Sunday, September 15, 2013

PE PEG ซื้อที่เท่าไหร่ดี

เคยสงสัยไม ว่าทำไมเราซื้อหุ้นกันที่ PE สูงๆ แล้ว PEG ทำไมต้องน้อยกว่า 1 ใครตั้ง เพื่ออะไร 

* หลังจากนี้ไป เป็นความเข้าใจส่วนบุคคลนะคร้าบบบ
** อันนี้ เฉพาะ นักลงทุนระยะยาวนะครับ 

สมมุติ กรณีที่ 1 
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20
หุ้น C ปันผล 2 บาท ราคา 100 บาท PE 50
ให้แค่นี้ แน่นอน หุ้น A ดีสุด

สมมุติ กรณีที่ 2
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% ทุกปี PEG =1
หุ้น C ปันผล 3.3 บาท ราคา 100 บาท PE 30 โต 30% ทุกปี PEG =1
ถ้ากำไรโต X % ทุกปี ผลลัพธ์ที่ได้คือ กำไรจะมาจาก ปันผล + การเติบโตของกำไรเลย
หมายความว่า สิ้นปีที่ 1
หุ้น A ราคา 100 บาท ปันผล 10บาท รวมกำไร 10 บาท
หุ้น B ราคา 100 บาท ปันผล 5บาท รวมกำไร 5 บาท
หุ้น C ราคา 100 บาท ปันผล 3บาท รวมกำไร 3 บาท
สิ้นปีที่ 2 (ปรับ PE ให้เท่าเดิม พอกำไรเพิ่ม ราคาก็ต้องเพิ่ม)
หุ้น A ราคา 110 บาท ปันผล 11 บาท กำไรจากปีที่1 10 บาท รวมกำไร 31บาท
หุ้น B ราคา 120 บาท ปันผล 6 บาท กำไรจากปีที่1 5 บาท รวมกำไร 31บาท (รวมกำไรส่วนต่างราคาหุ้น)
หุ้น C ราคา 130 บาท ปันผล 4.3บาท กำไรจากปีที่1 3.3บาท รวมกำไร 37.6บาท (รวมกำไรส่วนต่างราคาหุ้น)
ดังนั้น กรณีที่ 2 ถ้าการเติบโต เป็นไปตลอดชีวิต หุ้น C จะกลายเป็นหุ้นที่ผลตอบแทนดีที่สุด เพราะเป็นหุ้นที่มีการเติบโต ทั้งด้านกำไรและราคา สูงสุด

ดังนั้น ทั้ง 2 กรณีนี้ ทำให้ หุ้นบางตัว ปันผลต่ำตลอดชีวิต (เพราะมันเติบโต) หุ้นบางตัวปันผลเยอะมาก (เพราะไม่โต) นั่นเอง

แต่ก็มีปัญหาต่อ คือ
1. ไม่มีหุ้น หรือธุรกิจไหน จะเติบโตได้มากตลอดไป (ไม่งั้นหุ้นตัวนั้นจะใหญ๋จนกินทั้งโลก)
2. ราคาไหน ที่ควรเข้าซื้อดี 

=================================================================
*** ขอเปลี่ยนแปลง หุ้น PE 30 ปันผล 3.33% เป็น PE40 ปันผล 2.5%
**** ปันผลเอาออกไปเลยนะครับ เพื่อให้ง่ายต่อการคิด 

ปัญหาต่อมา คือ
1. ไม่มีหุ้น หรือธุรกิจไหน จะเติบโตได้มากตลอดไป (ไม่งั้นหุ้นตัวนั้นจะใหญ๋จนกินทั้งโลก) 
2. ราคาไหน ที่ควรเข้าซื้อดี 

สมมุติกรณีที่ 3
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% ทุกปี PEG =1
หุ้น C ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 40 โต 40% ทุกปี PEG =1
แต่ เรามามองในปีที่ 5
หุ้น A จะมีปันผลรวม 61.05บาท ราคา 146.41 รวมกำไร 107.46บาท
หุ้น B จะมีปันผลรวม 37.21บาท ราคา 207.36 รวมกำไร 144.57บาท
หุ้น C จะมีปันผลรวม 27.36บาท ราคา 384.16 รวมกำไร 311.52บาท
จะเห็นว่า ถ้า A B C ยังสามารถโตได้ในระดับเดิม หุ้นที่มีการฌตมากสุด ก็จะกำไรมากสุด

สมมุติกรณีที่ 4
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% เป็นเวลา 5ปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
หุ้น C ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 40 โต 40% ทุกปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
เรามามองในปีที่ 5 เหมือนกรณีที่ 3
แต่ในปีที่ 5 หุ้น B และ C ดันโตเหลือ 10% เท่าหุ้น A ทำให้ PE ของหุ้น B และ C ลงมาทันที เหลือ 10
หุ้น A จะมีปันผลรวม 61.05บาท ราคา 146.41 รวมกำไร 107.46บาท
หุ้น B จะมีปันผลรวม 37.21บาท ราคา 103.68 รวมกำไร 40.89บาท
หุ้น C จะมีปันผลรวม 27.36บาท ราคา 96.04 รวมกำไร 23.4บาท
ถือมา 5 ปี PE กลับมาเท่าเดิม กลายเป็นหายนะทันที

สมมุติกรณีที่ 5
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
หุ้น C ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 40 โต 40% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
ให้เป็น X ปี เพื่อที่เราต้องการจากหาว่า "ถ้าเราต้องการหุ้นที่ PEG 1 PE สูง การโตสูง เราจะต้องหาต่อเนื่องอีกกี่ปี

อันนี้ผมขอเฉลยเลยล่ะกัน
หุ้น B จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 11 ปี
ในปีที่ 10 หุ้น A จะปันผล 25.94 ปันผลรวม 185.31 ราคา 259.37 กำไร 344.69
ในปีที่ 10 หุ้น B จะปันผล 30.96 ปันผลรวม 160.75 ราคา 309.59 (ที่ PE 10)กำไร 370.34
หุ้น C จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น A จะปันผล 19.49 ปันผลรวม 114.36 ราคา 194.87 กำไร 209.23
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 26.35 ปันผลรวม 85.99 ราคา 263.53 (ที่ PE 10)กำไร 249.52
หุ้น C จะแซงหุ้น B ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น B จะปันผล 12.44 ปันผลรวม 49.65 ราคา 124.42 (ที่ PE 10)กำไร 74.07
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 13.45 ปันผลรวม 40.81 ราคา 134.46 (ที่ PE 10)กำไร 75.27

กรณี 6 เป็นกรณีปันผล 50%
หุ้นส่วนใหญ่ ไม่สามารถปันผล 100% ได้ เราควรคิดปันผล 50% แทนบ้าง
หุ้น A กำไรต่อหุ้น 10บาท ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B กำไรต่อหุ้น 5บาท ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
หุ้น C กำไรต่อหุ้น 2.5บาท ปันผล 1.25 บาท ราคา 100 บาท PE 30 โต 30% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10

อันนี้ผมขอเฉลยเลยล่ะกัน
หุ้น B จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี
ในปีที่ 10 หุ้น A จะปันผล 11.79 ปันผลรวม 79.69 ราคา 235.79 กำไร 215.48
ในปีที่ 10 หุ้น B จะปันผล 12.9 ปันผลรวม 64.9 ราคา 222.89 (ที่ PE 10)กำไร 222.89
หุ้น C จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น A จะปันผล 9.74 ปันผลรวม 57.18 ราคา 194.87 กำไร 152.05
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 13.18 ปันผลรวม 42.99 ราคา 206.53 (ที่ PE 10)กำไร
หุ้น C จะแซงหุ้น B ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น B จะปันผล 6.22 ปันผลรวม 24.82 ราคา 124.42 (ที่ PE 10)กำไร 49.24
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 6.72 ปันผลรวม 20.4 ราคา 134.46 (ที่ PE 10)กำไร 54.86

กรณีสุดท้ายล่ะ ขี้เกียจล่ะ
ถ้าเรามองเฉพาะปันผลอย่างเดียว (ปันผลสะสม) โดยไม่สนใจเรื่องราคา
หุ้น A B C เหมือนเดิม

หุ้น B จะแซง หุ้น A ที่ปีที่ 14 หุ้น B ปันผลสะสม 147.99 หุ้น A ปันผลสะสม 139.87
หุ้น C จะแซง หุ้น A ที่ปีที่ 10 หุ้น C ปันผลสะสม 87.27 หุ้น A ปันผลสะสม 79.69
หุ้น C จะแซง หุ้น B ที่ปีที่ 8 หุ้น C ปันผลสะสม 42.99 หุ้น B ปันผลสะสม 41.25

แสดงว่า การที่คนยอมซื้อที่ PE สูงๆ เพราะอ้างว่า มีการเติบโตที่สูงมากๆ จะต้องรู้ว่า จะโตได้สูงๆแบบนี้ อีกนานขนาดไหน ถึงจะคุ้มที่จะซื้อนะครับ

**** นี่ยังไม่รวมการเอาปันผลที่ได้ มาซื้อหุ้นกลับอีกทีนะครับ 


=======================================================================
สรุป

  1. ถ้าจะซื้อหุ้น PE สูงๆ โดยอ้าง PEG ว่า =1 ซื้อได้  ต้องมั่นใจว่าหุ้นที่เติบโตยาวนานพอ อย่างน้อย 5ปีขึ้นไป แล้วต้องยังโตได้อีกถึงจะโตน้อยลงก็ตาม 
  2. อันตรายจริงๆของหุ้น PE ระดับสูงมากๆ คือการปรับ PE ลง กลับมาอยู่ในจุดที่ควรอยู่ 
  3. ถ้าเป็นกรณีเอาปันผลมาซื้อหุ้นกลับด้วย จะน่าสนใจมากกว่านี้ เพราะหุ้น PE ต่ำ ปันผลสูง จะเพิ่มผลตอบแทนอีก ทำให้หุ้นเติบโต PE สูง เอาชนะได้ยากขึ้น ต้องใช้เวลามาขึ้นอีก 
ข้อควรระวัง
  1. เป็นเพียงทฎีษดี เท่านั้น (เขียนไม่ถูก)
  2. หุ้นแต่ล่ะตัวไม่เหมือนกัน ต้องระวังด้วย 



Thursday, August 15, 2013

ทดลอง Short MAKRO

เห็นมีคนถามถึงกรณี ที่ผม short MAKRO อยู่บ้างในเฟสบุ๊ค ก็เลยมาขออธิบายในนี้ล่ะกัน ไม่ได้เขียนมานานล่ะ

