Monday, November 18, 2013

สอนงบการเงินให้แฟน รอบที่ 02

สอนงบการเงินให้แฟน รอบที่ 02
*ปล. ตรูก็มั่ว ตรงไหนผิดบอกด้วยยยยย...

งบกำไรขาดทุน

ที่จริงงบกำไรขาดทุน ก็คือ บริษัท ขายอะไรได้บ้าง ต้นทุนคืออะไรบ้าง แล้วเหลือกำไรเท่าไหร่ 

โดยรายได้ ก็มาจากเราขายของได้เท่าไหร่ 

ต้นทุน ก็เป็นต้นทุนของสินค้า รายจ่ายที่สร้างสินค้า ซื้อวัตถุดิบพวกนี้
ค่าใช้จ่ายในการขาย พวกอะไรสักอย่างที่ช่วยในการขาย อย่างเช่าที่ขาย ทำโปรโมต
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ค่าอื่นๆ จิปาทะ อย่างค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าที่ในผู้บิรหาร

เงินเดือนของแรงงานที่สร้างสินค้า เข้าใจว่าอยู่ใน ต้นทุน
เงินเดือนของพนักงานขาย ค่าคอมมิชั่น เข้าใจว่าอยู่ใน ค่าใช้จ่ายในการขาย
เงินเดือนของคนอื่นๆ ผู้บริหาร รวมถึง พนักงานทำความสะอาด หรือคนอื่นๆ เข้าใจว่าอยู่ใน ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

ต้นทุนทางการเงิน ที่จริงก็คือดอกเบี๊ย เงินกู้
ภาษี

เช่น บริษัทขายเสื้อ
รายได้จากการขายเสื้อมา 1000บาท
ต้นทุนคือ การซื้อเสื้อมาวางขาย 500บาท
ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าเช่าร้านที่ตลาดนัด 100 บาท
ค่าใช้จ่ายในการบริหาร เช่น ค่าเหนื่อยของตัวเอง 100 บาท
ต้นทุนทางการเงินไม่มี เพราะไม่้ได้กู้
ภาษีไม่จ่าย เพราะรายได้ไม่ถึง
กำไร 300 บาท

ประมาณนี้

แต่งบกำไรขาดทุนที่ว่า มันจะเปรียบกันเป็น ปีๆนะ สำหรับหุ้นในตลาด

Sunday, November 17, 2013

สอนงบการเงินให้แฟน รอบที่ 01

สอนงบการเงินให้แฟน รอบที่ 01 
*ปล. ตรูก็มั่ว ตรงไหนผิดบอกด้วยยยยย...

งบการเงินมี 3 งบหลักๆ ตือ งบดุล งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสด

งบดุล
งบดุลเริ่มจากไหน
สินทรัพย์ = ส่วนของเจ้าของ

สินทรัพย์ ก็เช่น เงินสด สินค้าคงคลัง เครื่องจักร โรงงาน 
ส่วนของเจ้าของ ก็เป็นทุนที่ลงไป ลงไปกี่บาท

ถ้าสินทรัพย์นั้น ทำกำไรได้ กำไรก็จะมาเป็นส่วนของเจ้าของด้วย

นอกจากนั้น
สินทรัพย์ = หนี้สิน

หนี้สินก็เหมือนส่วนของเจ้าของ แต่เราไปกู้เขามา ต้องจ่ายเป็นดอกเบ๊๊ยแทน
ถ้าสินทรัพย์นั้น ทำกำไรได้ กำไรก็จะมาจ่ายดอกเบี๊ยของหนี้สินด้วย

ดังนั้นสมการคือ
สินทรัพย์ = หนี้สิน + เจ้าของ
(สร้างกำไร) = (จ่ายดอกเบ๊๊ย + คืนเจ้าของเป็นปันผล)

พูดไป แฟนงง ผมก็งง ช่างมันเถอะ

งบดุลคือ งบที่บอกว่า ณ วันที่ทำ เรามีอะไรบ้าง
เช่น วัน 18/11/2556
งบดุลผมมี
สินทรัพย์
เงินสด 5,000 บาท
มีเงินลงทุนในหุ้น 10,000 บาท
ที่ดิน อสังหา 0 บาท
รวม 15,000 บาท

หนี้สิน
หนี้บัตรเครดิต 5,000 บาท
หนี้จากเงินกู้มาร์จิ้น 5,000 บาท
รวมหนี้ 10,000 บาท

ส่วนเจ้าของ
เหลือเงิน 5,000บาท

แต่วันพรุ่งนี้ งบดุลก็เปลี่ยนแล้วนะ

เอ้า อย่าพึ่งหลับสิ 

Sunday, September 15, 2013

PE PEG ซื้อที่เท่าไหร่ดี

เคยสงสัยไม ว่าทำไมเราซื้อหุ้นกันที่ PE สูงๆ แล้ว PEG ทำไมต้องน้อยกว่า 1 ใครตั้ง เพื่ออะไร 

* หลังจากนี้ไป เป็นความเข้าใจส่วนบุคคลนะคร้าบบบ
** อันนี้ เฉพาะ นักลงทุนระยะยาวนะครับ 

สมมุติ กรณีที่ 1 
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20
หุ้น C ปันผล 2 บาท ราคา 100 บาท PE 50
ให้แค่นี้ แน่นอน หุ้น A ดีสุด

