Monday, January 14, 2013

แอบดู WORK


บรรทึกช่วยจำ WORK
ก็ตัวนี้ คิดว่าคนน่าจะรู้จักกันดีนะครับ WORK POINT ครับ







ก็ตัวนี้ ผมสนใจนานล่ะ แต่ไม่ได้เขียนสักที ดันมาขึ้นซะแรงเลย ไม่กล้าเขียนเลย 555+

link ที่เกี่ยวข้องครับ
http://panwasit-stock.blogspot.com/2012/12/sat-tv.html
http://panwasit-stock.blogspot.com/2012/12/five-force-sat-tv.html



WORK : บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน)


ที่ผมสนใจนะครับ

  • พวกรายการ TV ค่อนข้างดี มีคนติดตามเยอะครับ รายการดังๆมีเยอะ 
  • ผบห มีแนวโน้มอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้นสูง (คาดการ์ณเองนะครับ)
  • ส่วนของงบการเงิน ทำได้ละเอียด แยกเป็นสัดส่วนรายได้ต่างๆได้ดี 
  • ปันผลเยอะดี 
  • ธุรกิจ ต้นทุน ค่อนข้างคงที่ รายได้เพิ่มเท่าไหร่ กำไรก็ขึ้นเท่านั้นเลย (แต่%ขึ้นเยอะกว่า)

* ที่สำคัญ คือการทำช่องรายการของตัวเอง ที่ SAT TV ด้วยนะครับ ที่อาจทำให้รายได้เข้ามาเยอะ แต่ต้นทุนต่ำกว่า


แต่ก็มีความเสี่ยง ด้วย

  • รายได้หลักๆ มาจากการโฆษณา ถ้าโฆษณาไม่เต็ม รายได้จะหดตัวอย่างรุนแรง 
  • เรื่องของเศรษฐกิจก็เีกี่ยวข้องเยอะ ถ้าเริ่มแย่ บริษัทส่วนใหญ่คงตัดงบโฆษณาออกก่อนเลย 
  • พวกกลุ่มนี้ ต้องอาศัย connection เยอะ ถ้าสมมุติ คนที่เป็นส่วนนี้ ลาออก เสียชีวิตไป แย่แน่ๆ 
  • ธุรกิจ ต้นทุนคงที่ ถ้ารายได้หด อ๊วกแตกครับ 
  • ธุรกิจดาวเทียม เราไม่สามารถบอกได้ว่า จะขึ้นราคาได้แค่ไหน แล้วก็จะโฆษณาได้ขนาดไหนด้วย กฎหมายยังไม่ชัด 

===============================

มาดูหุ้นในแบบของผมล่ะักัน

ประเภทหุ้น

หุ้นโตเร็ว (Fast growers) บริษัทขนาดเล็กขนาดกลางที่มีอัตราการเติบโตที่สูงมากประมาณ 20 -25% ต่อปี เป็นหุ้นที่เหมาะจะถือในระยะยาว

เชื่อว่า การมี Sat TV , cable TV จะเป็นตัวผลักดันรายได้และกำไรนะครับ

เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

โฆษณา รายการทีวี จัดงาน เป็นกลุ่มบริการอยู่แล้ว ยังไงก็ไม่เหลือ
*เน้นโฆษณาเป็นหลักนะครับ เพราะเป็นรายไ้ดหลักๆ

2 สินค้าทดแทน

ค่อนข้างเยอะ อย่างป้ายโฆษณาต่างๆ ก็ด้วย อินเตอร์เน็ตที่มากขึ้น การโฆษณาช่องทางอื่นอีกมากมาย
ส่วนนี้ผมเชื่อว่า ประเทศไทยยังมีการใช้ TV อยู่เรื่อยๆ ยังไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงเร็วมาก (มองไม่เกิน 5ปีนะ)

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

อันนี้ คงบอกยาก แต่ตามที่เคยบอก คนที่มาซื้อเวลาโฆษณา ส่วนใหญ่ ก็มักมี connection กับคนขายอยู่แล้วครับ มันไม่ใช่แบรน แต่เป็น Connection ครับ

4 อำนาจในการต่อรองจากซัพพลายเออร์

ไม่มีอำนาจเลย ขึ้นอยู่กับคนดู ว่าอยากดูช่องไหน เท่านั้นเอง

5 อำนาจการต่อรองจากลูกค้า

กลุ่มนี้ ถ้ารายการ TV ตัวไหน คนดูเยอะ ลูกค้า(คนซื้อช่วงเวลาโฆษณา) ก็ต้องซื้อล่ะ ไม่มีทางเลือกเลย ถ้าอยากโฆษณาให้คนดูเยอะๆ

6 การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

ค่อนข้างดุเดือดครับ แต่สุดท้าย ผู้ชนะก็จะชนะไปเลย คนแพ้ก็จะแค่พออยู่ได้ แต่ก็กำไรนิดหน่อยเท่านั้นเอง

7 การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่

ง่ายมาก เข้า่ง่าย แต่ก็ออกง่ายครับ ธุรกิจมันลอยๆ ลงทุนไม่เยอะ ที่เยอะมักเป็นค่าสังคม กับค่าคนมากกว่าครับ

8 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

-

9 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

โอกาสการเติบโต คือการไปทางช่องทางของตัวเอง ดาวเทียม หรือเคเบิ้ล tv แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่า คนสมัยใหม่ จะดูอะไรกันนะครับ


==========================งบการเงิน====================================
รายละเอียดส่วนนี้ เอาที่หลักๆมาให้ดูนะครับ



 รายได้หลัก มาจากการผลิตรายการโทรทัศน์นะครับ ประมาณ 80%
ส่วนตัวอื่นๆ ก็มีนิดหน่อย
* รายได้จากการจัดงาน ผมจะมองเป็นรายได้พิเศษไปนะครับ