ทำไมถึง short MAKRO

สำหรับ MAKRO ที่ผม short ไป ด้วยเหตุผลหลักๆ ง่ายๆ คิดว่ามันจะลง เพราะราคาที่ CPALL ซื้อไป ผมดูว่ายังไงก็แพงเกินไป (PE เกือบ ราวๆ 50เท่า) ประกอบกับตลาดเข้าสู่ช่วงลงพอดี (จาก 1650 ลงมา 1400 โดยประมาณ) 

ตอนทีขึ้นไป 1014 เป็นราคา Celling ขาดทุนหนักมาก ทำไมไม่ขาย ใจแข็งมาก

ตอนนั้นขึ่นไป ผมก็ช๊อคเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้สึก แต่คิดว่า ถ้ามันขึ้นไปขนาดนั้น คนซื้อจะได้อะไร PE65 มันเป็นไปไม่ได้ มีความรู้สึกอยาก short MAKRO เพิ่มอีก
กลัวขาดทุนนะ แต่คิดว่า ยังไงโอกาสลงมีสูงกว่าแน่ๆ เราก็เลยอดทนต่อไป แต่ก็เตรียมเงินไว้ เพื่อแล้ว

ทำไมไม่บอกคนอื่น

ทำถามยอดฮิตเลย ที่ผมไม่อยากบอกคนอื่น เพราะ
  1. ต้องเปิดบัญชี ยืมและให้ยืมหุ้น เพิ่ม 
  2. มีเรื่องดอกเบี๊ยเข้ามาเกี่ยวข้อง
  3. มีโอกาสที่จะขาดทุนสูง จากการที่ผู้ให้ยืมหุ้น ขายหุ้น เราต้องซื้อคืนทันที 
  4. ความเสี่ยงเรื่องราคา (ขึ้นไปขนาดนั้น ถ้ามีคนตามผม ผมคงโดนด่าเละแล้ว) 
  5. ความเสี่ยงในเรื่องการเล่นข่าว อย่างข่าวที่ว่า หุ้นจะแตกพาร์ ก็เอาซะผมแย่เลย
  6. ความเสี่ยงในเรื่องที่ ราคาอาจจะไม่ลง หรือลงช้ามากๆ 
  7. ความเสี่ยงในเรื่องการตั้งกองทุน
เพราะเห็นว่าอันตรายกว่าการเล่นหุ้นลงทุนธรรมดาที่ผมใช้ ผมเลยไม่แนะนำดีกว่า 


สำหรับผมแล้ว ส่วนตัวผมมองว่า MAKRO PE น่าควรเกิน 40 อย่างดีๆ ก็ 35 ด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ผมมองว่า มันน่าจะลงมากกว่านี้ สำหรับทุกวันนี้ ผมเองก็คงเพียงรอเวลาเท่านั้นเอง

Tuesday, June 4, 2013

เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ขอนอกเรื่องบ้าง ปกติชอบเขียนแต่เรื่องหุ้น

ค่้อยๆเปลี่ยนวิธีการดู

หลังจากที่ลงทุนมาระยะเวลานึง ไม่นานมาก ผมก็พบว่า ผู้บริษัท เป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ในการเลือกบริษัทเลย

จากตอนแรกๆสุด ผมเน้นดูกราฟ (ช่วงที่พึ่งเล่น) โดยดูแนวโน้มว่า ราคานอกเส้นนู้นเส้นนี่ แต่สุดท้ายเหมือนจะหลงทาง เพราะมีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็รู้สึกไม่เหมาะกับตัวเอง

ต่อมาผมก็มาดูเรื่องของ งบการเงิน โดยเชื่อว่าบริษัทที่งบดี น่าจะอนาคตดี อาจต้องรอต่อไปอีกพักใหญ่ๆก็ได้ แต่ก็คุ้มค่า แต่สุดท้าย ก็เจอทั้งหุ้นโภคภัทธ์ หุ้นที่ธุรกิจดีบางช่วงเล่นงานเอา ทำให้เกิดความเสียหายพอสมควร

ต่อมาผมก็มาดูเรื่องของ ธุรกิจ เป็นหลัก โดยคิดว่า ถ้าธุรกิจที่ดี ทุกอย่างมันจะดีไปเอง แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็เจอระเบิดที่ซ่อนอยู่ โดยผู้บริหารที่ ไม่ยอมบริษัทธุรกิจให้ดี แต่กลับไปบริษัืทราคาหุ้นให้ขึ้นลงตามที่เขาต้องการ

มาถึงสุดท้าย ผมก็พึ่งเ้ข้าใจ เวลาดูหุ้น ที่เขาแนะนำกันมา เขาบอกไว้ ให้ดู ธุรกิจ ดูงบ ดูรอบๆ ถ้าผ่านหมดเลย ให้มาดูผู้บริหารทีหลัง ถ้าผู้บริหารไม่ดี ทุกอย่างเป็นอันจบ



Wednesday, May 29, 2013

แอบดู SE-ED

==================================================================
update 3/6/2556

เรื่องหุ้น SE-ED มันเป็นหุ้นที่ปันผล คนที่ซื้อก็เน้นซื้อเพราะปันผล แต่ปัญหาคือ พอเพิ่มสาขา รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ทำให้กำไรมันเริ่มลดลง แล้วปันผลก็ลดลงด้วย วิธีแก้ไขคือการเพิ่มปันผลโดยจ่าย pay out เพิ่ม แล้วก็เอากำไรสะสมมาจ่ายแทน แต่สุดท้ายแล้ว หุ้นที่ปัีนผลผิดปกติ (ปันผลมากกว่ากำไร) มันก็เป็นไปไม่ได้ และการที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลได้ ต้องเอาเงินมาลงทุน สุดท้ายเลยงดจ่ายปันผล คังนั้น คนที่ซื้อเพราะหวังปันผล ย่อมผิดหวัง ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างหนัก เท่านั้นเอง

ที่เหลือก็ดูว่า ธุรกิจนี้จะทำยังไงให้กลับคืนมา จะทำให้ร้านหนังสือกลับมาขายดี รายได้เพิ่ม อัตรากำไรดีขึ้นเมื่อไหร่ หรือโรงเรียนธุรกิจใหม่จะทำให้กลับมาดีหรือเปล่า
==================================================================

หุ้นตัวนึง ที่เคยถูกเรียกว่า "หุ้น VI" และปัจจุบันกลายเป็นตัวแทนสำหรับคนที่ลงทุนแนวอื่นๆ เช่นเทคนิค ข่าว ไสยาศาสตร์ ต่างๆ เอามายกตัวอย่างกันว่า

ลงทุนแบบ VI ด้วยหุ้น VI แล้วแบบนี้ หมายความว่ายังไง??

พร้อมตบท้ายด้วยเรื่องของวิธีการเล่นหุ้นในแบบขอตัวเองกัน ซึ่งก็ถูกกล่าวถึงเยอะมากๆ

ส่วนตัวแล้ว หุ้นVI มีจริงๆ แต่มันหมายถึงหุ้นที่มี มูลค่าสูงกว่าราคา ซึ่งหุ้นตัวเดียวกัน แต่ถ้า คนล่ะเวลาและคนล่ะราคากัน มันก็อาจเป็นหุ้น VI หรือหุ้นที่แพงเกินไปก็ได้แล้ว

ดังนั้นต้องบอกก่อนว่า หุ้น VI ที่น่าลงทุน จะเป็นช่วงเวลานึงในช่วงราคานึงเท่านั้น จะมาเหมาว่า หุ้นVI พร้อมซื้อได้ทุกราคา มันก็ผิดตั้งแต่แรกแล้ว

ช่างมันเถอะ มาดูหน่อยดีกว่า เห็นลงมาซะ หนาวเลยนะนี่


SE-ED : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)


มาดูธุรกิจกันดีกว่า 
  1. หนังสือ แน่นอน se-ed ก็ต้องเป็นหนังสือกับร้านหนังสืออยู่แล้ว สำหรับคนทั่วๆไปที่เดินผ่านไปมาก็ต้องเห็นอยู่ ในกลุ่มนี้ ก็จะผลิตหนังสือเป็นหลัก รวมไปถึงพวก CD ด้วย
  2. วารสาร มีทั้งหมด 7 ฉบับ เป็นรายเดือน
  3. การรับจัดจำหน่ายหนังสือ นอกจากพิมเองแล้ว บริษัทยังรับหนังสือที่อื่นมาขายด้วย 
  4. ธุรกิจร้านหนังสือ SE-ED BOOK CENTER ทั้งที่เปิดเองและที่รับบริษัทงานให้
  5. SE-ED Learning Center เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ อาคาร จตุีรัส จามจุรี (แถวจุฬา)
  6. โรงเรียนเพลินพัฒนา ตั้งแต่ อนุบาล - มัธยม
  7. ธุรกิจอื่นๆ ผลิตรายการ TV ด้วย 
ก็น่าสนใจดีเหมืิอนกัน แต่ก็ต้องดูรายได้หลักๆ
รายได้จากธุรกิจหนังสือ 95.45% 
แบ่งเป็น ขายปลีก 82.82% ขายส่ง 12.61% รับจ้างพิม 0.02%
รายได้วารสาร 0.93%
รายได้โรงเรียน 2.09%
รายได้อื่นๆ 1.53% 
* จากปี 55

เท่าที่ดู คงต้องดูการขายหนังสือเป็นหลักนะ

*Kiok หมายถึงแผงหนังสือขนาดเล็ก

เท่าที่เข้าใจ ยิ่งเปิดร้านมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งขายหนังสือได้มากขึ้นเท่านั้นนะ 
ปล. คิดง่ายๆ simple is best 
ปล2. คิดได้แค่นี้อ่ะ 



ไปขุดๆงบในอดีตดูก็พบว่้า หุ้นก็เติบโตได้เรื่อยๆ  แต่ไม่ได้สวยงามมากนัก สงสัยถ้าจะดูกันจริงๆ คงต้องดูก่อนหน้านี้อีก 2534 - 2548 จากกราฟจุดที่ขายทั้งหมด ขึ้นมาเยอะมากๆ งบการเงินน่าจะดูดีกว่านี้เยอะเลย ทั้งสาขาที่เปิดเยอะมาก อัตราการเพิ่มของสาขาสูงด้วย แต่ตั้งแต่ปี 2550-2553 ก็ยังดีอยู่ จนปี 2554 - 2555 ก็เริ่มดูไม่ดี แม้รายได้เพิ่ม

