจจะผิดหมดก็ได้ ส่วนเรื่ิองโลกร้อน ไม่ต้องพูดถึง เอาเข้าจริง ไม่มีคนอนุรักษ์ขนาดนั้นหรอ


Werawat Buranateerakij
ลองดูที่ บ้านปู ซื้อ hunnu ยังไงราคาขายก็มากกว่า ราคาซื้อแน่นอนคับ จําได้ว่าราคาซื้อ น้อยกว่า 10usd แต่ราคาขายมากกว่า 90usd รวมทั้งการผลิต ยังไงก็ต้นทุนถูกกว่า นํ้ามัน และก๊าซ เพราะอยู่ไม่ลึกเท่า ผมไม่มีหุ้นนะ แต่แชร์เพราะเคยอยู่ในธุรกิจนี้


ถ่านหินถ้าศึกษาดีๆก็มี bituminous มี emission ตํ่ามากกว่า ลิกไนต์ และค่าความร้อนสูง technology มี low nox burner และ FGD ก็เรียกว่าสะอาดแล้ว ประเทศพัฒนาแล้วที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่นยังใช้เลย คนไทยส่วนมากรู้จัก แต่ ลิกไนต์เลยคิดว่าสกปรก ส่วน tta กับ earth ไม่มีความเห็นคับ

นํ้า ลองดูจํานวน mw ทีผลิตได้ ยังไงก็ไม่สูงพอ รวมทั้งต้องห่วงเกษตรกรรมด้วย ผันนํ้ามาก เด๋วนํ้าก็ท่วมไร่นา ในนี้มีคน กฟผ ด้วยไม่กล้าพูดมาก 555


Peera Chatchaiwong
ต้นทุนถูกสุดเป็น พลังน้ำ (เขื่อน) <1 baht/kW-hr แต่ไม่มีที่ให้สร้างล่ะ , Nuclear 1.x ต้นๆ , ถ่านหิน 1.8 , Gas 1.7 - 2.x ขึ้นกับแหล่งที่ผลิตก็าซ , น้ำมันเตา >5 บาท , Solar or Wind >6 บาท , แหล่งที่มา จากคนรู้จักผมที่ กฟผ และ BLCP

ส่วนภาพรวมทั่วโลก ผมว่ายังไงก็ต้องพึ่งถ่านหินอยู่ดี เพราะประเทศใหญ่ๆ ยังไงก็ไม่พึ่งพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่จะกระจายความเสี่ยงโดยใช้หลายๆ source และถ่านหินก็เป็นทางเลือกที่ดีทางหนึ่งเพราะราคาถูก


ผมเห็นด้วยนะครับ เรื่องคนเลิกใช้ถ่านหินเพราะอยากอนุรักษ์ ถ้าจะเลิกจริงๆ ก็คือการหาพลังงานที่ถูกกว่าแล้วยอมรับได้ (ซึ่งตอนนี้ยาก)  ตามที่คุณ Peera บอก พลังงานน้ำ ตัดไป เพราะไม่มีที่แล้ว nuclear ตัดไป คนไม่ยอมแน่ๆ  Solar wind แพงไป 


ที่เหลือก็ ถ่านหิน 1.8 (อนาคตน่าจะสูงขึ้น) Gas 1.7-2.x อันนี้ ปันหาคือการขนส่งนี่ล่ะ จบเลย ส่วนน้ำมัน >5 ก็อีกนาน จนกว่าราคาถ่านหินจะแพงกว่านี้อีกซัก 2-3 เท่า แบบนี้ ผมสักเริ่มสนใจแล้วนะ อิอิ 


ขอบคุณครับ




-----------------------------------------------------------------------------------------------------


ทั้งหมดเป็นเพียงความคิดด้านนึงของผมเท่านั้น และถ้าผมจะซื้อ ผมก็จะซื้อในช่วงที่แย่ แย่จริงๆ เหมือนช่วงที่ราคาน้ำมันลงมา 40 ดอลล่า ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะครับ

ฟังหูไว้หูนะครับ ลองคิดดูนะครับ เรื่องเงินๆทองๆ ไม่เข้าใจออกใครนะครับ

Friday, April 13, 2012

ประชุมผู้ถือหุ้น BBL

วันที่ 12 / 4 / 2555 ประชุมผู้ถือหุ้น BBL ที่สำนักงานใหญ่BBL สีลม

วันนี้ผมได้รับ มอบฉันทะ มากินฟรี เอ๊ย ประชุมผู้ถือหุ้นนะครับ ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้มี BBL ในพอร์ตนะครับ แต่ที่สนใจมาเพราะว่าผมมี BLA ในพอร์ต เนื่องจากเป็นเครือเดียวกันทั้งหมด

ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) กรุงเทพประกันภัย (BKI) โรงพยาบาลบำรุงราช (BH) ที่จริงมีมากกว่านี้อีกนะ

เดินจากสถานี BTSศาลาแดง มาไม่ไกลมานัก แค่เหงื่อไหลนิดหน่อย ก็มาถึงตึกจนได้ คลำทางเก่งเหมือนกันนะ

ก็เหมือนเข้ามาไปลิฟท์ผิดด้าน มันไม่ไปชั้น 30 ผมยืนงงอยู่พักหนึง เลยเดินไปดูอีกข้างนึงของตึก มีลิฟท์เหมือนกัน แต่มีป้ายประชุมผู้ถือหุ้นด้วย เลยขึ้นไปเลย (เหมือนลิฟท์ข้างนึงเป็นของตึกข้างนึงเลย) คราวหลังรบกวนติดป้ายหน้าตึกอีกสักป้ายนะครับ (หรือว่าผมไม่เห็นเองหว่า)


ก็หลังจากขึ้นมา ก็ตกใจกลับพนักงานมากมาย มากเกิน ยืนเป็นแถวต้อนรับผู้ถือหุ้นเลย เราเห็นแล้วก็อายเล็กๆ เนื่องจากแต่งชุด ธรรมดาไปหน่อย เสื้อยืด ขาสั้นเลย เกร็งเลย 555


ด้านบนก็มีรูปของ ผบ รุ่นก่อนๆ อยู่ด้วย


ของชำร่วย ก็มีขนมปังชุดนึง มีหนังสือ 2 เล่ม 

และเล่มนึงในนั้น ผมก็เขียนไว้แล้ว


ห้องประชุมนะครับ แอบตำหนินิดหน่อยนะ คือทำไมไม่เปิดห้องให้ผมเข้าไปหาที่สิงสถิตหน่อย ยืนอู่ข้างนอกตั้งนาน ไม่มีที่นั่งเลยอ่า 

ก็เริ่มประชุม ตามวาระต่างๆ ตามที่แจ้งไว้ ขออนุณาติ ฟังเฉพาะที่คนสอบถามเลยนะครับ

วาระ 2 รับรองรายงานปี 54 
  • ภาพรวม กำไร 2 หมื่นกว่าล้าน ในหนังสือหน้านึง กับอีกหน้านึงต่างกัน เกือบ 100 ล้านเลย เกิดอะไรขึ้น ข้อมูลผิดหรือ
  • กำไรสุทธิจากการลงทุน ลดลง 53% เพราะ
  • ในอนาคตจะเพิ่มกำไรจากการลงทุนยังไง 


(ผมว่าคนนี้ ถามไม่ค่อยน่าฟังเท่าไร นี่ผมสรุปมาแล้วนะครับ เพราะเขาถามไป ชมไป ด่าไป ค่อนข้างเสียเวลาไปหน่อย)

  • รายการแรกเป็นของธนาคาร อีกรายการเป็นของงบรวม (กำไรเฉพาะบริษัท กับกำไรรวม)
  • กำไรจากการลงทุนลดลงจากการขายหุ้น ธนาคารสินเอเชีย อย่างเดียว 
  • (น่าจะในปีก่อน ทำให้ปีนี้กำไรลดลง)
  • กำไรจากการลงทุน หรือ ขายหุ้น มันต้องขึ้นอยู่กับ "เวลา" ด้วย ไม่ใช่จะได้ตลอดเวลา 