อัตราทำกำไรขั้นต้น ของมาจากการผลิตรายการโทรทัศน์ นะครับ (ลองดู สูงกว่้าอัตรากำไรขั้นต้นทุกปีเลย)
บางอย่าง เช่น ตัดต่อภาพ ดูขาดทุนทุกปี แต่มันก็ต้องมี เพราะเป็นส่วนนึงของธุรกิจ ไม่ต้องตกใจครับ (ทำรายการTV แล้วไม่มีฝ่ายตัดต่อภาพ คงตลกน่าดู)


เอาของปี 54 มานะครับ อาจผิดพลา่ด ก็ขออภัยนะ
ก็ดูรายได้เลย 1,390 ลบ
เวลาที่ออกรายการ ประมาณ 83200 นาที ต่อปี
การโฆษณา ได้ ชม ล่ะ 10 นาที หรือ โฆษณาได้ 13,867 นาทีต่อปี
ก็จะตก นาทีล่ะ แสนบาทพอดี

ค่าโฆษณา แสนบาท ก็ใกล้เคียง ค่าโฆษณา ที่บทวิเคราะห์ ลงไว้ว่าประมาณนี้ ใช้ได้ครับ

กรณี ถ้า รายได้จาก Sat TV เข้า ก็คิดตาม

.
ตามลิ้งนี้เลย



ลองประเมินมูลค่าเองนะครับ




Monday, January 7, 2013

บรรทึกช่วยจำ MINT

ก็คงจะรู้จักกันดี สำหรับหุ้น Mint ผลิตลูกอม... เอ๊ย ไม่ใช่ๆ 



MINT : บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)

ร้านอาหาร (หลักๆ ที่เห็นชัดๆ)

โรงแรม (ไม่รู้่อ่า)


มีอื่นๆอีกนะครับ แต่สัดส่วนไม่เยอะ เลยไม่ได้ใส่ใจมาก

ที่ผมสนใจนะครับ
  • ร้านอาหารในเครือ ค่อนข้างมีชื่อเสียงและคุณภาพมาก คนรู้จักเยอะ เชื่อมือผู้บริหารได้ (ดูจาก the pizza company)
  • โรงแรมในเครือค่อยข้างชื่อเสียงดี ฟังจากคนอื่นๆมา (ส่วนตัวไม่เคยพัก พักแต่โรงแรมจิ้งหรีด)
  • ทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ต่างต้องใช้ชื่อเสียงมา ในการจะอยู่รอดบนธุรกิจ และมีคนรู้จักมากๆได้ทั้งนั้น ซึ่งที่เห็น ผมคิดว่าเป็นสิ่งยืนยันที่ดีนะครับ 
  • น่าเสียดายที่ผมเคยไม่ชอบ ไม่ยอมซื้อ เพราะมี วอแรน (เมื่อก่อนเชื่อว่า ถ้ามีวอแรนต์ นั้นคือหุ้นตัวนั้นแย่แน่นอน) 
  • ผบห มีแนวโน้มอยู่ฝั่งเดียวกับผู้ถือหุ้นสูง ดูจากการซื้อมาเรื่อยๆ
  • ส่วนของงบการเงิน ทำได้ละเอียดมาก บางคนอาจมองข้าม แต่ผมว่า สำคัญนะ
แต่ก็มีความเสี่ยง ด้วย
  • โรงแรม เป็นธุรกิจที่อ่อนไหวมาก กับเหตุการณ์ต่างๆ มีข้อดีข้อเสียในตัวเอง อย่างเรื่องค่าเสื่อมราคา ถ้าโรงแรม คนพักน้่อยกว่า การขาดทุนจะค่อนข้างจะรุนแรง แต่ถ้าคนเยอะ กำไรก็พุ่งปริ๊ดๆเลย 
  • การผุดขึ้นของโรงแรมขนาดเล็ก (ห้องพัก ประมาณ10ห้อง) ที่เยอะมาก ราคาค่อนข้างทุก ทำให้โรงแรมใหญ่ๆ เหนื่อย
  • การแข่งขันที่สูงมากขึ้นเรื่อยๆ ของร้านอาหารต่างๆ ที่ผุดกันขึ้นอย่างเยอะแยะ 
  • เรื่องขอการทำเสียชื่อ สมัยนี้ คนมันฟ้องกันง่าย แกล้งกันง่ายขึ้น แค่ทำอะไรไม่ถูกใจ โพสด่าผ่านเน็ตไม่ เพียงเท่านี้ หายนะเลยนะครับ 
  • การที่มีธุรกิจส่วนนึงอยู่ต่างประเทศ ทำให้เราไม่รู้ และปัญหาอย่างเรื่องค่าเงินพวกนี้
  • เงินกู้พอสมควร
  • ธุรกิจ เยอะมาก ทำให้ค่อนข้างเหนื่อยในการดู
  • บางคนไม่ชอบแขก -*- (ผมว่าแขกหลายๆคนก็นิสัยดีนะ)

* เป็นหุ้นที่ผมคิดว่า จะถือได้สบายใจในระยะยาวเลยนะครับ แค่ปันผลไม่ค่อยอิ่มเท่านั้นเอง
ว่าไป หุ้นตัวนี้ ก็ดูมานานมากแล้ว แต่ว่าดันติดที่มี warant ทำให้นึกว่าเป็นหุ้นไม่ดีหรือเปล่า (ตอนนั้น อ่านหนังสือมา เห็นบอกว่า หนีั้เยอะก็ไม่เอา PE สูงไม่เอา ปันผลไม่เอา Wไม่เอา) 
ถึงตอนนี้ เสียดายมากมายเลยอ่า เศร้า

สัดส่วนรายได้โดยประมาณ ผมเอาของปี 54 มานะ เพราะว่า ธุรกิจโรงแรมมันเป็นรอบๆ มักไปพีค ไตรมาส 1 (มั้ง) 