2554 ภาษีเงินได้ เสียมากขึ้น จาก 25% -30% เีรื่องน้ำท่วม เรื่องเพิ่มค่าแรง เป็นหลัก
2555 ยังมีปัญหาน้ำท่วมตามมา ค่าจ้างเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นใน 7 จังหวัดและปรับเงินเดือนเพิ่มในจังหวัดอื่นๆ 39.5% และรายได้ระดับ ปริญญาตรี 15000 บาทด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังที่ผมเห็นนะ

  • ร้านหนังสือในเครือที่ SE-ED เปิดไป ค่อนข้างเยอะมากแล้ว การที่ยังเน้นขยายธุรกิจด้วยวิธีเดิมจะทำให้มันตันเอง (แต่ที่เห็นก็มีการเอาของเข้าไปขายนู้นขายนี่เพิ่มด้วย อย่างอุปกรณ์โทรศัพท์ พวกนี้ ก็น่าสนใจดี)
  • ร้านหนังสืออย่างของ B2S ของเซ็นทรัสที่ OFM กำลังลุย ร้านนายอิน ร้าน Asia book ของเสี่ยเจริญ (หรือเปล่า) ร้านไพรินขายหนังสือถูกๆ แล้วก็ร้านอื่นๆอีกมากมาย ที่ตอนนี้แข่งกันอย่างหนัก 
  • การเข้ามาของ E-book และคนไทยชอบของฟรีมากกว่า โหลดฟรีกันเลย
  • ค่าแรง 300 ปี 2556
งบไตรมาส 1/56


 ที่เขียนรายละเอียด
รายได้ลด จากธุรกิจค้าปลีก SSSG -10.48% รายได้หลัก
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ค่าเช้า ค่าบริการ ค่าอื่นๆ เิพิ่ม 10.1%
ค่าจ้างที่เพิ่มต่อ
แม้จะลดกำไรสุทธิ ลง ก็ไม่ไหว

มาดูกัน รายได้จากการขายลดลง -3.5% เป็นรายได้หลักถึง 96.76%
แต่ต้นทุนลดลง -5.71% (***ปล. ตรงกำไรขั้นต้น ผมเขียนผิด)

ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเพิ่มขึ้น 10% โดยประมาณ

กำไรเลยหด -54.7%
กำไรสุทธิ -47.87%

ก็ถ้าตามที่ดูนะ

รายได้

  • ถ้าสามารถเปิด ธุรกิจใหม่ได้ โดยที่ทำให้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นพอที่จะเปลี่ยนสัดส่วนรายได้ ก็จะน่าสนใจมาก

รายจ่าย

  • ถ้า SE-ED สามารถจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งบริหาร และการขายได้ 
  • เฉพาะเรื่องค่าแรง คิดว่าคงจะไม่เพิ่มไปอีกสักพักใหญ่ๆ 2-3 ปี มั้ง ก็อาจจะดีก็ได้ ถ้าได้ในราคานี้ 
อื่นๆ
  • ถ้าสามารถทำอัตราการทำกำไรให้เท่าเดิมได้ ก็จะดีมากเลย ที่ผ่านมาก็มีอัตรากำไรที่เดิม แต่พอเจอเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากๆ ก็ทำให้ควบคุมไม่ทัน ก็เลยทำให้กำไรสุทธิลงไปเยอะเลย 

ส่วนตัวแล้ว ก็น่าสนใจ แต่รู้สึกว่า อัตราการเติบโต ค่อนข้างจะยากอยู่เหมือนกัน

ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ ศึกษาดู อย่าไปเชื่อผมมาก ผมแค่ไร้สาระไปวันๆ



Tuesday, May 14, 2013

บรรทึกช่วยจำ CPALL MAKRO

แหมเขียนกันเยอะ เอาบ้าง ตามกระแส

เรื่อง CPALL ซื้อ MAKRO เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นระยะสั้นกันมากกว่า (ระยะ 2ปี) จากในบทความต่างๆและบทวิเคราะห์ และผลลัพธ์คือปรับประมาณการ เป้าหมายลงมา ไม่ก็แนะนำขาย หรอถือกันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนคนเท่าไปที่คุย ก็มักจะบอกว่า หนี้เยอะปีนี้กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า ไม่ก็กลัวเพิ่มทุน

เรื่องเพิ่มทุนก่อน

ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าไม่เพิ่มทุนก็ดี เพราะจะได้ไม่มีตัวหารเพิ่ม แต่ถ้าเพิ่มทุน ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าราคาเท่าไหร่มากกว่า แต่เชื่อว่าไม่น่าเพิ่มทุน อย่างน้อยผู้บริษัทก็เชื่อถือได้มากกว่าหลายๆตัว และถ้าเพิ่มจริงๆ CPF จะขนเงินมาจากไหนดี

แต่เอาเข้าจริงเรื่องการเพิ่มทุนที่คนกลัวกัน ผมรู้สึกขำมากเลย อย่างหุ้นตัวอื่น (ไม่ขอเอ๋ยนาม) หลายๆตัว พอประกาศเพิ่มทุน แต่หุ้นขึ้นไป แถมขึ้นแบบติด celling ด้วย คนแห่ซื้อกันใหญ่ บอกว่าดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็เพิ่มทุนเพื่อล้างหนี้ เพื่อทำธุรกิจใหม่ (ที่ไม่รู้จะดีหรือเปล่า) ก็คนก็แย่งกันซื้อแย่งกันเอา แต่CPALL ซื้อ MAKRO โดยรวมแล้ว มันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยซื้อ MAKRO ที่ PE 50-60 ก็ยังดีกว่าหลายๆคนไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่แม้แต่กำไร ยังไม่เคยเห็นเลยนะ

ตกลงคนกลัวเพิ่มทุน หรือกลัวเพราะราคาหุ้นมันลงมาแรงกันแน่

เรื่องของหนี้เยอะ กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า

มีความหมายคือ คุณมองสั้นๆใน ปี 2ปีเท่านั้น ซึ่งมันก็คงจะเป็นจริงล่ะ ถ้ากำไรไม่ขึ้นคงไม่ดี แต่ลองมองในแง่ถือยาวหลายปีดู สมุมติว่า CPALL ทำให้หนี้หมดได้ (เช่นจัดกองทุนอสังหา) ก็จะทำให้ กำไรจาก MAKRO เข้ามาเท่าไร CPALL ก็กำไรเพิ่มเท่านั้นเลย จากที่ต้องเปิดแต่ 7-11 กลายเป็นเปิดห้างใหญ่ได้อีก ลองมองไป 5 ปีดู ผมว่ามีอะไรดีๆอีกเยอะ แล้วอัตราการเพิ่มของกำไรเฉลี่ยผมว่าจะสูงขึ้นเยอะ

ส่วนตัวแล้วคิดว่า deal นี้ดีเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า มองมุมไหน


Monday, April 29, 2013

-talk show ความคาดหวัง จิตวิทยา อยากเป็นมาร์

โหลดที่นี่  (ข้างบนทางขวา กด download)

ต้องขอบอกก่อนนะที่นี่ ผมไม่ได้เรียนจบสาขาจิตวิทยา ผมก็ไม่ได้รู้จริงรู้ลึกในเรื่องนี้

ที่ผมเขียน เกิดจากความเข้าใจส่วนตัว และเห็นว่ามันดี เลยขอเอามาพูด ในงานสัมมนา มุ่งเรียนรู้ สู่ความมั่นคั่ง และเอามาลงในบล็อคส่วนตัวด้วย

ในอนาคต ก็อาจจะได้ไปพูดให้มือใหม่ที่เข้ามาในตลาดได้อีก


ในส่วนนี้ผมหวังว่า

  • คนจะเข้าใจในเรื่องความคาดหวังที่น่าพอใจ
  • ความผิดพลา่ดที่เกิดขึ้นจากจิตใจตัวเอง (จิตวิทยา) ในมุมต่างๆ
  • คนที่คิดว่า มาร์ หรือ นักวิเคราะห์ได้เปรียบ รายย่อย จะเข้าใจได้ถูกต้อง 

สำหรับการพูด ผมไม่ได้คิดตังค์นะครับ เพราะผมไม่ใช่ผู้เชียวชาญขนาดนั้น เป็นเพียงคนที่อยากแบ่งปันความรู้เท่านั้นนะครับ

*จะให้สนุก ก็ลองอ่านไป นึกถึงตัวเองไปนะครับ



----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ความคาดหวัง จิตวิทยา Part 1
บทความสำหรับมือใหม่

เข้ามาในตลาด หวังอะไรกันบ้างครับ?
ทุกคนที่ผมรู้จัก รวมทั้งผมเอง หวังกำไรแน่นอน (มองกระจกตาก็เป็นเงินแล้ว) ไม่มีใครเข้ามาอยากแจกเงิน อยากจนหรอกครับ
มีคำถามมากมายที่ถูกถามขึ้น "มีเงินแสนนึง ขอกำไรวันล่ะพัน ก็อยู่ได้แล้ว" "ขอกำไรวันล่ะช่องได้ไม"
ต้องขอกล่าวถึงคนเก่งๆก่อน
บัตเฟต์ได้ 22% ต่อปีมา40ก่าปีแล้ว
ปีเตอร์ลินได้29% ต่อปีมา13ปี
ดร.นิเวศน์ ได้ 40%ต่อปีมา 16ปี
*ผิดพลาดขออภัยครับ

เงินฝากออมทรัพย์ 1-2%
ฝากประจำ 2ปี 2-3%
ดอกเบี๊ยราวๆ 6-7%

ซึ่งลองคิดเล่นๆดู ถ้าได้ 24%ต่อปี คิดว่าทำได้ไม ส่วนใหญ่ทุกคนที่ฟังผม มักบอกว่าไม่ได้ เพราะ ขนาดเซียนยังได้แค่นั้น
ลองมาแตกดูเป็นช่วงเวลาที่แคบลง
24%ต่อปี 2%ต่อเดือน 0.5%ต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 1ช่องต่อสัปดาห์

ที่กลับมาเรื่องคำถามในตอนแรก "มีเงินแสนนึง ขอกำไรวันล่ะพัน ก็อยู่ได้แล้ว" "ขอกำไรวันล่ะช่องได้ไม"
มีเงินแสน กำไร พัน ก็คือวันล่ะ 1% ส่วนทำกำไรวันล่ะช่อง คือวันล่ะ 0.5%
ซึ่งถ้าเปลี่ยนเป็นกำไรต่อปีแบบไม่ทบต้น จะได้ประมาณ 200% กับ 100% ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่คนที่เข้ามาในตลาดใหม่ๆ ตั้งเอาไว้ (รวมทั้งผม)
*แต่ในอีกหลายๆคน ก็เข้ามาด้วยความหวังที่ต่ำกว่านั้นเยอะก็มีนะ