  • เรื่องตลาดรายย่อย คู่แข่งเยอะมาก ไม่ทาบว่าจะทำอย่างไรบ้าง ส่วนรายใหญ่ ไม่มีปันหาอยู่แล้ว
  • น้ำท่วมในปี 54 เครดิตการ์ด เป็นอย่างไรบ้าง
  • การพัฒนาแบงค์ย่อยเป็นอย่างไรบ้าง เช่นเรื่องโทรศัพท์ ที่วัยรุ่นใช้กันมากขึ้น 


A
  • ปรับปรุงเสมอ เช่น  เพิ่มสาขา ATM รวมไปถึง Mobile Banking ก็ทำอยู่
  • มีโครงการใหม่ๆมาก ที่พร้อมดูแลลูกค้าหลายระดับ
  • น้ำท่วมก็มีผลบ้าง แต่ไม่มาก ส่วนทางแบงค์ก็่ช่วยลูกค้าด้วยการขยายเวลาในการชำระเงิน ลดดอกเบี้ยลงบางส่วน มีผลต่อสินเชื่อน้อย


Q
  • ชมเรื่อง แบงค์ใหญ่ ตั้งแต่ในอดีต แต่พูดเรื่องการบริการที่เหมือนเดิมไม่มีผิด ความช้าในการบริการที่แย่กว่า SCB KBANK อยากให้เน้นรายย่อยบ้าง อยากให้เพิ่มการบริหารคนในองค์กรให้ดีกว่านี้


A
  • พยายาม ดำเนินการอยู่ รับฟังเสมอครับ ขอบคุณครับ


วาระ 3 รับทราบรายงานการตรวจสอบ
วาระ 4 อนุมัติ งบการเงิน
Q
  • การหักนี้ที่สงสัยจะสูญ โดยปกติใช้เกณฑ์การจัดการชั้นหนี้อย่างไร


A
  • การตั้งสำรอง มี 2 แบบ คือสำรองตามชั้นหนี้ (หนี้ที่แย่ที่สุดก็สำรองมากๆหน่อย) และสำรองแบบไม่จัดชั้นอีกทีนึงด้วย 
Q
  • รู้จัก BBL มานานมากแล้ว (แล้วก็เรื่องเล่าอดีต) แนะนำอยากให้เปลี่ยนห้องประชุมให้ใหญ่ขึ้น สถานที่รอประชุมให้มีที่นั่งมากๆ (ที่ผมบอกน่ะ) เพราะผู้ถือหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ
  • กลัวเรื่องระเบิดชั้นใต้ดิน (จากที่เกิดเหตุระเบิดในห้างๆ นึงเมื่อไม่นานมานี้) 
  • เรื่องที่จอดรถไม่มีด้วย
  • เห็นสาขาย่อยทำงานมากขึ้น แต่สาขาใหญ่ ทำงานน้อยลง (ฮาจริงๆ)
A
  • เรื่องที่จอดรถ ก็มาจากพยายามให้คนที่ทำงานสาขาใหญ่ ย้ายไปสาขาย่อยมากๆ และทำระบบ Online System ด้วย แต่คนส่วนใหญ่ก็ชอบมาสาขาใหญ่มากกว่าเพราะไว้ใจกว่า การที่จะให้มีที่จอดรถเพิ่ม ก็จะลำบากหน่อย แถมที่เต็มนี่ ลูกค้าทั้งนั้นเลย จะไปไล่ได้ยังไงล่ะ
  • ค่าใช้จ่ายพนักงาน เพิ่มขึ้นในปีนี้มาก เพราะอะไร
A
  • มาจากการเพิ่มสาขาทุกๆปี 
  • การเพิ่มของเงินเดือนขั้นต่ำของรัฐบาล 
  • การช่วยเหลือพนักงานที่โดนน้ำท่วม
วาระ 5 อนุมัติ กำไร ปันผล
Q
  • เงินปันผลตั้ง 40 % เยอะไปไหม 
A
  • ปกติกำไร 100 ก็ลงในสำรอง 30 ให้โบนัสพนักงาน 30 ที่เหลือก็ลงที่ปันผล 40 ทำแบบนี้มานานแล้ว จะทำต่อไปด้วย
Q
  • มีทุนสำรอง ไม่น้อยกว่า 25% ของทุนจดทะเบียน (อันนี้ไม่ค่อยเข้าใจ คิดว่าเป็นเรื่องกฎหมาย)
A
  • สำรอง 5% ของกำไร เป็นขั้นต่ำ ที่เกินสามารถเกินเท่าไรก็ได้ ไม่มีปันหา กำไรสะสมมีไว้จ่ายปันผลในกรณีไม่มีกำไรเกิดขึ้นในอนาคต (เกิดวิกฤตประมาณนี้)
Q  
  • ที่ผ่านมา ทุกๆปี ผมก็มาประชุม มาขอให้เงินปันผลเพิ่ม ซึ่งก็เพิ่มขึ้นทุกปี ผมก็ดีใจ งั้นปีนี้ ผมขออีกนะ (ตบมือกันเต็มที่เลย)
  • สูตรลับของการทำธุรกิจของ BBL คือการ ควบคุมรายจ่าย แต่ไม่จำกัดรายได้ ใช่หรือเปล่า
A
  • ผมเองก็ไม่ได้เงินโบนัสนะ แต่ในฐานะผู้ถือหุ้นเอง ผมก็อยากได้ปันผลเพิ่มทุกปีเหมือนกัน (ผมชอบมาเลยนะ ที่ผู้บริหารผู้แบบนี้) ส่วนที่พูดมาทั้งหมดก็จะรับไว้พิจารณา ผมเองก็อยากได้เงินปันผล มาใส่กระเป๋า แล้วก็อยากเห็ธนาคารก้าวหน้าด้วย 