โรงแรม รายได้ประมาณ 35% 
เครื่อง อาหาร รายได้ประมาณ 46% 
การขายและผลิต สินค้า รายได้ประมาณ 13%
(ตัดรายได้พิเศษออกหมดเลยนะ)


ต้นทุน โรงแรมจะเยอะหน่อย ประมาณ 50% 
ต้นทุน อาหารจะต่ำ ประมาณ 33% (เนื่องจาก ค่าเช่าที่ ไปอยู่ค่าใช้จ่ายอื่น)
ต้นทุนการขายและผลิต ประมาณ 60%

ยังไงก็ดู อาหาร กับ โรงแรมเป็นหลักนะครับ 

================================

มาดูหุ้นในแบบของผมล่ะักัน

ประเภทหุ้น

หุ้นแข็งแกร่ง (Stalwarts) บริษัทที่แข็งแกร่งมีอัตราการเติบโตประมาณ 10 - 20% ต่อปี  เหมาะที่จะถือระยะยาว

ส่วนตัวเชื่อว่า mint จะสามารถเติบโตได้เรื่อยๆ และในอนาคต เชื่อว่าต้ิองมีการขายโรงแรมสร้างกองทุนเพื่อเอาเงินมาลงทุนเพิ่มแน่ๆ 
ปล. การจะกู้เงินทำโรงแรม ค่อนข้างยาก เพราะรายได้ไม่ค่อยมั้งคง ดอกเบี้ยมักสูง และกู้ได้ไม่ 100%


เรื่องของสินค้า การซื้อการขาย ลูกค้า คู่ค้า

1 สินค้าที่ใช้แล้วหมดไป

อาหาร 
ส่วนนี้หมดแน่นอน ครับ คงไม่มีเหลือนะ (แต่ข้อเสียก็คงเป็นเรื่อง ของสด อยู่ได้ไม่นานด้วยล่้ะ) 
โรงแรม 
เป็นส่วนของการบริการ ก็หมดไปเรื่อยๆล่ะ ไม่มีปัญหาครับ
การขายและผลิต สินค้า 
- เสื้อผ้า่
- เครื่องสำอาง
- หนังสือ
- เครื่องใช้สแตนเลน
- น้ำหอม น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ
โชคดี รายได้ส่วนนี้น้อยนะ อย่างเสื้อผ้า เครื่องสำอาง น้ำหอม ก็ใช้นาน หนังสือยิ่งนาน ครั้งเดียวจบ เครื่องใช้สแตนเลน ก็นับปีเลย (ถ้าไม่้ไปทุบเล่นนะ)

2 สินค้าทดแทน

อาหาร 
อาหารทดแทน อาหารเสริม ?? คิดว่้าไม่น่าจะทดแทนได้นะครับ 
โรงแรม 
เริ่มมีมากขึ้น ตั้งแต่ โรงแรมขนาดเล็กๆที่คนฮิตกัน หอพักที่เนียนๆ ทำห้องพักรายวัน และก็พวกโรงแรมแปลกๆ หรือเฉพาะกลุ่มบุคคล 
การขายและผลิต สินค้า 
-ส่วนนี้เยอะ ไม่พูดถึงนะ

3 สินค้าที่มีแบรน และคนซื่อสัตย์ในแบรนด้วย

ในธุรกิจนี้ แบนด์สำคัญมาก ชื่อเสียงมี ลูกค้ามา ถ้าพลาดหน่อยนี่แย่เลย ลองคิดง่ายๆ ร้านพิชช่าที่ไม่รู้จัก กับ ร้านพิชช่า the pizza company คนส่วนใหญ่ ก็น่าจะเข้าร้านที่ 2 มากกว่า (แต่มันต้องมีคนที่อ่านแล้วคิดในใจแน่ ว่าตูจะลองกินร้านแรก ฮืมๆ) 

อย่างโรงแรม ถ้าคนมีตัง ก็คงจะหาโรงแรมมีชื่อเสียง ดังหน่อย เพื่อความสะดวก ปลอดภัย ของตัวเองด้วย 

เป็นที่น่าเสียดาย ผมเน้นประหยัด นอนโรงแรมจิ้งหรีด 555 TT^TT (ดูโฆษณากันหน่อย เผื่อผมจะรวยขึ้นบ้าง) 

อำนาจในการต่อรองจากซัพพลายเออร์

อาหาร 
ในส่วนของสินค้าอาหารสด เชื่อว่า มีอำนาจการต่อรองเยอะมากนะครับ เพราะสินค้าพวกนี้ เก็บไม่ได้ ทำให้เกษตรกร ไม่มีทางเลือก ถ้าใกล้วันเน่า เท่าไหร่ก็ขาย 
(มีญาติทำการเกษตร เลยพอรู้มาบ้าง)
ส่วนเรื่องคนงาน คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะ MINT เน้นทำอาหารตามสูตรมากกว่า (กินที่ไหนก็ไม่ต่างกันมาก ถ้าจะมีปัญหา ก็เรื่องคนงานไม่พอมากกว่า 555+ 

โรงแรม 
ก็เรื่องคนงานมั้ง อย่างอื่นก็คงเป็น ที่ดิน ที่เจ้าของเก่าไม่ยอมขาย แต่ให้เช่า ส่วนซัพพลายเออร์อื่น นึกไม่ออก 
ส่วนอาหารในโรงแรม เครื่องนอน เครื่องห่ม พวกนี้ ไม่น่าจะมีปัญหาในการต่อรองกับซัพพลาย์เออร์นะ

การขายและผลิต สินค้า 
ค่อนข้างน้อย ต่อรองคงจะยาก 

อำนาจการต่อรองจากลูกค้า

อาหาร 
ไม่มีอำนาจเลย ลูกค้าเดินเข้าออกร้านได้ทุกร้านเลยครับ บางทีก็เซงแทนนะ เวลาคนไม่มี ก็ว่าง เวลาคนกิน ก็กินพร้อมกันอีก ที่นั่งไม่พออีก -*- เซงแทน (ยืนกินข้าวกล่้อง 7-11 มองอยู่ ไม่มีคนเลี้ยง)