ซึ่งความคาดหวังระดับนี้ ไม่ได้รวมค่าคอมไว้ด้วย

ถ้าคนที่ไม่ได้อ่านบทความนี้ คงบอกว่า ค่าคอมนิดเดียวเอง ประมาณ 0.2 %ต่อครั้งเอง
ลองคิดดีๆ ถ้า 0.2%ต่อครั้ง วันนึงซื้อไปกลับ ก็เสีย 0.4%ต่อวัน หรือประมาณ 80% ต่อปี

แค่ซื้อขายทุกวัน จนสิ้นปี ถ้าคนกลุ่มนี้กำไรได้ แสดงว่าเขาทำกำไรได้มากกว่า 80%ต่อปี ซึ่งต้องบอกว่า เซียนจริงๆนะครับ แต่ผมเชื่อว่ามีจริง เพียงแต่พอหักค่าคอมอาจจะเสมอตัว เลยดูธรรมดาไปหน่อย

ในช่วงนี้ก็ต้องยอมรับหน่อย หลายๆคนได้กำไรทำให้มีความสุขกันทุกคน เงินก็ไหลเข้ามาจากความโลภของคน เพราะตลาดหุ้นเป็นขาขึ้น การที่คนบางคนจะซื้อๆขายๆ จนได้กำไรทุกวัน เลยเป็นเรื่องปกติไป และดูเหมือนว่าจะทำได้

ยังไงก็ตาม ก็อยากฝากเรื่องความคาดหวังกันไว้ อย่าคาดหวังกันเยอะเกินไป เพราะหลายๆคนมองแค่เป็นวันๆเท่านั้นนะครับ


----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ความคาดหวัง จิตวิทยา Part 2
บทความสำหรับมือใหม่

เรื่องการลงทุนของหน้าใหม่ หลายคนชอบพูดว่า "มีเงินน้อย ขอลงทุนแบบง่ายๆได้ไม" "ไม่อยากศึกษามากเพราะเงินน้อย" "ขอหุ้นเลยได้ไม ตัวไหนขึ้น"

เรื่องมีเงินน้่อย เลยขอลงทุนแบบง่ายๆ หรือไม่อยากศึกษามาก เพราะเงินน้อย ต้องบอกตรงๆว่าเรื่องนี้เป็นเหตุผลหลักที่ทำให้คนกลุ่มนี้รวยยาก

ผมพบคนหลายคนที่รวยไปแล้ว แต่เขาเริ่มจาก 0 เลย มีหลายๆคนเริ่มจากติดลบด้วยซ้ำ แต่ทุกคนล้วนพยายาม ศึกษา อดทน อย่างหนักเป็นช่วงเวลานึง จนเจอแนวทางของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นนักลงุทนระยะยาว หรือระยะสั้น (ในที่นี้ระยะสั้นหมายถึง ไม่ถึงปี) นักเทคนิคต่างๆ

คนหลายคนต้องเริ่มจากการคลำทางหาช่องทางเองด้วยซ้ำ หลายคนเอาชีวิตเข้าแลกกันทีเดียว (เอาเิงินที่มีทั้งหมดในบ้าน มาลงทุนในตลาด ถ้าพลาดก็จบ) กว่าพวกเขาจะมาถึงจุดที่เขาอยู่กันได้ทุกวันนี้ ก็ช้ำไปทั้งตัวเหมือนกัน

ต้องบอกว่าคนสมัยนี้ได้เปรียบ มีหนังสือดีๆมากกว่า(มีแปลไทยด้วย) บทความดีๆในอินเตอร์เน็ต มีเวปไซด์การลงทุนที่ดี มีการเปิดสอนเรื่องหุ้นเรื่องการลงทุนต่างๆ* มีทุกรูปแบบเท่าที่มนุษย์จะสรรหาได้ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนระยะยาว การลงทุนระยะสั้น(รายไตรมาส) การลงทุนจิตวิทยา การลงทุนเทคนิคที่แตกสาขาได้อีกเยอะ (เช่น EMA MACD RSI แต่ผมไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่) การลงทุนในกลุ่มสินค้าโภคพันธ์ การลงทุนด้วยญาณทิพย์(พวกเอาดวงเอาดาวมาดู ซึ่งผมก็ไม่ขอพูดอะไรมากในส่วนนี้)
*ต้องระวังเรื่องการเปิดสอนเรื่องต่างๆด้วย บางครั้งอาจทำให้เราเสียเงินโดยใช่เหตุ สำหรับผม การเปิดโอกาสไปหาเพื่อนๆร่วมลงทุนน่าจะดีกว่า ตามงานต่างๆ มีมติ้ง หรือมีการจัดสอนฟรี

นอกจากนั้นก็ยังมีคนเก่งๆ ที่ออกมาบอกตามเฟสบุ๊ค เพจ เวปไซด์ต่างๆอย่าง pantip หรือเวปอื่นๆ ที่ออกมาแนะนำหุ้นต่างๆในช่วงนั้นๆ (แต่ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงว่า ทุกท่านจะเข้าไปหาหุ้นเด็ด หรือขอหุ้นคนอื่นนะครับ แต่อยากให้ไปดูความคิดของเขาดู ว่าเขาคิดยังไง ทำไมถึงเป็นแบบนั้นมากกว่า)

นั่นทำให้ผมรับรองเลยว่า คนสมัยนี้ สบายกว่าสมัยก่อนเยอะ ในเรื่องการหาข้อมูลต่างๆ แต่ก็มีปัญหานิดหน่อย บางทีข้อมูลมันเยอะเกินไป ทำให้เกิดปัญหาในแง่ข้อมูลเสียบ้าง แต่ก็ต้องฝึกฝนกันต่อไป

ยังไงถ้าอยากจะรวย ก็ต้องศึกษาว่าจะรวยยังไง ไม่มีใครมาป้อนอาหารเราตลอดหรอกนะครับ แต่ถ้าไม่มีเวลาจริงๆ หาคนที่ไว้ใจได้จริงๆ หรือไปหากองทุน ด้วยตัวเองก็ยังดีนะครับ การที่ไม่อยากศึกษา ก็เหมือนกับการจะทำธุรกิจ แต่ไม่รู้อะไรเลย สุดท้ายเงินทั้งหมดที่ลง ไม่ว่าจะเยอะหรือน้อย มันก็จะค่อยๆสูญเสียจนหมดไป

ส่วนกรณีขอหุ้นเลยได้ไม ส่วนตัวแล้ว ผมมองแยกเป็น 3 กรณี

1.มีหุ้น ให้หุ้นไป กรณีนี้ มันเหมือนว่า อยากให้คนซื้อเยอะๆ หุ้นจะได้ขึ้น ก็กลายเป็นเรื่องปั่นหุ้นไป ซึ่งแน่นอน ส่วนใหญ่หลายคนที่เชียร์หุ้น ให้หุ้น ก็น่าจะเป็นแบบนี้เยอะ

2.ไม่มีหุ้น แต่ให้หุ้นไป กรณีนี้มีน้อย มันแปลกๆ ไหนว่าหุ้นดี ทำไมคุณไม่มีล่ะ น่าคิดเหมือนกัน แล้วทำไมไม่ให้หุ้นที่มี แสดงว่ามันอาจจะดี แต่เราก็ไม่มั้นใจ จะเห็นบ่อยๆ ในรายย่อยทั่วไป คือรู้มาว่าดี แต่ไม่กล้าซื้อ หรือเพราะไม่มีเงิน ก็เป็นได้

3.ไม่บอกหุ้น กรณีนี้มีน้่อย ที่จริงมันก็ดี แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ชอบ ประมาณว่ามีอะไรดีๆเก็บไว้คนเดียว แต่ที่จริงแล้วกรณีนี้่ เป็นอะไรที่ดีที่สุดในระยะยาวมากกว่า

หลายๆคนคงตั้งคำถาม ว่าทำไม ถึงไม่ยอมบอกหุ้นกัน ต้องบอกว่า แต่ละคนมองไม่เหมือนกัน ผมเองก็เคยโดนด่า เพราะเขามาถามหุ้นว่าแนะนำอะไร ผมก็แนะนำตามปกติ (ถือเป็นปี) แต่พอเขาซื้อปัป มันลงปุ๊ป ในวันนั้นเลย เขาเลยมาต่อว่าผม ซึ่งผมเชื่อว่า หลายๆคนที่เลิกให้หุ้นไป เพราะเรื่องนี้นี่ล่ะ มุมมองไม่เหมือนกัน

แล้วการขอหุ้นที่ผมเห็นบ่อยๆ คือขอหุ้นที่ขึ้นเลย ขอหุ้นที่ติด celling ขอหุ้นที่จะขึ้นในไม่กี่วัน(ปกติมักไม่เกิน 2วัน) ต้องอธิบายก่อนว่า นอกจากคนที่มีเงินเยอะจริงๆ ที่เขาต้องการซื้อหุ้นอย่างหนัก ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้แล้วว่า หุ้นตัวไหนจะขึ้นแรง หรือขึ้นเมื่อไหร่ หลายคนคิดว่าเซียนๆ หรือคนที่อยู่ห้องค้ามานาน สามารถบอกได้ เพราะหลายครั้งเขาก็บอกถูก แต่ถ้าดูดีๆ เขาบอกเมื่อหุ้นขึ้นแล้ว หรือเขาบอกผิดแล้วคุณก็ลืมไปอย่างรวดเร็ว

เขียนมาเยอะเริ่มออกทะเล ก็ขอสรุปในส่วนนี้นะครับ

ถ้าอยากรวย ให้เริ่มศึกษา ขยัน ในช่วงแรก ลองผิดลองถูก เหนื่อยหน่อย อดทนอดออม เก็บตังค์ไปเรื่้อยๆ ถ้ามาถูกทาง รวยแน่นอนครับ ด้วยอัตราผลตอบแทนทบต้นหลายๆปีนะครับ

อีกนิด หลายคนก็คงเชื่อว่า อย่าง วอแรน บัตเฟต เขาคงรวยอยู่แล้ว เขาเลยรวยที่สุดในโลก ผมอยากให้ลองอ่านประวัติเขาดูนะครับ อย่าง ดร.นิเวศ ก็เหมือนกัน หนังสือเล่มนึงที่ผมแนะนำของคุณ skyforever ก็น่าสนใจ เรื่อง 1ล้านบาทแรก ในชีวิต อยากให้อ่านดู