---------------- อันนี้ต้องขอตัดจบนะครับ ไม่ได้อยู่ประชุมจนจบ แต่ก็รู้สึกดีที่ไปประชุมนะครับ ขอบคุณครับ-------------

Thursday, April 12, 2012

หนังสือ 10 คาถา รักษาธุรกิจครอบครัว


ได้หนังสือมาฟรีจากการไปประชุมผู้ถือหุ้น เอามาอ่าน เห็นว่ามันก็เหมือนการดูธุรกิจจากหุ้น ก็เลยเอามาผสมโรงด้วยความคิดผมนะครับ

1 อย่าขยายตัวมากเกินไป
เพราะธุรกิจส่วนใหญ่ เวลาขยายตัว มักต้องลงใน Fixed Cost ทำให้ต้นทุนสูงมาก
เวลาที่คิดว่าควรขยายตัว อย่าลืม คนอื่นคิดเหมือนกันเปล่า (จะเกิด over supply)
ควรขยายเมื่อพร้อม ทั้งด้านการเงิน ตลาดรองรับ บุคลากร

ความคิดนะครับ การที่บริษัทนึงขยายตัวมากเกินไป บริษัทอื่นๆก็มักขยายตัวมากเหมือนกัน จนลืมว่า ตลาดมีขีดจำกัดในการรองรับ สุดท้าย ทุกฝ่ายก็ต้องแย่งตลาดกัน ลดราคา ขูดเลือด แล้วเสียหายหมดเลย 
อย่างสมัยนี้ที่ผมดู ก็เรื่องคอนโด ที่เยอะมาก แล้วแต่ละโครงการ ก็ยิ่งใหญ่มากขึ้นทุกครั้งที่เปิดตัว  

2 อย่าออกนอกความถนัด
เห็นคนอื่นทำแล้วได้ดี เลยอยากทำบ้าง หรือความชอบส่วนตัว ชอบคิดว่าเราได้เปรียบ(ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่)
เช่นอสังหาในปี 40 (ที่เกิดวิกิตต้มยำกุ้ง) ตอนนั้น ไม่ว่าใครก็ลงมาเล่นอสังหาทุกคน บริษัทต่างๆก็เอาหมด
หอพัก ที่ปัจจุบัน ใครมีเงินเหลือ ก็ทำกันใหญ่ โรงแรมขนาดเล็กที่ฮิตมากๆ ร้านอาหาร กาแฟ สปา เสื้อผ้า