โรงแรม 
ไม่มีอำนาจเหมือนกัน ลูกค้าอยากจองที่ไหนก็ได้ (มองจากช่องลมโรงแรมจิ้งหรีด)  (ที่จริงที่ผมไม่พักโรงแรม Mint ไม่ใช่ไม่มีตังค์นะ กลัวไปแย่งห้องลูกค้ามากกว่า 555)

ทั้งอาหารและโรงแรม ต้องหวังพึ่งชื่อเสียงทั้งนั้นครับ 

การขายและผลิต สินค้า
อันนี้ถ้าดูผ่านๆ คงจะไม่มีอำนาจ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า สินค้าพวกนี้ คงขายให้กับบริษัทในกลุ่มมากกว่า

- เสื้อผ้า่
- เครื่องสำอาง
- หนังสือ
- เครื่องใช้สแตนเลน
- น้ำหอม น้ำยาทำความสะอาดต่างๆ


การแข่งขันภายในอุตสาหกรรม

หนักทุกกลุ่มครับ เหนื่อยครับ
อาหาร
คู่แข่งค่อนข้างเยอะ เลียนแบบกันง่ายมาก ที่เหลือกก็คือการครองทำเลให้มากที่สุด ใครใหญ่กว่าได้เปรียบ
กรณีมิ้น พิชช่า ชนะขาดอยู่ ส่วน ziller มองคู่แข่งโดยตรงไม่ออก (บุตเฟ่สลัด สเต็ก) แต่ถ้าแยกย่อย ร้านสเต็ก คู่แข่งก็เยอะมากอยู่นะ ส่วนร้านแยกย่อย แต่ยังไงก็ตามผู้ชนะ ก็จะได้ลูกค้าไปหมด ส่วนลูกค้าที่มากินแล้วทนรอไม่ไหว ก็จะไปร้านอื่นแทน (อืม Bias ไปหน่้อยวุ๊ย)

โรงแรม
อันนี้แทบไม่รู้เลย เพราะไม่เคยเข้า แต่เท่าที่เห็น ถึงเวลา High Season ก็เห็นว่าจองกันเต็มจองกันเยอะมากนะครับ แต่คนมันไม่เคยเข้าอ่า

การขายและผลิต สินค้า
เหนื่อยครับ ใครก็ทำได้ ที่นี้ผมมองว่า Mint ขายให้กับตัวเองมากกว่าในส่วนนี้นะครับ

การเข้ามาแข่งขันของผู้เล่นรายใหม่


อาหาร
กลุ่มนี้ใครจะเข้ามาก็ได้ แต่ก็ออกง่ายเช่นกัน ตัดพวกร้านค้าย่อยไปนะ (พวกร้านที่เจ้าของทำเองขายเอง) เท่าที่เห็น ร้านที่เปิดใหม่ ไม่นานก็ไป คนมันไม่มี แรกๆคนอาจเยอะ ลองดู แต่สุดท้ายก็กลับไปกินร้านเก่าๆ ยิ่งคนกินน้อย อาหารก็ไม่สดอีก ก็ยิ่งแย่ ร้านเลยอยู่ได้ไม่นานกันมาก (แต่ถ้าเปิดมาแล้วคนติดใจ ก็อีกเรื่องนึง)
สรุป เข้าง่ายออกง่าย การทำให้คนเต็มร้าน ไม่หมูอย่างที่คิดครับ

โรงแรม
ส่วนนี้ ถ้าโรงแรมหรูขนาดใหญ่ รายใหม่ไม่น่าเข้ามาได้ง่าย ไหนจะลงทุนหนักมาก
แต่ที่เห็นช่วงนี้คือ โรงแรมขนาดเล็กๆมากกว่้า ที่บูมกันมาก (แต่ตอนนี้กำลังแย่จะการบูมอยู่)

8 วัตถุดิบ การสินค้าโภคภัณฑ์

อาหาร
เต็มๆครับ แต่ส่วนนี้ ไม่น่าจะมีผลมาก เพราะอัตรากำไรจากอาหาร ค่อนข้างสูงพอสมควร ส่วนถ้าวัตถุดิบไหน แพง ก็เงียบๆ ไม่ก็เอาออกจากเมนู  อันไหนวัตถุดิบถูกมากๆ ก็จัดโปรส่งเสริมการขายเลย ได้เงินอีก 555+ คิดๆแล้ว ขายอาหารสำเร็จ ง่ายกว่าอาหารสดนะ (สงสัยต้องไปอ่าน S&P ล่ะ)

โรงแรม
เป็นธุรกิจที่เป็นโภคภัณฑ์อยู่แล้ว เดียวคนเยอะ เดียวคนน้อย เวลาดูก็ต้องดูทั้งปี แต่ก็ไม่น่ามีปัญหามากนะครับ

การขายและผลิต สินค้า
ขอผ่านนะครับ

9 โอกาสการเติบโตของสินค้า บริการ

อาหาร
ส่วนนี้ผมมองว่ายังไปได้เรื่อยๆนะครับ จากการไปดูต่างจังหวัด ต่างประเทศที่ยังไม่เจริญมากนัก ห้างที่ยังสร้างไปเรื่อยๆ
บางทีก็แปลกใจ ร้านยิ่งใหญ่ ต้นทุนยิ่งลด แต่ราคาดันเพิ่มได้อีก (ร้านเล็กๆแข่งกันลดราคา แต่ร้านใหญ่ๆดันแข่งกันเพิ่มราคา) งง