ก่อนจบเรื่อง ความคาดหวัง ในบทต่อไป เรื่องจิตวิทยา (ไม่เครียดครับ ขำๆ)

อยากให้คิดเล่นๆ ถ้ามีเงิน 100 บาท ฝากให้บัตเฟต์ช่วยทำกำไรปีล่ะ 22% ต่อปี เป็นเวลา 40ปี จะได้เท่าไหร่
สำหรับคนที่ตอบ 500 ,1000 ,2000 หรือ 1หมื่นบาท ผิดหมดเลยนะครับวิธีคิด เอา 1.22ยกกำลัง 40 คุณ 100 ก็จะได้คำตอบครับ


----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ความคาดหวัง จิตวิทยา Part 3
บทความสำหรับมือใหม่

ความมั่นใจเกินขนาด overconfidence

เป็นความมั่นใจเกินไปของมนุษย์ที่มักจะมองตัวเองในแง่ดีซะส่วนใหญ่ อย่างตั้งคำถามง่ายๆ ตลาดหุ้นมีผลตอบแทยเฉลี่ยประมาณ 12% ต่อปี (เริ่มจากปี 1975 เจอในเน็ต) และถ้าถามทุกคนที่เข้ามาในตลาด ว่าจะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ เชื่อว่าทุกคนคิดว่าตัวเองจะได้มากกว่า 12%ต่อปีแน่นอน จาก part 1 ส่วนใหญ่คาดหวังประมาณ 100% ต่อปี ด้วยซ้ำ (วันล่ะ 0.5-1%)

เปลี่ยนคำถามหน่อย ถ้าเกิดถามคนที่ขับคนอยู่ ว่าตัวเองขับรถดีกว่าค่าเฉลี่ยหรือเปล่า แน่นอน 70-80% ตอบว่าขับดีกว่าค่าเฉลี่ย แต่ในความจริงแล้ว คนที่จะดีกว่าค่าเฉลี่ยได้ ก็ควรมีไม่เกิน 50%เท่านั้น แสดงว่าทุกคนมีความมั่นใจเกินขนาด

รู้ไมธุรกิจเกิดใหม่ มักจะล้มใน 5ปีแรก 90% แต่เวลาคุยกับเจ้าของธุรกิจ เกือบทุกคนจะบอกว่าธุรกิจของจะไม่ล้มใน 5ปีแรกแน่นอน และจะกลายเป็นธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ แปลกแต่จริง

กลับมาเรื่องหุ้น ลองถามคนที่เข้ามาในตลาดอีกครั้ง "มั่นใจว่าเข้ามาในตลาดจะได้กำไรหรือเปล่า" แน่นอนทุกคนที่เข้ามาในตลาดย่อมหวังกำไรอยู่แล้ว แล้วใครขาดทุน? ถ้าคนส่วนนึงได้กำไร ต้องมีคนส่วนนึงขาดทุนแน่นอน

 นอกจากนั้น การมั่นใจเกินขนาด ยังทำให้นักลงทุน ซื้อขายบ่อยขึ้นด้วย ด้วยความเชื่อที่ว่า จะสามารถซื้อถูกขายแพงได้ตลอดเวลา

ผมเคยเอากราฟให้กับนักลงทุนหน้าใหม่ดู ดูกราฟจากอดีต เกือบทุกคน แทบจะบอกเหมือนกันว่า ให้ซื้อจุดนี้ ขายจุดนี้ ซื้อๆ ขายๆ และผลลัพธ์ออกมาคือ ทุกคนทำกำไรมากกว่าการถือหุ้นนิ่งๆเป็นเท่าตัวเลย

จากนั้นผมเปลี่ยนรูป เอาหุ้นที่ ถ้าถือยาว ได้กำไรพอๆกับหุ้นก่อนหน้านี้ แต่ค่อยๆเลื่อนทีละวัน ให้เลือกซื้อ หรือขาย วันล่ะ 5วินาที สุดท้ายทุกคน ไม่มีใครได้กำไรเท่ากับการถือหุ้นเฉยๆเลย พอขึ้นหน่อยก็ขายกัน ยิ่งเพื่อนขาย ก็ยิ่งขายกันใหญ่ พอขึ้นแรงๆ ก็แห่ซื้อ มีคนพยายามเอาเทคนิคมาใช้ด้วย แล้วก็มาคุยกันตอนจบว่า รู้งี้ไม่ขายดีกว่า หรือรู้งั้ ขายตรงนี้ ซื้อตรงนี้ดีกว่า

สุดท้ายผมเอาหุ้นมาอีก 2 แบบ คือหุ้นที่ ไม่ไปไหนเลย กับหุ้นที่ แย่ลงเรื่อยๆ ผลลัพธ์ก็ค่อนข้างจะเสียหายอย่างหนักในหลายๆคน

*คนที่ลองมีประมาณ 10 คน แต่คนล่ะรอบกัน และไม่เคยเล่นหุ้นมาก่อนด้วยซ้ำ

ในตรงนี้ผมยังไม่ได้ให้รวม ค่าคอม ค่าเคาะซื้อเคาะขายด้วยซ้ำ
*ค่าคอมประมาณ 0.2% ไปกลับ 0.4%
*ค่าเคาะซื้อเคาะขาย ประมาณ 0.5-1% หมายถึง ถ้าจะซื้อ คุณมักจะเคาะซื้อที่ offer และถ้าคุณจะขาย ก็มักจะเคาะขายที่ Bid เลย ซึ่งโดยปกติ จะต่างกัน 1 ช่อง

เรื่องความมั่นใจเกินขนาด ยังทำให้หลายๆคน เลือกซื้อหุ้นที่มีความเสี่ยงมากขึ้น (เช่นหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าบาท เพราะ%ในการขึ้นลงจะสูงกว่าหุ้นราคามากกว่าบาท หุ้นที่มีข่าว มีการปั่นของราคา) หรืออนุพันธ์ เพราะเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีจากส่วนต่างของช่วงที่ขึ้นแรงลงแรง และการเล่นหุ้นกลุ่มนี้ มักทำให้เห็นกำไรเยอะๆในระยะอันสั้น ซึ่งทำให้นักลงทุนรู้สึกดี แต่ในระยะยาวแล้ว การเล่นหุ้นกลุ่มนี้มักจะทำลายผลตอบแทนระยะยาวมากกว่า

เป็นเรื่องน่าสนใจ หุ้นที่พึ่งขึ้นแรงๆ มักจะมีคนหันมามองกันเยอะ และมีบทความเยอะ เชียร์หุ้นตัวนั้นๆ ซึ่งในระยะสั้นๆ มักจะดูดีเพราะได้กำไรกันส่วนใหญ่ แต่ในระยะแล้ว การซื้อหุ้นที่ลงแรงๆ มักให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการซื้อหุ้นที่ขึ้นแรงๆ (ว่าเป็นปีต่อปี)

ความมั่นใจเกินขนาดยังทำให้เกิด "ภาพลวงตาอีกด้วย" ทำให้คนคิดว่า เขามีพลังวิเศษ

อย่างกรณีเราเลือกซื้อหุ้นเอง เรามักคิดว่าหุ้นที่เราซื้อ จะขึ้นมากกว่าที่คนอื่นซื้อให้ (กองทุน) กรณีนี้ถ้าจะเห็นให้ชัดๆ คือ หวย หลายคนชอบฝัน ชอบคิด เลขขึ้นมา แล้วไปซื้อด้วยความมั่นใจว่า เลขนี้ มีโอกาสถูกกว่าเลขอื่น ก็มีให้เห็นบ่อยๆ

เรื่องลำดับผลลัพธ์ ว่าถ้าหุ้นตัวนึงขึ้น อีกตัวต้องขึ้น เช่นช่วงนึงที่ SSC เปลี่ยนผบ เปลี่ยนธุรกิจ ทำแบรนด์ของตัวเองขึ้นมา เลยขึ้นมาเยอะมาก แต่หุ้น HTC ก็ขึ้นมาด้วย เพราะเห็นว่าธุรกิจคล้ายกัน หรืออย่างกรณี เสี่ยเจริญที่หุ้นตัวไหนขึ้น ตัวที่เหลือจะตามกันหมดเลย BJC SSC OISHI GOLD UV พวกนี้

เรื่องความคุ้นเคยของเหตุการณ์ เช่น ถ้าดอกเบี๊ยลด ธนาคารจะแย่ อสังหาจะดี มีQE ทองจะขึ้น หุ้นจะขึ้น

บางครั้งอย่างกรณีลำดับผลลัพธ์ ความคุ้นเคยมันก็กลายเป็นจริงได้ เพราะพอทุกคนคิดเหมือนกัน ซื้อพร้อมกัน หุ้นก็จะขึ้นจริงๆ ก็ยิ่งทำให้ทุกคนมั่นใจเหมือนกันว่า ลำดับผลลัพธ์ หรือความคุ้นเคยของเหตุการณ์จะเป็นจริง กลายเป็นภาพลวงตาที่เป็นจริงขึ้นมา ก็มีให้เห็นบ่อยๆ

หลังจากภาพลวงตาเป็นจริง ทุกคนก็จะยิ่งมั่นใจกันมากขึ้น ภาพลวงตายิ่งหนักขึ้น เป็นผลลัพธ์ทำให้คนทุ่มเงินกับหุ้นหนักขึ้นไปอีกเรื่อยๆ (ถ้ามองในแง่มูลค่า คุณกำลังซื้อหนักขึ้น ในราคาที่แพงขึ้นเรื่อยๆ)

สรุปเรื่องความมั่นใจเกินขนาด
คนทุกคนมักจะคิดว่าตัวเองอยู่เหนือค่าเฉลี่ย เป็นผลให้หลายๆคนพยายามเพิ่มผลตอบแทนจนเสียหาย และการที่มีความมั่นใจเกินขนาด ก็ทำให้เกิดภาพลวงตาขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างเป็นอันตรายในการลงทุนระยะยาวด้วย


----------------------------------------------------------------------------------------------------------


ความคาดหวัง จิตวิทยา Part 4
บทความสำหรับมือใหม่


ความภาคภูมใจ และความเสียใจ (Pride & Regret)

ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของความดีใจและความเสียใจตามหัวข้อเลย ซึ่งเพราะเรื่องความดีใจและเสียใจทำให้หลายคนขาดทุนมากเลย ถ้าเรามาลองเข้าใจตัวเองดู เราอาจจะลงทุนได้ดีขึ้นก็ได้