ผมว่าปัจจุบันนี้ มองผ่านหุ้นนะ  อย่าง CPF ที่เข้าไปเทคโอเวอร์ True มา ทุกวันนี้ก็ยังเอาไม่ขึ้นเลย บริษัทที่เน่าๆ หลายบริษัทก็มีข่าวเปลี่ยนกลุ่มธุรกิจ แต่สุดท้าย ก็เลวร้ายเหมือนเดิม
สำหรับตอนนี้ ผมว่าถ่านหินนี่ล่ะ อย่าง earth จู่ๆก็มาทำถ่านหิน TTA ก็หันมาทำอีก แต่ผมอาจจะเข้าใจพลาดก็ได้นะ

3 จงรักษาสภาพคล่อง
รายรับ มากกว่า รายจ่าย
ทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่า หนี้สินหมุนเวียน
มีเงินสดสำรองเสมอ

อันนี้ก็เรื่องปกติ การที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ ก็ไม่ต้องพูดเลย 
ทรัพย์สินหมุนเวียนมากกว่าหนี้สินหมุนเวียน ก็พอว่าอยู่ ถ้าบริษัท มีรายรับที่แข็งแรงจริงๆ
เงิยสดสำรอง ถ้ามีน้อย ก็พอว่าอยู่ ถ้าบริษัท มีรายรับที่แข็งแรงจริงๆ

4 ปรับตัวให้ทันต่อสถาวะการแข่งขัน
การที่ปรับตัวไม่ทัน หรือช้าเกินไปมีหลายอย่าง
โดยรายอื่นแย่งตลาดไป แต่สินค้าบริการยังเหมือนเดิม แต่อาจแข่งขันที่ราคาถูก
โดนสินค้าบริการทดแทนไป  แบบนี้อันตราย ส่วนใหญ่มักรอวันปิดร้านเลย
ตัวอย่างเช่น Nokia กับ BB ที่โดนแย่งตลาดไปโดยกลุ่ม Android และ IPhone แบบนี้แย่แน่นอน ถ้าสินค้าบริการถูกกว่า (Nokia กับ BB ค่อนข้างแพงกว่า) และเป็นสินค้าทดแทนด้วย

แบบนี้ก็เข้าสู่สิ่งที่ บัฟเฟต์ บอกไว้เลย หาบริษัทที่มีสินค้า ที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง(จะไม่เจอสินค้าทดแทน) และ มีแบรนที่แข็งแกร่ง (เจอสินค้าอื่นถูกกว่า แต่ลูกค้าก็ยังเอาสินค้าของเรา)


นอกจากนั้นยังมีเรื่องสินค้าที่ แรงงานชั้นล่างทำอีก พวกนี้ใครทำก็ได้ ดังนั้นที่ไหนค่าแรงถูก ก็ไปทำที่นั้น เปลี่ยนฐานการผลิตเรื่อยๆ หุ้นพวกนี้เหนื่อย เพราะต้องแข่งขันการต้นทุนถูก ยิ่งต้องแข่งกับต่างประเทศที่ต้นทุนต่ำมากๆ ปิดประตูแพ้ได้เลย

5 อย่าเก็งกำไร สินค้า วัตถุดิบ
หลายครั้งที่ การเก็งกำไร มักเสียหายนักกว่าได้เสมอ ยิ่งบริษัทที่ใช้เงินกู้ด้วย ยิ่งหนัก นอกจากนั้น การทำในสิ่งที่ไม่ถนัด จะกลายเป็นการพนันมากกว่า

สิ่งที่เคยเห็นมา ก็จะมีเรื่อง 
ราคาน้ำมันก่อนที่จะเกิดวิกฤต ทุกคนคาดหวังมาก แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่เหลืออะไรเลย 
ราคายางพารา ญาติผมคนหนึง ซื้อเอาไว้ จนตอนนี้ ยังขาดทุนอยู่เลย 
ราคาน้ำมันปาล์ม ที่บริษัทนึงได้กำไร แต่อีกบริษัทกลับขาดทุน เพราะว่าที่นึง long ที่นึง short
เวลาสนใจกลุ่มบริษัทที่มีเรื่องพวกนี้มาเกี่ยวข้อง จงซื้อในช่วงที่ราคาพวกนี้ หายนะ 
นอกจากนั้น พยายามอย่าเก็งกำไรจากราคาหุ้นด้วย ซึ่งผมยังทำไม่ค่อยได้เลย T.T   