โรงแรม
ถ้าตามที่คนอื่นบอก ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางอะไรไม่รู้ ก็น่าจะดี
แต่ส่วนตัว ผมมองว่า การที่ประเทศเข้าสู่ ประเทศพัฒนาแล้ว การท่องเที่ยว จะเป็นตัวนำพาเศรษฐกิจมากกว่า อย่างที่เห็น ยุโรป ก็เป็นกลุ่มที่ ผลิตสินค้าขายแข่งไม่ไหว (ค่าแรงแพงมาก) ที่อยู่ได้ก็มาจากการท่องเที่ยวนี่ล่ะ ส่วนเรื่องอื่นๆ ผมว่า มันไปได้เรื่อยๆล่ะครับ


การขายและผลิต สินค้า
ขอผ่านนะครับ


==========================งบการเงิน====================================

ขอเอาปีเก่ามาใช้นะครับ ของปี 2554 เนื่องจากโรงแรมมีเรื่องฤดูกาลมาเกี่ยวข้องเยอะ ถ้าไม่ใช้ทั้งปี อาจดูยากหน่อย


ลูกหนี้ กับสินค้าคงเหลือ เพิ่มเยอะ น่าจะมาจากการเข้าซื้อ S&P ทำให้งบในส่วนนี้เพิ่ม นะครับ 
ปล. ผมไม่แน่ใจนะ 


มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้นในกิจการร่วม เพิ่มขึ้น จากการไปซื้อหุ้นอื่นๆ
ส่วนเงินลงทุนระยะยาว ที่ลดไปมากๆ เกิดจากการปรับบัญชี ก็คือย้ายไปอยู่ในเงินลงทุนแทน
ที่ดินและโครงการ ขายไปเยอะมาก จากการสร้างพัฒนาที่ดินแล้ว เลยโอนไป ที่ดิน อาคารและอุปกรณ์


 เงินกู้เพิ่มเต็มเลย เจ้าหนี้ก็ด้วย ไม่แน่ใจว่า มาจากการซื้อ S&P หรือเปล่า
หุ้นกู้บานเบย -*- เสี่ยวๆวุ๊ย

เห็นเงินกู้แล้วเหนื่อย



โดยรวมแล้ว ก็ดี ละเอียด ดูคู่กับ note ได้เลยครับ อ่านง่ายกว่าที่คิด


รายได้จากโรงแรมบวมแตกโป๊ะ ครับ
ส่วนอื่นๆ ก็โตพอสมควร
* เวลาดูหรือคิดงบ ตัด รายได้จากการขายอสังหา รายได้อื่นออกด้วยนะครับ 

โรงแรม รายได้ประมาณ 35% 
เครื่อง อาหาร รายได้ประมาณ 46% 
การขายและผลิต สินค้า รายได้ประมาณ 13%
(ตัดรายได้พิเศษออกหมดเลยนะ)

ต้นทุน โรงแรมจะเยอะหน่อย ประมาณ 50% 
ต้นทุน อาหารจะต่ำ ประมาณ 33% (เนื่องจาก ค่าเช่าที่ ไปอยู่ค่าใช้จ่ายอื่น)
ต้นทุนการขายและผลิต ประมาณ 60% 



ดีครับ โตดี

เดียวพรุ่งนี้มาต่อ งบกระแสเงินสด
ปวดตา 

Thursday, December 27, 2012

เกี่ยวกับ Sat TV

สำหรับหุ้นกลุ่มนี้นะครับ ถ้าจำไม่ผิด มี WORK RS NINE GRAMMY NMG SLC 
* มาร์จะเน้นบางตัวนะครับ ตัวอื่นไม่ค่อยอยากเน้น มาก

เรื่องของ SAT TV นี่ เป็นกรณีที่น่าสนใจ เพราะถ้ามีความสามารถในการหาผู้ชมได้มาก และได้โฆษณาที่ดีมา จะดีมากๆเลย 

ปัจจุบันค่าโฆษณา freeTV อยู่ราวๆ 1แสนบาทต่อนาที และถ้าเป็นช่้องที่คนดูเยอะ ในเวลาที่คนดูเยอะๆ อาจขึ้นไป 3-4แสนบาทต่อนาที  

อย่าไปหวังว่าค่าโฆษณาของ sat TV จะเยอะมาก เพราะช่องมันเยอะ โฆษณาเลยมีตัวเลือกมากอยู่ แต่ถ้าช่องไหน คนดูเยอะ ก็ต้องดูกันอีกที อย่าง ช่อง WORKPOINT TV ก็มีคนดูพอสมควร 

ตารางนี้เป็น ตารางที่สร้างรายได้ แล้วแต่ว่า กี่ ชม ต่อวัน 



อย่าง 6 ชม หรือ 8 ชม ก็จะมีฉายซ้ำอีกรอบนึง เรียกว่า rerun แต่ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ 
ตารางนี้ เป็นค่าโฆษณา 10นาที ต่อรายการ 1 ชม นะครับ อย่าง 6ชม ต่อวัน ก็ได้ โฆษณา 60 นาที ต่อวัน

ความคาดหวังก็ ช่องไหน คนดูเยอะ ก็จะได้ค่าโฆษณาเยอะกว่าเพื่อน 

ลองเอามาคาดการณ์กับหุ้นที่อยู่ในกลุ่มดูนะครับ 




Tuesday, December 25, 2012

Five Force Sat TV (ทีวีดาวเทียม)

ตามที่เคยบอก
ไม่ค่อยอยากเขียน เพราะมันขึ้นแรงไปครับ

* ปัจจุบัน ปี55 มี Free TV หรือ ช่อง 3 5 7 9 11 ที่เราดูอยู่ทุกวัน (thaiPBS นี่ด้วยมั้ง)
* Sat TV หรือ ดาวเทียม จะมีช่องมากกว่าเยอะ ตอนนี้น่าจะเกือบ 100 ในอนาคต เห็นว่าเกือบ 300 เลยมั้ง
* ปี 56 เห็นว่าจะมี เคเบิ้ล TV ด้วย
* เยอะนะ