ลองสมมุติง่ายๆดู ถ้าผมถือหุ้น A อยู่นาน สักพัก มีคนมาแนะนำหุ้น B จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ถ้าผมยังเลือกหุ้น A ต่อ แต่หุ้น B ดันขึ้นจริงๆ ผมจะเสียใจแน่นอน เรียกว่า "ความเสียใจจากการละเลย" คือมีคนมาแนะนำ แต่ผมไม่ทำ ผมเลยพลาด

แต่ถ้าผมขายหุ้น A ทิ้ง แล้วมาเลือกหุ้น B แทน แล้วหุ้น A ที่ผมถือมานาน ดันขึ้น ผมก็เสียใจอยู่แล้ว เรียกว่า "ความเสียใจจากการลงมือทำ"

โดยพื้นฐานแล้ว ไม่ว่าผมจะอดกำไรหุ้น B จากข้อแรก หรืออดกำไรจากหุ้น A จากข้อสอง ผมก็ควรจะเสียใจเท่ากัน ถ้าอดกำไรเท่ากัน

แต่ไม่ใช่เลย เรื่องของจิตใจจะทำให้คุณรู้่สึกเสียใจจากการลงมือทำ มากกว่า เสียใจจากการละเลย ลองดูตัวเองดู เวลาคนอื่นมาบอกหุ้น แล้วหุ้นเขาที่บอกขึ้นตอนเราไม่มี หรือ หุ้นเราดันขึ้นเมื่อขายไปแล้ว อันไหนเจ็บกว่ากัน

เหตุการณ์นี้ทำให้คนกลุ่มนึง ที่ถือหุ้นบางตัวมาอย่างยาวนาน ไม่อยากขายหุ้นที่ถือ แม้ว่าธุรกิจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ตาม เพราะเขากลัวที่จะ เสียใจจากการลงมือทำ หรือเสียใจเมื่อขายแล้วขึ้น

เรื่องของความภูมิใจ และความเสียใจ ก็ยังมีมากกว่านั้น

คนส่วนใหญ่มักจะหลีกเลี่ยงความเสียใจ และพยายามหาความภูมิใจมากกว่า เขียนแบบนี้คงจะงงกันหมดล่ะ

สมมุติ ผมมีหุ้น A กำไรอยู่ 20% และหุ้น B ขาดทุน 20% คิดว่าผมจะขายตัวไหนเอ๋ย?

นักลงุทนส่วนใหญ่มักจะขายหุ้น A ทำกำไรไปก่อน และเก็บหุ้น B ที่ขาดทุนไว้ เพราะการขายหุ้น A ออกมาทำให้นักลงทุนกลุ่มนั้นเกิดความภูมิใจ ได้กำไรแล้ว แต่หุ้น B ที่ขาดทุน เขาจะไม่ยอมขาย เพราะเขากลัวว่ามันจะขาดทุนจริง ดังวลีที่ว่า "ไม่ขายไม่ขาดทุน" เป็นผลลัพธ์ทำให้ นักลงทุนกลุ่มนี้ เก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้มากในพอร์ท

นอกจากนั้น ในจำนวนเงินเท่าๆกัน ที่กำไร และขาดทุน คนจะให้ความรู้สึกเสียใจจากการขาดทุนรุนแรงกว่า ภูมิใจจากกำไร เท่าตัว (มีคนไปศึกษามาแล้ว)

และความภูมิใจ และความเสียใจในเรื่องกำไร หรือ ขาดทุน ยิ่งมาก ความรู้สึกจะขึ้นน้อยลงเรื่อยๆ
เช่น ความรู้สึกเมื่อมีเงิน 1แสนบาทแรก คุณจะรู้สึกดีใจ หลังจากนั้น พอคุณเก็บเงินได้ 1ล้านบาท คุณก็จะดีใจมากกว่าคุณเก็บเงินแสนบาทแน่นอน แต่มันไม่ได้ภูมิใจเป็น 10 เท่า มันแค่มากกว่าเท่านั้น
*ลองดูในภาพนะครับ



ในส่วนนี้ก็เป็นเหตุผลที่จะบอกเรื่องแรก ทำไมไม่ขายหุ้น B ที่ขาดทุน 20% ไปด้วยพร้อมหุ้น A ที่กำไร 20% เพื่อให้ผลลัพธ์ ไม่ขาดทุน ไม่กำไร

เพราะคนส่วนใหญ่ รู้สึกขาดทุนรุนแรงกว่ากำไร ทำให้ไม่กล้าขายออกมา

เรื่องต่อมาเป็นเรื่องของ จุดอ้างอิง Reference Points

สมมุติ คุณมีหุ้น A คูรซื้อที่ ราคา 50 บาท ไม่นานนักหุ้นตัวนี้ วิ่งไปถึง 100 บาท จากนั้นไม่นาน มันก็ค่อยๆไหลลงมา ที่ 75 บาท ถ้าคุณขายหุ้น A ไป จะรู้สึกยังไง

ตามหลักการแล้ว ควรจะดีใจ เพราะว่าคุณขายได้กำไร 25 บาท แต่ผลจริงๆกลับไม่ใช่ เพราะคุณกำลังเสียใจว่า "ขาดทุนกำไรไป 25 บาท" เพราะมันเคยขึ้นไปถึง 100 บาท แต่กลับไม่ได้ขายไป ทั้งที่ในความเป็นจริง แทบไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่จะขายได้จุดสูงสุด

*การที่จะขายได้จุดสุงสุด ซื้อที่จุดต่ำสุด มีทางเดียว คือคุณต้องเงินเยอะมากๆ เลยถล่มซื้อ ถล่มขายได้ นอกนั้น ฟลุ๊ค

นักลงทุนส่วนใหญ่มักเอาจุดสูงสุดของหุ้นตัวนั้นๆ มาเป็นจุดอ้างอิงเสมอ ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า แนวต้านนั้นเอง (ทุกคนอยากจะขายที่จุดสูงสุด เลยตั้งๆกันไว้)

ผลของจุดอ้างอิงจะทำให้ คนพยายามขายหุ้นที่ จุดสูงสุดให้ได้ ทำให้ขายเร็วเกินไปในหุ้นที่ new high หรือหุ้นบางตัวราคาขึ้นไปตลอดเวลา ก็จะทำให้ คนส่วนใหญ่ ขายไปกันหมดอย่างรวดเร็วมาก

นอกจากนั้น จุดอ้างอิงยังมีผลในเรื่องของการพยายามซื้อด้วย โดยคนมักจะอ้างอิงจุดต่ำสุดเสมอ ในส่วนนี้ ทำให้คนหลายๆคน มักเข้าไปซื้อเวลาหุ้นตกแรงๆ เพราะรู้สึกว่า มันต่ำสุดแล้ว โดยรวมก็คล้ายๆกับ จุดอ้างอิงเวลาขาย ทำให้คนหลายคน ซื้อเร็วเกินไป เพราะคิดว่าตัวเองจะซื้อที่จุดต่ำสุดมากกว่า

สรุปเรื่อง ความภูมิใจ และความเสียใจ
ผลลัพธํที่เกิดขึ้นคือ คนมักจะรีบขายหุ้นที่มีกำไรไปเร็วมาก ทั้งเรื่องของความดีใจ และ พยายามขายในจุดที่คิดว่าจะได้กำไรมากที่สุด (ราคาสูงสุดจากราคาในใจ) ในรอบเล็กๆนั้น แต่จะเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ เพราะไม่อยากเสียใจเวลาขาดทุน และมักจะซื้อหุ้นที่กำลังลงมา (อาจจะเกิดจากราคารายวัน หรือธุรกิจเปลี่ยน เข้าสู่สถาวะที่แย่ลง) อย่างรวดเร็ว ทำให้ขาดทุนอย่างหนัก

โดยเท่าไปแล้ว จะทำให้ผลตอบแทนแย่ลงเรื่อยๆ และจะได้ยินคำว่า "ถ้าหุ้นขึ้นไปที่ .... อีกรอบ ผมจะขาย" หรือ "ถ้าหุ้นลงไปที่ ... อีกรอบ ผมจะซื้อ" ซึ่งเป็นเรื่องของจุดอ้างอิง

Thursday, April 25, 2013

ประชุมผู้ถือหุ้น Beauty 25/4/56

ประชุมผู้ถือหุ้น Beauty 
25/4/56



หลังจากทำงานได้สักพัก ผมก็แอบโดดงานมาก่อน เดียวเหตุผลต้องไปเยี่ยมลูกค้าแถว CDC เลียบทางด่วน ผมก็ออกจากที่ทำงานด้วยความขยันอยากไปหาลูกค้าสุดๆ โบกแท็กซี่ กระโดดขึ้นไป วิ่งตรงไป CDC เลย ตั้งแต่ก่อนเที่ยง รถติดนิดหน่อย แตไม่ใช่ปัญหา ไม่นานนักก็ถึงที่หมาย

ป้ายทางเข้า CDC


ผมก็เดินหลงทางนิดหน่อย ก่อนที่จะไปให้ยามแถวนั้นช่วยพาไป ก็ขึ้นไปที่ประชุม BEAUTY ก็มีคนมาต้อนรับอย่างดี พาให้ไปเซ็นนู้นเซ็นนี้นิดหน่อย แล้วก็เอาของชำร่วยเล็กน้อย ก่อนที่จะเข้าไปกินของว่างเล็กน้อย (แต่ผมกินไม่น้อยอยู่ หิวจัด)

วุ่นวายเล็กน้อย

มีท๊อฟฟี่เค็ก พายบูเบอร์รี่ แซนวิทแฮมชีส น้ำชา กาแฟ 

นำเสนอ

BB

BC

MN

ของชำร่วย + รายงานประจำปี (นึกว่าแม็กกาซีน)

ก็ก่อนเริ่มประชุม ขออธิบายก่อนนะครับ

BB = BEAUTY BUFFET
BC = BEAUTY COTTAGE
MN = MADE IN NATURE

เพื่อความสะดวกของผม อิอิ

วาระที่ 1 รับรองการประชุม 3/2555 

วาระที่ 2 รับทราบผลการดำเนินงาน แผนการ

ผลการดำเนินงานปีก่อน 


( กำไรต่อหุ้น 55 เทียบ 120 ล้านหุ้นโดยประมาณ ปัจจุบันมี 300 หุ้น หรือกำไร 0.58 บาทต่อหุ้น)