6 อย่านำเงินของธุรกิจ ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์
ซื้อทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ไม่ช่วยในเรื่องการทำธุรกิจ แย่ยิ่งกว่า การออกนอกความถนัดเสียอีก

เห็นบ่อยๆที่ ผบ มักชอบเอาเงินบริษัทไปซื้อของไร้สาระ เช่น รถหรู บ้านพักหรู ด้วยข้ออ้างสารพัด อันนี้ผมไม่พูดถึงล่ะกัน 
นอกจากนี้ก็ยังมีพวกที่บังคับให้ซื้อทรัพย์สินที่ตัวเองเป็นเจ้าของในราคาสูงมาก เพื่อนำเงินกำไรเข้ากระเป๋าอีก 
อีกอันก็พวก บริษัทที่ แจกวอแรน ให้กับพนักงานและผู้บริหารนี่ล่ะ ที่แย่จริงๆ เป็นการนำเงินออกมาจากบริษัทเข้ากระเป๋าตัวเองโดยถูกกฎหมายเลยล่ะ แต่ก็ยังดีกว่า 2 อันแรกนะ เพราะเรามักจะไม่รู้เลย

7 อย่าให้ธุรกิจพึ่งคนคนเดียวมากเกินไป หรือ คู่ค้าไม่กี่ราย
ธุรกิจที่เจ้าของรู้ทุกเรื่อง ถ้าเจ้าของตาย ล้มละลายแน่นอน One man show
ธุรกิจที่คู่ค้าน้อยหลายมาก เช่นถ้าลูกค้าหลัก ยกเลิก การซื้อขาย ล้มละลายเลยแบบนี้
ธุรกิจที่เป็นลูกโซ่ อย่างผลิตรถ ก็จะเริ่มจาก ถลุงเหล็ก ขึ้นรูปเหล็ก พ่นสี ประกอบ ถ้าจู่ๆ ถลุงเหล็กไม่ได้ ที่เหลือก็เจ้ง

ที่เจอมากับตัวก็มี MCS ผมชอบบริษัทนี้นะครับ ชอบ ผบ ด้วย แต่ผู้ค้าหลัก มีอยู่ 5-7 ราย แต่ทั้งหมดอยู่ในญี่ปุ่น เวลาเกิดปัญหาที่ญี่ปุ่นที MCS ก็ไม่มีงานเลย แทบล้มเลย
อีกตัวก็ โรงกลั่นน้ำมัน ระยอง RPC ที่จู่ๆ PTT ไม่ส่งน้ำมันให้ดื้อๆ เลยเกือบจะเจ็งเลย
อย่างเจ้าของรู้ทุกเรื่อง ผมหาในตลาดไม่ได้นะครับ เอาเป็นว่า อย่างบริษัทของ โน๊ค อุดม ถ้าคุณโน๊คลาออก ใครจะเป็นคนพูดต่อล่ะ 
แบบนี้เวลาหาบริษัทที่ดี ต้องผู้บริหารเป็นคนทำให้บริษัทเดินได้ ยืนได้ แต่ไม่ใช่บริษัทต้องพึ่งผู้บริหารคนเดียว

8 จงอย่าเชื่อคนง่าย
ชวนลงทุน ส่วนใหญ่มักเจ็ง ที่ไม่เจ็ง ได้เงินเป็นกอบเป็นกำ คิดหรือว่าเขาจะแบ่งให้จริงๆ
ยืมเงิน 100% หายไปหมดทุกคนเลย
ค้ำประกัน ยิ่งหนักว่ายืมเงินอีก เพราะเราต้องตามใช้หนี้แทนอีก เลวร้ายเลย
ให้เครดิตนานๆ เหนื่อย สมมุติถ้าอยู่หนี้ไปเลย ก็ซวยอีก

อันนี้คงมองได้ 2 อย่าง คือบริษัท ที่เวลาขายของ ต้องรอเก็บเงินที่หลัง เช่นพวกโรงงานที่เอาของไปฝากขาย กว่าจะได้เงินคืนก็เป็นเดือนๆ หรืออย่างพวกขายรถ ขายบ้าน ด้วยใบจอง พวกนี้จู่ๆโยนใบจองทิ้งดื้อๆเลยก็ได้เสมอ
ส่วนอีกเรื่อง คงเป็นเรื่องบุคคลที่ว่า เพื่อนชวนไปลงทุน หุ้นร้อนแรงแห่งสัปดาห์ แบบนี้ สุดท้ายมักจบไม่สวย