Five Force SAT TV 


1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน

แข่งขันสูงมากกกกก เนื่องจาก คู่แข่งแต่ล่ะราย ย่อมต้องแย่งเรตติ้งกันอย่างหนัก ยิ่ง Sat TV ยิ่งช่องเยอะ เยอะสุดๆ 

เท่าที่เคยคุย การที่จะแข่งขันได้ ต้องดัง และมีชื่อเสียงมาก (ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ก็ได้) มีคนตามดูมาก ถึงจะได้เท่านั้น 

ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะมีแค่ ไม่กี่ช่องที่ดัง รวยเละ ส่วนช่องที่เหลือ ก็แค่อยู่ได้ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่ ไม่ต่างกันมาก ที่ต่างคือ บุคคลกรมากกว่า เป็นkeyของกลุ่มนี้เลย 

2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier

ถ้า ช่องไหน คนดูเยอะ อำนาจการต่อรองก็เยอะแน่นอน เพราะปัจจุบัน Free TV ก็แพงมาก นาทีละ แสน ช่วงที่คนดูเยอะ ก็ 3-4แสนเลย แต่ก็ต้องมีคนดูเยอะพอนะ 

ยังไงโฆษณา ก็ต้องการที่จะให้คนดูเยอะอยู่แล้ว เพราะบางครั้งมันก็คุ้ม อย่าง ช่องที่ฮิต ค่าโฆษณา แสนนึง แต่คนดูล้านคน กับ ช่องธรรมดา 5พัน แต่คนดู 500เอง มันก็ไม่คุ้ม นอกจากเป็นรายการเฉพาะเพื่อโฆษณาโดยเฉพาะ อย่างเช่น เสื้อกีฬาในรายการกีฬา รายการสำหรับเด็กกับ สินค้าแบบนี้นะ 

แต่ท่าที่คิด ส่วนใหญ่อำนาจไม่เยอะ ถ้าช่องนั้นมีคนดูเยอะ ใครให้เงินเยอะ ก็ได้ไป นอกจากบางช่องที่โฆษณามาช่วยแต่แรก พอเรตติ้งดี เจ้าของก็ยังให้โฆษณานั้นอยู่ (เหมือนแทนบุญคุณ) เพราะธุรกิจนี้ ยังไงก็ต้องใช้ connection สุง (ถ้าเจ้าของตาย หายนะเกิดแน่)  

3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า

อำนาจอยู่ปลายนิ๊วครับ ที่กดรีโมท ก็ลูกค้าคือคนดู เขาจะดูอะไรก็เรื่องของเขา เราทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากทำให้ดี ให้ดัง น่าสนใจ คนดูเยอะๆ เท่านั้นเอง 

4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

ก็ตามที่เขียน สินค้าทดแทน สูงมาก ทั้ง Free TV  ,  Cable TV  ที่อยู่กลุ่มเดียวกัน 
แล้วอย่าง Internet TV หรือสื่ออื่นๆ ก็เยอะแยะด้วย 
แต่อย่างรายการ TV เองก็มีรายการที่คล้ายๆ เปิดมาแข่งกันก็เยอะ แต่ที่สำคัณคือ ถ้ารายการดี บุคลากรดี มันจะมีคนตามดูเอง

5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่

การเข้ามาจะค่อนข้างง่ายมาก เพราะขอใบอนุญาติแปปเดียวก็เปิดใหม่ได้แล้ว แต่ก็มีข้อยากตรง การทำรายการให้มีคนดูมากๆ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันจะกลายเป็นตัวที่ทำให้ คู่แข่งรายใหม่เข้ามาได้ยากพอสมควร นอกจากคนที่มีชื่อเสียงแต่แรก แบบนั้นก็ เข้ามาได้เลย 

*ส่วนที่น่าสนใจ ผมจะเอาไปเขียนในกลุ่ม WORK RS NINE GRAMMY นะครับ 

Wednesday, December 19, 2012

บรรทึกประจำเดือน 11/55

เดือน 11/  2555 

หุ้นเดือนนี้ตอนต้นเดือน ทำท่าแย่น่าดูเลย ไม่มี New High มีแต่New low ทำใจลำบากเหมือนกัน ต้นเดือน 1297.99 แต่สัปดาห์หลัง จู่ๆก็ถูกลากขึ้นเยอะ 1332.92 ทะลุเลย 

ส่วนเดือนที่ผ่านมา ผมก็พึ่งเริ่มเล่น meta stock แล้วก็เอามาลงด้วย ตอนแรกก็เขียนสูตรเองเลย แต่ก็พบว่า ใช้สูตรคนอื่นดีกว่า แล้วดูย้อนหลังมา ก็ลองใช้เลย 

หุ้นที่ดูก็มีหลายตัว เพราะตัดสินใจ ใช้มาร์จิ้น กับระบบเต็มที่ เดียวการที่คิดว่า หุ้นแพง แต่ก็ไม่รู้จะแพงไปถึงไหน และหุ้นที่ดู เชื่อว่าอนาคต มีโอกาสจะขึ้นมากกว่าลง แต่ก็ต้องระวังเรื่อง Force Sell ด้วย 

มีเรื่อง 3 G ผ่าน หุ้น advanc intuch เลย สบายตัวเลย 
หุ้นตัวเล็กตัวน้อย วิ่งกันเยอะมาก เรียกได้ว่า มี Celling รายวันเลย 

ตอนนี้ผมเริ่มยอมรับเรื่อง หุ้นที่ดี ราคาแพง เพราะสมัยก่อน พยายามเอาแต่หุ้นถูกๆ

=====================================


Monday, December 17, 2012

Five Force สื่อสา่ร

Five Force: สื่อสาร



1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ในอดีต ค่อนข้างรุนแรงมาก ช่วงแรก ที่มี advanc เจ้าเดียว จน Dtac เข้า่มา orange (หรือ true) และ hatch ที่มาตามสุดท้าย แต่ก็สู้ไม่ไหว และขายให้กับ true  ส่วน TOT TT&T พวกนี้ ตัดทิ้งนะครับ เพราะเล็ก และไม่ได้เรื่อง 