แผนการดำเนินงานปี 2556 

กลยุทธ์  เนื่องจาก ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงไวมาก
  1. Multi Brand เพราะลูกค้าถูกแบ่งเป็นกลุ่มๆมากขึ้น จึงต้องมีหลายแบรนด์เอไว้รองรับหลายๆกลุ่ม ให้กว้างขวาง และมีเป้าหมายที่ชัดเจนในแต่ล่ะกลุ่ม
  2. Multi Product ผลิตภัณฑ์หลากหลาย ตามความต้องการในการใช้งานของลูกค้าแต่ล่ะคน จะได้ยืดหยุนในเรื่องการผลิตสินค้าที่กระแสมาเร็วทันกับอุตสหกรรมความงาม
    1. ผลิตภัณฑ์ จะมีหลายรูปแบบ (แผนการตลาดแนวราบ)
    2. และจะมีหลายระดับราคา (แผนการตลาดแนวสูงต่ำ) 
      1. เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
  3. Multi Channels หลังจากที่ทำในแววงการนี้มา 10ปี ในช่วงปีที่มี BBกว่า 100 สาขา (ก่อนเข้าตลาดหุ้น) ด้วยความที่เรามี Know How มาก บริษัทมีศักยภาพมากกว่านั้น เลยเพิ่มช่องทางมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งช่องทางสินค้า Consumer ด้วย เพื่อเข้าถึงลูกค้าทุกระดับ (ปัจจุบันมี BC และ MN ซึ่งในอนาคต จะเพิ่มช่องทางอีกช่องทาง ชื่อ B?)
ปรัชญาในการทำธุรกิจ
  1. Creative คิดต่าง ไม่ซ้ำใคร เป็นผู้นำความแปลกใหม่ ไม่ลอกคนอื่น เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ 
  2. Dynamic เพราะธุรกิจเครื่องสำอางซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราต้องพร้อมเสมอ
  3. Sustainable เราต้องการยืนยัน อยู่ได้นานๆ เราจะโตได้ สุขภาพต้องดีแข็งแรงด้วย
นโยบาย
  1. เน้นสร้างสินค้า High Quality Produce ที่ดี 
  2. Premium Design การออกแบบบรรจุพันที่ดูดี เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
  3. Targeting a Larger เน้นลูกค้ากลุ่มที่ใหญ่ที่สุด (MID - END)
  4. Affordable Price ราคาที่พอสมควร แข่งขันได้ 
ปัจจุบัน มี
BB เป็นบริษัทที่ทำมาต่อแรก 
BC เน้นแบรนด์มากขึ้น ราคาสูงกว่า เน้นธรรมชาติผสม Design Wind Tad (วินเทล์) 
MN เป็นสินค้ากลุ่ม Consumer ไม่มีร้านค้าเป็นของตัวเอง ขายผ่าน Modern Trade ปัจจุบันมีสินค้า 2 ชนิด ในอนาคตจะเพิ่มขึ้น ลูกค้ากลุ่ม Premise mass
B? รอเพิ่มแบรนด์ เป็นรูปแบบใหม่ทั้งหมด เพื่่อเพิ่มรายได้ กำไร ในกับบริษัท


ปี           ยอดขาย           GP         NP         GPM%      NPM%
2010          504             338         102           67              20
                +22%           +29%      +31%
2011          615             437         134           71              21
                +26%           +25%      +29%
2012          718             549         174           71              22
                +30% เป้าหมาย                
2013          XX             XX          XX      ประมาณ 70    20


IPO ปี 2013 มี Projection การใช้เงิน

           2012      2013(เป้า)       ปัจจุบัน (25/4/56)
BB        148           180                157
BC          31            50                   41 
งบส่วนนี้ 125ล้านบาท

สร้าง Ware House & Training Center พัฒนาเรื่องอื่นๆ 120ล้านบาท



พัฒนาแบรนด์ใหม่ๆ , E-com , ช่องทางอื่นๆ

ปัจจุบันมีพนักงานประมาณ 400 กว่าคน มีการเทรนพนักงานใหม่ๆ 2สัปดาห์โดยประมาณ ต้องดูแลดีๆ เพื่อให้เขารู้สึกดี จะได้ขายดี

New Product 2013 
ปีนี้ยอดขายโต 30% 

Brade สินค้าเพิ่ม ของแต่ล่ะกลุ่ม
            2555          2556
BB         216             222 
BC            6                89
MN           2                33 

Marketing Plan
ทำตลาดทั้งด้านลงทุนด้วยเงิน และกิจกรรมต่างๆ 
สื่อต่างๆ (เน้นที่แม็กกาซีนมากกว่า)
โฆษณา TV ไม่เยอะ (คิดว่าไม่มีมากกว่า ไม่คุ้ม)
สื่อดิจิตอล youtube facebook bloger 
ขายร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ 
กิจกรรมต่างๆ
CRM 
ใช้สื่อเฉพาะทางกับลูกค้าโดยครง

*จะใช้เงิน่ต่างๆ ให้รอบคอมที่สุด 

โอกาสการขยายตัว
 AEC ปัจจุบันมี 1 สาขา ที่พนมเปน 
อนาคต
พนมเปน จะเพิ่มเป็น 3 สาขา และเพิ่มอีก 1 สาขาในจังหวังอื่น
เวียนจัน 2 สาา
เวียดนามอีก 2 สาขา รออยู่

*จะบอกทั้งหมดในส่วนที่เริ่มมีการทำงานจริงๆแล้วเท่านั้น

Q E-com มีเป้าหมายยังไง ร่วมคนอื่น หรือทำเอง เห็นผลเมื่อไหร่

A E-com เป็น 1 ช่องทางการที่น่าสนใจมาก แล้วก็ต้องทำตามผู้บริโภคไปเรื่อยๆด้วย 
แนวทางพํฒนามี 2 แบบ 1. พัฒนา เวปเอง หรือ 2 ทำร่วมกับผู้อื่น
ปัจจุบันฝ่าย IT ,Market กำลังศึกษากันอยู่ ส่วนช่องทางขายร่วมกับผู้อื่น กำลังเลือกสินค้าอยู่ 
เป็นช่งทางที่พึ่งเข้า ยังบอกเรื่องรายได้ไม่ได้

  1. ใน OP มีพวกครอสนวดหน้าแล้วให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของเขาด้วย เพราะผู้หญิงที่มีอายุ มีเงิน ชอบมากๆ ไม่ทราบว่า BEAUTY มีไม 
  2. MN ทำจาก ธรรมชาติ เป็นไปได้ไม ถ้าจะใช้ ขมิ้น กาวเครือ มาผสมขายในสินค้า
A เป็นคำถามที่ดีมากครับ
  1.   เรื่องโปรแกรมนวดหน้า Beauty มีโครงการที่จะทำอยู่แล้วใน BC กำลังศึกษาอยู่ว่าจะทำแบบไหน ขาย บริการ หรือให้เป็นสิทธิ์ เมื่อซื้อสินค้า (อยู่ในช่วงศึกษาอยู่)
  2. MN สมุนไพรน่าสนใจ ซึ่งโดยปกติจะแบ่่งเป็น สมุนไพรไทย กับ สนุมไพรต่างประเทศ MN เป็นแบรนด์ที่วางไว้ว่าจะใช้สนุมไพรจากต่างประเทศมากกว่า ส่วนเรื่องสมุนไพรไทย คิดว่าต้องทำแบรนด์ใหม่เลย จะดีกว่า เป็น Ideal ที่ดีมากเลย ส่วนกาวเครือ มีในส่วนผสทของสินค้าของ BB แล้ว 
วาระที่ 3 อนุมัติงบการเงิน

Q ภาษีในปี 2554 กับ 2555 ในงบกำไรขาดทุน กับเงินกระแสเงินสด จ่ายไม่เท่ากัน เพราะอะไร

A งบกระแสเงินสดเป็นภาษีที่ค้างจ่ายในปี 2554 ซึ่งถูกเลื่อนมาจากในปี 2555 แทน

Q งบ Kamart มีรายได้ที่พอกับ Beauty (kamart 680 กับ  beauty 769 ตามลำดับ) แต่ค่าใช้จ่ายในการขาย Beauty เยอะกว่ามาก ( kamart 84 กับ beauty 255)

A เข้าใจว่าเป็นลักษณะธุรกิจ Kamart เป็นเฟสไซส 100% ทำให้ไม่มีค่าเช่า ค่าหน้าร้าน ค่าพนง 
เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ล่ะบริษัทด้วย โดยทาง Beauty เลือกโตแบบยั่งยืนมากก่ว่า 

Q เดินผ่านร้าน BB บางที่ มีพนักงานมากเกินไปไหม

A พนักงานมากกว่าลูกค้า ต้องเข้าใจว่า แต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกัน บางช่วงว่าง บางช่วงคนเยอะ เราต้องการบริษัทลูกค้าให้พอ อย่างวันเสาร์ อาทิตย์ พนักงานส่วนใหญ่ไม่พอ ยิ่งบิวตี้ มีการแต่งหน้าด้วย 
*สาขา CPN ปิ่นเกล้า กำไรดีมาก

Q มีปัญหาเรื่องค่าเช่าที่แพงไหม ในบางห้าง อาจทำให้ไม่กำไรในทุกเดือน

A เรามีการตัดสินใจก่อนแล้ว 
จุดไหนค่าเช่า เท่าไหร่  พื้นที่แค่ไหน หน้าร้านกว่างไม เราคำนวณความเป็นไปได้ทั้งหมด ตั้งแต่แบบ แย่ ปานกลาง และ ดี ยิ่งเปิดเยอะ เรายิ่งมีร้านเยอะ เราก็มีข้อมูลเยอะ คาดการณ์ได้ 
*บางที่ค่าเช่าอาจจะแพงมากๆ แต่ก็ต้องยอมจ่าย เพราะเป็นเรื่องของแบรนด์ด้วย

Q ค่าใช้จ่ายขึ้นมา ค่อนข้างมากในปีที่ผ่านมา 

A สาขาเพิ่ม ค่าเช่าเพิ่ม เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ดึงคนเก่งๆเข้ามาช่วยบริษัทด้วย ปรับค่าแรงก็ด้วย แต่บริษัทก็รักษาการโตที่รักษาระดับ GPM NPM ไว้เสมอ
เรามองดูตัวเลขที่ดีด้วย ไม่ได้ทำธุรกิจอย่างเดียว

วาระที่ 4 ปันผล
วาระที่ 5 กรรมการ
วาระที่ 6 ผลตอบแทน โบนัส
วาระที่ 7 ผู้สอบบัญชี
วาระที่ 8 อื่นๆ

Q เสนอแนะ ในงบการเงินมีเงินสดกว่า 200ล้านบาท แต่ในนั้นมีหนี้สินอยู่ 5 ล้านบาท และมีดอกเบี๊ยจ่่ายอยู่ 4แสนกว่า น่าจะเอาเงินสดไปชำระหนี้ให้หมดก่อนได้ 