9 จงรู้ตัวว่า เมื่อใดควรจะยอมแพ้
เมื่อเห็นว่าแย่ก็คือแย่ ไม่มีทางกลับมาได้อีก
อย่าโยนเงินเพิ่มถ้าไม่รอด
อย่านำความรู้สึกมาเกี่ยวข้อง

สำหรับข้อนี้ ผมว่า อย่าเอาเงินไปลงทุนกับบริษัท ที่ยังไงก็แย่ บริษัทเน่าๆ อย่าไปคิดว่า บริษัทนี้เคยดี เคยราคาสูงในอตีด ในอนาคตอาจจะกลับมาได้อีก 

10 จงมีคุณธรรม ซื่อสัตย์ ในการทำธุรกิจ
ชื่อเสียงเป็นสิ่งสำคัญ

ผมมองเป็น สอง ประเด็นนะครับ
อย่างแรก ถ้าเราจะซื้อบริษัท เราต้องซื้อบริษัทที่ดี ลูกค้าอยากกลับมาใช้ใหม่ ไม่หนีไปที่อื่น อย่างโรงพยาบาล ระหว่างโรงพยาบาลแพงแต่มีชื่อเสียงมาก กับโรงพยาบาลถูก NoName คิดว่าคนอยากไปที่ไหนล่ะ
อย่างที่สอง ถ้าเราจะซื้อบริษัท ควรซื้อบริษัทที่ ผู้บริหาร ไม่มีประวัติหรือดูท่าทางโกง และไม่มาเล่นราคาหุ้นเป็นเจ้ามือมากเกินไป หลายๆบริษัทในตลาด ผบ มักซื้อขายหุ้น เพราะเป็น insider ตัวใหญ่ ทำให้รายย่อยมักเป็นฝ่ายเสียหายเสมอ ยิ่งการลวงบัญชี ยิ่งเลวร้ายเลย

Monday, April 9, 2012

บันทึกช่วยจำ Kamart

Kamart

ธุรกิจ ขายเครื่องสำอางทั้งปลีกและส่ง มีขายแฟรนด์ไซด์ ลงทุนเอง (สาขาประมาณ 1 ล้านบาท) ลงตามห้าง ร้านค้าชื่อดัง

อดีต แย่สุดขีด จากขายทีวิ มาเป็นรถขนส่ง ทำรถติด NGV เข้าใจว่าตอนนี้จบแล้ว

ชื่อก่อนหน้า Distar

สำหรับธุรกิจเครื่องสำอาง ในประเทศมีประมาณ 50,000ล้านบาท (2554)
อันดับหนึง ส่วนแบ่งตลาด 4% อันดับต่อมาก็ไม่ต่างกันมาก
ปี 54 ยอดขาย 441ล้านบาท (0.9%)

------------------------------------------------------------------------------
เวบไซด์
http://dev.karmarts.co.th/shop/


ไม่ค่อยตอบ ทางเว็บบอร์ด เท่าที่ควร แต่คนก็ถามเยอะไปนะ

ลูกค้าที่สนใจต้องการเป็นตัวแทนจำหน่าย   หรือ  ต้องการเปิดร้านคาร์มาร์ท  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  เจ้าหน้าที่  Call  Center  Karmarts
ได้เวลา  8.30  -  17.30   น   จ-ส  ค่ะ    02-8052500     -  024134444

เผื่อใครสนใจ
----------------------------------------------------------------------------
เป้าหมายผู้บริหาร  นายวิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล กรรมการผู้จัดการ 
รายได้รวม 300 ในปี 2554 (20/jun/2011 Thaivi)    ทำได้จริง 441 
รายได้รวม 500 ในปี 2554 (24/nov/2011 thaivi)     ทำได้จริง 441 
30 สาขาในปี 2554   ทำได้จริง 27-33 (ข้อมูลไม่ชัด)
ลดพาร์ลง เพื่อล้างขาดทุนสะสม เปลี่ยนเป็นกำไร จึงจะให้ปันผลได้   ทำไปแล้ว