ก็สมัยที่ orange มา ได้เกิดสงครามราคาแบบบ้าเลือดเลย เสียดายตอนนั้นผมอยู่ มัธยม เลยไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก แต่ก็น่าจะพอรู้ว่า อัตรากำไรคงจะแย่น่าดูเลยทีเดียว 

ในปัจจุบัน การแข่งราคาเริ่มไม่ค่อยจะมีผลมากแล้ว อาจจะเป็นทั้งเรื่องของคุณภาพของสัญญาณด้วย 
ที่น่าแปลกใจเล็กน้อยคือ AIS โดนสัมปทานมา 20%ต้น Dtac โดน เกือบ 30% แต่ ค่าบริการ AIS แพงกว่า

ในอนาคต การแข่งขันที่เกิดขึ้นคือการใช้ดาต้า ซึ่งเป็นรายได้ 3 เท่าของ เสียง (อ่านๆมานะ) แน่นอน เนื้อชิ้นใหญ่ใครๆก็ต้องแย่งกันเต็มที่ล่ะครับ

2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier
แบ่งเป็นกลุ่มๆนะครับ

กลุ่ม กสทช มั้ง กลุ่มที่ให้ใบอนุญาติ ซึ่งถ้าใครจะเข้ามา ก็ต้องขอใบอนุญาติด้วย ส่วนนี้ผมว่าไม่มีปัญหามาก แค่เล่นข่าวไปเรื่อยๆ เพราะเรื่องผลประโยชน์ (ขอหยุดแค่นี้ เดียวผมหัวหาย) แต่สุดท้าย ประชาชนและเศรษฐกิจ จะทำให้มันผ่านไปเอง

กลุ่มผู้ผลิตมือถือ ก็ไม่มีปัญหา เพราะสุดท้าย ถ้าผู้ผลิตมือถือไม่ออกแบบมาให้ใช้ได้ในประเทศไทย คนในประเทศ มันก็ไม่ซื้อ ดังนั้นผ่านไปเลย

กลุ่มผุ้รับเหมา อันนี้เขาก็เป็นลูกค้าเราด้วย แถมเราจะจ้างใครก็ได้ ไม่มีปัญหา

3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า

ประชาชนรายย่อย หมดอำนาจเลย นอกจากต้องระวังเรื่องการย้ายเบอร์ย้ายเครื่อง เท่านั้นเอง

กลุ่มองค์กร อันนี้ผมไม่มีข้อมูลนะครับ

4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

อันตรายที่สุดของกลุ่มนี้ สมัยนู้นนนนน ที่มี เพจเจอร์ ที่ส่งข้อความกันได้ จู่ๆโทรศัพท์ส่งข้อความได้ เจ็งเลย

ในอนาคต ถ้า่มีการสื่อสารแบบใหม่ๆได้ ก็อันตราย ต้องดูไปเรื่อยๆได้ แต่คิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพรา่ะเราเองก็เป็นทั้งลูกค้าและหาการสื่อสารใหม่ๆอยู่ตลอดอยู่

ที่จริงแล้ว ก็กลัวเรื่อง skype นะครับ ที่โทรศัพท์ผ่านเน็ต แต่ถ้าคนเอามาใช้ ก็ต้องใช้เน็ตบนมือถืออีก ดีๆ 

5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่

ตัดทิ้งไปได้เลย เรื่องคู่แข่งหน้าใหม่ true ก็เกือบไม่รอด หรือไม่รอดก็ไม่รู้ แต่ back ใหญ่อยู่ เลยยังยืนได้ แม้ขาดทุนตลอด

ส่วน hatch ก็ไปแล้ว ไปรวมกับ true แล้ว

การที่คู่แข็งจะเข้ามา ก็ต้องไปแย่งประมูลใบอนุญาติ ต้องไปตั้งเสาอีก ต้องไปโฆษณาอีก แถมลูกค้าก็มีเครือข่ายอื่นใช้หมดแล้ว จะแข่งเรื่องราคาก็ยาก (ต้นทุนสูง ลงทุนสูง) แข่งเรื่องบริการ ก็เหนื่อย



สรุป โดยรวม ผมว่า ถ้าไม่มีเรื่องการเมือง เรื่องการให้ใบอนุญาติมาบีบหัวใจ ผมว่า มันเป็นกลุ่มนึง ที่น่าสนใจมาก แต่ต้องระวังเรื่องการพัฒนาของเทคโนโลยี ในอนาคตให้มากๆนะครับ 

Tuesday, December 11, 2012

Five Force โรงพยาบาล


Five Force: โรงพยาบาล


1. Rivalry Among Current Competitors: การแข่งขันกันระหว่างคู่แข่งภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ทุกโรงพยาบาลมีการแข่งขันกันค่อนข้างสูง ในเรื่องของบริการ และการโฆษณาคุณภาพ แต่เท่าที่เห็น แข่งขันทางด้านราคาน้อยมาก ถึงว่าเป็นเรื่องดี 

การแข่งขันที่ขนาดของโรงพยาบาล 
โรงพยาบาลขนาดเล็ก จะแข่งกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ยากกว่า เนื่องจาก อุปกรณ์ ทางการแพทย์หลายชิ้น ราคาสูง ถ้าคนไข้น้อย มันจะไม่คุ้มเลย  เรื่องการทำมาตราฐานอีก ต้องลงุทนพอสมควรเลย
แต่ข้อดีของโรงพยาบาลเล็กๆ คือ ประหยัดต้นทุน ลงทุนต่ำกว่า และสามารถขยายได้ง่าย ในต่างจังหวัด พื้นที่คนไม่หนาแน่นมาก ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเขตพื้นที่คนหนาแน่นมาก 