A น่าจะเป็นหนี้จาก สาขา MBK  เพราะเป็นที่เซ็งต่อสัญญาระยะยาว ต้องระวัง เดียวคนอื่นเอาที่ไป

Q ปลายปีนี้จะมีสินค้าเข้า Modern Trade อาจจะทำให้มีปัญหาเรื่องกระแสเงินสด เพราะต้องมี Credit term ด้วย จะไหวไม

A การเข้า Modern Trade จะต่างจากปกติ แต่จะมีผลยังไง ทางบริษัทได้ศึกษาและค่อยๆเข้าไป ส่วนเรื่องผลกระทบไม่น่าจะรุนแรง เพราะว่าสัดส่วนรายได้หลัก ก็มาจาก BB BC เหมือนเดิม

คำถามจากสมาคม
Q อยากรู้จุดแข็ง จุดเด่น  และการวางแผนในอนาคต

A หลังจากเข้า set  beauty เองก็เป็นธุรกิจค้าปลีกเครื่องสำรองเพียวๆ ซึ่งคู่แข็งก็มี แต่เราจะโฟกัสในสิ่งที่ทำอยู่ ไม่เปลี่ยนไปทำอย่างอื่น ทำในสิ่งที่ถนัด เครื่องสำอางเองก็เป็นธุรกิจที่มี NPM สูง 
ธุรกิจเครื่องสำอางเป็นธุรกิจที่จำเป็นมากสำหรับผู้หญิง ทุกวันนี้คนคำนึงถึงหน้าตามาก 
"บางคนไม่กินข้าวไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่แต่งหน้า อยู่ไม่ได้เลย"

เป็นธุรกิจที่กระแสเงินสดดีมาก มีโอกาสขยายตัวกว้างขวาง ลงทุนต่ำ กระจายสาขากระจายความเสียง ถึงมือผู้บริโภคมากมาย 

ในบางช่วงมีวิกฤตบาง การเมือง น้ำท่วม บางสาขาก็มีปัญหา แต่โดยรวมแล้ว ไม่มีผลกระเทือนเลย 

ที่จริงมีอีกเยอะ แต่พอแค่นี้ก่อน (ผบ บอกเองนะ) 

แผนงาน
หลังจากเข้าตลาด ก็มีหลายฝ่ายมาขึ้น มี QC ตรวจสอบมากขึ้น รวมถึงผู้ถือหุ้นด้วย 
เราต้องรับผิดชอบในเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น มีการตั้งเป้าหมาย มีต้นทุนต่างๆชัดเจน มีมาตรฐานมากขึ้น....
(จดไม่ทัน) 

ทั้งตอนนี้ และอนาคต จะดีขึ้นเรื่อยๆ

Q
  1. รูปแบบ B? เป็นยังไง ได้ยินว่าจะเอาสินค้าคนอื่นมาขายด้วย 
  2. สินค้าที่วุฒิศักร์ คลินิก ไม่ทราบว่าเราเกี่ยวข้องอะไรหรือเปล่า
  3. ค่าเงินบาทแข็ง เราได้อะไรไม
A
  1. B? เป็นโครงการใหม่ ที่จะนำสินค้าคนอื่นเข้ามาด้วย อยากบอกแต่เป็นความลับทาธุรกิจถ้าบริษัทคิดอะไรขึ้นมาก ขอให้เชื่อว่าเราทำได้ เราหาช่องว่างคู่แข็ง ปัจจุบัน 50% แล้ว มีทีมงาน บุคลากร ครบแล้ว รอเปิด ขอให้อดใจรอกันนิดนุง
  2. ไม่ใช่วุฒิศักร์คลินิก เป็นวุฒิศักร์ฟาร์มาซีน คนละอย่างกัน ไม่เกี่ยวกัน เป็นการขายสินค้าของ MN แล้วก็ไม่มากนัก ส่วนที่ต่างประเทศ คนที่เป็น Partner เป็นคนเดียวกัน เลยเปิดใกล้กัน 
  3. ในบางรายการ เรานำเข้า แตไม่มีผล ส่วนใหญ่จ่ายเป็นเงินบาท
Q  MN ยังไม่เห็นเลย

A ในโลตัส top ตอบรับแล้ว รอเรื่องขั้นตอนเอกสาร ไม่นานจะได้เห็น

Q อยู่ภาคเหนือ สำรวจมาหลายร้าน มีปัญหาเรื่องสินค้าขาด และขาดเป็นเวลานานด้วย เป็นเดือนๆ แถมลายสาขาด้วย พนักงานก็บอกไม่มี เป็นปัญหาด้านโลจิติกหรือเปล่า หรือปัยหาด้าน ware house ไม่พอหรือเปล่า

Aสินค้าขาดจริงๆ 
ปัจจุบันน้อยลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีบาง ในธุรกิจค้าปลีก มีปัญหาเรื่องสินค้าขาดเยอะ ไม่ว่าจะเป็นคนซื้อเยอะ ในช่วงเวลาใดเวลานึง (เช่น ทุกสัปดาห์ ขายได้ 5 ชิ้น จู่ๆสัปดาห์นี้ มีขาย 10 ชิ้นเลยหมดเลย) หรือ บางทีขายสินค้าใหม่ แต่ขายดีเกินคาด ทำให้ขาดตลาดช่วงคราว

อย่างปีก่อน สินค้าขาดเยอะเพราะว่าแพ็คเก็จจิ้น บรรจุพันไม่พอ เพราะเรื่องน้ำท่วมในปีก่อน โรงงานที่ทำบรรจุพันโดนน้ำท่วม ทำให้ผลิตไม่ได้ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้บรรจุพันเฉพาะโรงงาน 

การขาดสินค้า อันตรายมาก เพราะอาจทำให้ลูกค้าไม่กลับมาซื้ออีก เสียโอกาสในการขายด้วย 

ทางเรารู้หมดเลยว่าสินค้าขาด จนต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าขาดอย่างเร่งด่วนด้วย ตอนนี้ดีขึ้นเยอะมากแล้ว เราติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิดเลย

ในอนาคตคงดีขึ้น แต่โดยปกติแล้ว การลงสินค้า จะลงเป็นอาทิตย์ๆ ถ้าสัปดาหไหนขายดี ก็ต้องเพิ่มสินค้าที่ลงร้านให้มากขึ้นอีก

ส่วนด้านโลติดจิกไม่มีปัญหาเลย เรื่องช้าเรื่องจัดเก็บ ไม่มีปัญหา แล้วมีการเตรียมพื้นที่เก็บเพิ่มแล้ว

Q
  1. ที่ผ่านมา Shop ใช้เวลา 8 เดือนคืนทุน ตอนนี้ยังเหมือนเดิมไม
  2. พนักงานขายมีวิธียังไงบ้างในการวัดผล เพราะก็มีทั้งดี ไม่ดี
A
  1. ค่าเฉลี่ย Shop ใช้เวลา 8-12 เดือนในการคืนทุน อนาคตก็ขึ้นอยู่กับทำเล เรามีการวัดผลเสมอ และพยายามควบคุมเสมอ
  2. การบริการ เราเปิด200 สาขา บริษัทก็พยายามควบคุม operation มีการดูเสมอ มีหลายฝ่ายไปเยี่ยมสา แบบสุ่ม มีบัญชีไปรวจสินค้าด้วย
เรื่องตรวจสินค้า ถ้ามีสินค้าหายไม่เกิน จะให้โบนัสพนักงานแทน (เมื่อก่อนหักเงิน แล้วพนักงานไม่พอใจกัน) 

เรื่องพนักงานที่ีปัญหาก็ไม่แก้ตัว แต่อยากรู้ด้วยซ้ำว่าอยู่สาขาไหน แต่ขอนอกรอบ
เราพยายามในการดูแลอยู่เสมอ มีการ check list ต่างๆ การจัดการร้านค้า ต้อนรับลูกค้าต่างๆ และดูกลอ้งวงจรปิดประกอบด้วย 
ผมเชื่อว่า Beauty มีการอบรมที่ดี แต่ก็อาจจะมีบ้างที่หลุดไป เราพยายามมุ่งเน้นด้านนี้ด้วย

Q ต่างประเทศ มี partner อยากให้ระวัง เรื่องเคส pizza กับ น้ำดำ บางทีธุรกิจไปด้วยกันดีๆ ก็แตกคอ ทำให้เราเสียหายได้
 
A นโยบายมี 2 แบบ คือขยายเอง ทำเอง จะค่อนข้างลำบาก และไม่คุ้ยเคย
 อีกแบบคือ partner เราเลือกข้อนี้ แต่ล่ะทางมีข้อดีข้อเสีย เราก็เลือกทำไป เรียนรู้ไป ศึกษาไป มีสัญญาต่างๆกันมีปัญหาด้วย
ในอนาคตจะมีทำเองไม บอกยาก แต่เราเลือกทางที่ดี มีการติดตาม จะดีกว่า

Q สินค้าแตก จากการรับทางพัสดุ
พนักงานที่มีปัญหา ต่อว่าลูกค้า คิดว่าจะแก้ไข ระวังยังไง

A เรื่อสินค้าเป็นปัญหา ด้านการส่งมากกว่า เราก็เพิ่มช่องทาง boxset ช่องทางใหม่เหมือนกัน ในส่วนนี้เราให้ partner ทำ 
เรื่องพนักงานต่อว่า เราต้องบอกว่าในธุรกิจ ลูกค้าถูกเสมอ เราพยายามเสมอที่จะอบรมเรื่องนี้ แต่พนักงานมาก ก็มีหลุดกันบ้าง

จบการประชุม 

นอกเรื่อง 
Q บางที่ขายส่ง ลดราคา 70% เลย จะทำให้มีปัญหาไม

A บางทีลูกค้าเขาซื้อไปขายเอง อย่างเกาหลี จีน หรือบางจังหวัดที่สมัยก่อนไม่มีร้านไปเปิด เราเองก็ยอมเพราะเหมือนเป็นการทำตลาดไปด้วย ถ้าเขาเหมาไปแล้วขายดี เราก็กล้ามากขึ้นที่จะไปเปิด

Q เรื่องการเปิดเป็นร้านเล็กๆ ในบางที่ หรือสนามบิน

A การเปิดร้านเล็กๆ ถ้าเล็กมากไป ไม่แสดงถึงความเป็นแบนรด์ เราก็ไม่เอา ส่วนสนามบิน ค่าเช่าที่แพงเกินไป