รายได้รวมปี 2555 โต 50-100% ในmoney talk (คิดว่าได้ เพราะรายได้จาก q4/54 มาคิดก็พอไหว)
100 สาขาใรปี 2555
ย้ายหมวยไป พาณิชย์
ปันผลทุกไตรมาส
------------------------------------------------------------------------------

2554
Q1 กำไร -1 ล้าน
Q2 กำไร 22 ล้าน
Q3 กำไร 40 ล้าน (หักรายการขายโรงงาน 20 ล้าน)
Q4 กำไร 51 ล้าน (บวกกลับขาดทุนประเมินอสังหา 5 ล้าน กับขาดทุนด้อยค่าอุปกรณ์ 15 ล้าน)


------------------------------------------------------------------------------
Money Weekly วันที่ 25/12/54 เวลา 22.00-23.00 น.

นาย วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท คาร์มาร์ท จำกัด (มหาชน) (KAMART)
http://www.dcs-digital.com/moneychannel/index.php
------------------------------------------------------------------------------
การซื้อขาย จาก ต้นปี 2554 จน 9/4/55
ซื้อตลอด ขายหมู บางครั้งด้วย
http://capital.sec.or.th/webapp/corp_fin2/result59c.php?order=DATE&cmb_comp_run_code=0000001349

-----------------------------------------------------------------------------
ข้อดี
เป็นการนำเข้า ขายต่อ
ขายสินค้าได้หลายชนิด (ที่ทราบ 30 แบรด์์ 2000 ผลิตภัณฑ์)
ไม่มีต้นทุนสูงในการดำเนินงาน (ตั้งโรงงาน)
ตลาดเครื่องสำอางค่อนข้างใหญ่ และ ใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ (แถมใช้แล้วหมดไปด้วย)
เป็นผู้กระจายสินค้า รับความเสี่ยงต่ำ


ข้อเสีย
หลายแบรด์มาก ทำให้เราไม่รู้ว่า เจ้าเดียวกัน (แต่ก็เป็นข้อดี ถ้าตัวไหนไม่ดีก็หายไปเลย)
ปัญหาในการบริหารที่จัดเก็บ การขนส่ง ที่ยังไม่ดีพอ
คู่แข่งเยอะมาก
การรุกตลาดอย่างเร็ว อาจไม่มั่นคง ต้องดูระยะยาวว่าจะไหวหรือไม่
การทำนอกความสามารถของผบ
การทำการตลาดทั้งแบบขายตรง แบบเปิดร้าน ที่ยังควบคุมได้ไม่ค่อยดี

-----------------------------------------------------------------------------
ความคาดหวังส่วนตัว
การเติบโตของธุรกิจอย่างแรง (ในปี 55)
อนาคตที่ผู้หญิงใช้เครื่องสำอางมากขึ้นอย่างแรง (เด็กประถมก็เริ่มแล้ว) (คนที่เคยใช้ จะหยุดไม่ได้ด้วย)
ปี 2554 กำไรควรดูที่ ไตรมาส 3 4 มากกว่า เพราะไตรมาส 1-2 ยังไม่ค่อยดีเลย
คาดหวังอย่างต่ำ ปี 2555 น่าจะได้ = ไตรมาส 4/54 *4 ประมาณ 0.4 (PEคิดเอง)
ทำตัวคล้ายๆ CPALL แต่เน้นไปทางเสริมสวย (ใช้แล้วหมดไป) (อันไหนขายไม่ดีก็ตัดออก)

ประเด็นควรขาย ลดพอร์ต
ผบ ขาย
รายได้ต่อร้านลดลง (ต้องดูอีกทีว่าร้านเปิดใหม่ รายได้น้อยจนทำให้ยอดรวมร่วงหรือไม่)


-----------------------------------------------------------------------------------------

อื่นๆ

วัตสัน ยอดขาย 36   ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
บูท ยอดขาย 22   ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
Oriental Princess 11  ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
Cutepress 7 ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน
Beauty Buffet 6 ล้านบาทต่อปี ต่อร้าน