สุดท้ายแล้ว ผมเชื่อว่า โรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็จะมาเปิดโรงพยาบาลขนาดเล็กแข่งแน่นอน เพราะจะได้กระจายโรงพยาบาลไปทั่ว แถมสามารถ ส่งคนไข้หนักมาโรงพยาบาลใหญ่ได้อีก  
ส่วนโรงพยาบาลเล็กๆ ก็จะหันไปทำโรงพยาบาล เฉพาะทางโดยตรงเพื่อให้อยู่รอดเรื่อยๆ

การแข่งขันระหว่าง โรงพยาบาลเอกชน กับ โรงพยาบาลรัฐ 
โดยหลักๆ โรงพยาบาลรัฐ จะรับคนชั้นล่าง ส่วนเอกชน จะรับคนชั้นบน เป็นส่วนใหญ่ แต่ในอนาคต โรงพยาบาลรัฐก็จะเปิด คลินิคพิเศษนอกเวลา นอกจากนั้น โรงพยาบาลรัฐ มักจะเอานักศึกษาแพทย์มาทำงานด้วย 
ส่วนนี้ผมว่าอนาคตไป คนชั้นบน กับ คนชั้นล่าง ก็คงยังจะแยกกันเข้าโรงพยาบาลอยู่ดี เป็นไปได้ยาก ถ้าจะให้ทุกคนเข้ามาโรงพยาบาลเดียวกัน 


2. Bargaining Power of Suppliers: อำนาจต่อรองของ Supplier

บุคลากร 
พวกหมอชื่อดัง นี่ ผมมองเป็น Supplier นะ เพราะเป็นผู้ให้บริการที่สำคัญของโรงพยาบาล ยิ่งในอนาคต หมอคนเดียว อาจดึงคนเข้าโรงพยาบาลมาได้เยอะมากๆ และถ้าหมอคนเดียวกัน ลาออก คนไข้ก็พร้อมไปหาหมอคนนั้น คนไข้มองโรงพยาบาล เป็นเพียงสถานที่อำนวยความสะดวกเท่านั้น 
ดังนั้นการจะดึงหมอชื่อดังมา และทำให้อยู่นานๆ ก็เป็นส่วนสำคัญของโรงพยาบาลเลย แต่ส่วนนี้ ผมไม่ได้ในวงการ ไม่รู้จริงๆ 

เครื่องมือทางการแพทย์ และยา
โรงพยาบาลที่ใหญ่มาก จะมีอำนาจสูงมากในการต่อรองราคาพวกนี้ มีความสามารถในการซื้ออุปกรณ์ที่ดีได้สูง และยังสามารถ เลือกยาที่ให้คนไข้ได้เสมอ ทำให้อำนาจต่อรองค่อนข้างสูงมาก 

3. Bargaining Power of Customers: อำนาจต่อรองของลูกค้า

คนไข้
แทบจะไม่มีทางให้ต่อรองเลย สำหรับรายย่อย นอกจากหาโรงพยาบาลถูกๆ แทนไปก่อน 

กลุ่มประกัน หรือบริษัท ที่มาซื้อแพ็ตเก็ตแบบเหมาให้ลูกค้าหรือพนักงาน 
มีทางต่อรองบาง สำหรับ บริษัทที่ขอเหมาให้กับ พนักงาน เพราะต้องการถูกๆ แต่กลุ่มประกันยาก เพราะลูกค้า ต้องการแต่ของดีๆ อยู่แล้ว 


4. Threat of Substitute Products or Services: ภัยคุกคามจากสินค้าทดแทน

อาหาร เครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพ 
ก็ตามที่เขียน เดียวนี้ เทรนมาแรง แต่เท่าที่ผมเห็น ไร้สาระมากกว่า อย่างเครื่องดื่ีม น้ำตาลเป็นก้อนๆเลย กินแล้วอ้วนมากกว่า หรืออย่าง อาหารเพื่อสุขภาพ แพงสาดๆ เลย 

ผมว่ามันเป็นเรื่องความเชื่อมากกว่า เหมือนโรงพยาบาล ล่ะ เล่นกันที่ความเชื่อ แต่โรงพยาบาลดีกว่า ที่มีเทคโนโลยี และความรู้รองรับ

การแพทย์แบบแปลกๆ (ไม่รู้จะเขียนยังไง) 
ก็อย่างเช่น เรื่องการเอาของแปลกๆ มารักษา อย่าง เหล็กในผึ้ง การเอาตัวเข้าห้องอบ การฝังเข็ม 
อันนี้ผมบอกไม่ถูก แต่ถ้าคนไข้คนไหน ได้ลอง แล้วหายจะอาการป่วย ส่วนใหญ่ก็จะเชื่อไปเลย

ไสยศาสตร์
อันนี้ก็เรื่องความเชื่ออีก คือทำแปลกๆ อย่างคนจะตาย เอามาสวดมนต์ นั่งสมาธิ มันก้ไม่น่าจะหายได้เลยนะ 
ปล. ไม่ได้ลบลู่นะ


5. Threat of New Entrance: ภัยคุกคามจากผู้แข่งขันหน้าใหม่

ข้อนี้ ตัดออกได้เลย เพราะการลงทุนโรงพยาบาลใหม่ ไม่ถูกเลย ทั้งค่าที่ดิน ค่าอาคาร ค่าอุปกรณ์การแพทย์อีก นอกจากนั้น การหาแพทย์ที่มีชื่อเสียงก็ยาก การที่คนไข้จะเข้ามาก็ยากเพราะโรงพยาบาลที่พึ่งเปิดใหม่ ยังไม่มีชื่อเสียง ทำให้คนไข้ไม่กล้าเข้ามารักษาตัวกันมากนัก 
กลายเป็นการลงทุนที่สูง กับชื่อเสียงโรงพยาบาล ทำใ้ห้โรงพยาบาล หน้าใหม่เข้ามาเปิดได้ยากไปด้วย