สมมุติ กรณีที่ 2
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% ทุกปี PEG =1
หุ้น C ปันผล 3.3 บาท ราคา 100 บาท PE 30 โต 30% ทุกปี PEG =1
ถ้ากำไรโต X % ทุกปี ผลลัพธ์ที่ได้คือ กำไรจะมาจาก ปันผล + การเติบโตของกำไรเลย
หมายความว่า สิ้นปีที่ 1
หุ้น A ราคา 100 บาท ปันผล 10บาท รวมกำไร 10 บาท
หุ้น B ราคา 100 บาท ปันผล 5บาท รวมกำไร 5 บาท
หุ้น C ราคา 100 บาท ปันผล 3บาท รวมกำไร 3 บาท
สิ้นปีที่ 2 (ปรับ PE ให้เท่าเดิม พอกำไรเพิ่ม ราคาก็ต้องเพิ่ม)
หุ้น A ราคา 110 บาท ปันผล 11 บาท กำไรจากปีที่1 10 บาท รวมกำไร 31บาท
หุ้น B ราคา 120 บาท ปันผล 6 บาท กำไรจากปีที่1 5 บาท รวมกำไร 31บาท (รวมกำไรส่วนต่างราคาหุ้น)
หุ้น C ราคา 130 บาท ปันผล 4.3บาท กำไรจากปีที่1 3.3บาท รวมกำไร 37.6บาท (รวมกำไรส่วนต่างราคาหุ้น)
ดังนั้น กรณีที่ 2 ถ้าการเติบโต เป็นไปตลอดชีวิต หุ้น C จะกลายเป็นหุ้นที่ผลตอบแทนดีที่สุด เพราะเป็นหุ้นที่มีการเติบโต ทั้งด้านกำไรและราคา สูงสุด

ดังนั้น ทั้ง 2 กรณีนี้ ทำให้ หุ้นบางตัว ปันผลต่ำตลอดชีวิต (เพราะมันเติบโต) หุ้นบางตัวปันผลเยอะมาก (เพราะไม่โต) นั่นเอง

แต่ก็มีปัญหาต่อ คือ
1. ไม่มีหุ้น หรือธุรกิจไหน จะเติบโตได้มากตลอดไป (ไม่งั้นหุ้นตัวนั้นจะใหญ๋จนกินทั้งโลก)
2. ราคาไหน ที่ควรเข้าซื้อดี 

=================================================================
*** ขอเปลี่ยนแปลง หุ้น PE 30 ปันผล 3.33% เป็น PE40 ปันผล 2.5%
**** ปันผลเอาออกไปเลยนะครับ เพื่อให้ง่ายต่อการคิด 

ปัญหาต่อมา คือ
1. ไม่มีหุ้น หรือธุรกิจไหน จะเติบโตได้มากตลอดไป (ไม่งั้นหุ้นตัวนั้นจะใหญ๋จนกินทั้งโลก) 
2. ราคาไหน ที่ควรเข้าซื้อดี 

สมมุติกรณีที่ 3
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% ทุกปี PEG =1
หุ้น C ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 40 โต 40% ทุกปี PEG =1
แต่ เรามามองในปีที่ 5
หุ้น A จะมีปันผลรวม 61.05บาท ราคา 146.41 รวมกำไร 107.46บาท
หุ้น B จะมีปันผลรวม 37.21บาท ราคา 207.36 รวมกำไร 144.57บาท
หุ้น C จะมีปันผลรวม 27.36บาท ราคา 384.16 รวมกำไร 311.52บาท
จะเห็นว่า ถ้า A B C ยังสามารถโตได้ในระดับเดิม หุ้นที่มีการฌตมากสุด ก็จะกำไรมากสุด

สมมุติกรณีที่ 4
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% เป็นเวลา 5ปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
หุ้น C ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 40 โต 40% ทุกปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
เรามามองในปีที่ 5 เหมือนกรณีที่ 3
แต่ในปีที่ 5 หุ้น B และ C ดันโตเหลือ 10% เท่าหุ้น A ทำให้ PE ของหุ้น B และ C ลงมาทันที เหลือ 10
หุ้น A จะมีปันผลรวม 61.05บาท ราคา 146.41 รวมกำไร 107.46บาท
หุ้น B จะมีปันผลรวม 37.21บาท ราคา 103.68 รวมกำไร 40.89บาท
หุ้น C จะมีปันผลรวม 27.36บาท ราคา 96.04 รวมกำไร 23.4บาท
ถือมา 5 ปี PE กลับมาเท่าเดิม กลายเป็นหายนะทันที

สมมุติกรณีที่ 5
หุ้น A ปันผล 10 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
หุ้น C ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 40 โต 40% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
ให้เป็น X ปี เพื่อที่เราต้องการจากหาว่า "ถ้าเราต้องการหุ้นที่ PEG 1 PE สูง การโตสูง เราจะต้องหาต่อเนื่องอีกกี่ปี

อันนี้ผมขอเฉลยเลยล่ะกัน
หุ้น B จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 11 ปี
ในปีที่ 10 หุ้น A จะปันผล 25.94 ปันผลรวม 185.31 ราคา 259.37 กำไร 344.69
ในปีที่ 10 หุ้น B จะปันผล 30.96 ปันผลรวม 160.75 ราคา 309.59 (ที่ PE 10)กำไร 370.34
หุ้น C จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น A จะปันผล 19.49 ปันผลรวม 114.36 ราคา 194.87 กำไร 209.23
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 26.35 ปันผลรวม 85.99 ราคา 263.53 (ที่ PE 10)กำไร 249.52
หุ้น C จะแซงหุ้น B ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น B จะปันผล 12.44 ปันผลรวม 49.65 ราคา 124.42 (ที่ PE 10)กำไร 74.07
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 13.45 ปันผลรวม 40.81 ราคา 134.46 (ที่ PE 10)กำไร 75.27

กรณี 6 เป็นกรณีปันผล 50%
หุ้นส่วนใหญ่ ไม่สามารถปันผล 100% ได้ เราควรคิดปันผล 50% แทนบ้าง
หุ้น A กำไรต่อหุ้น 10บาท ปันผล 5 บาท ราคา 100 บาท PE 10 โต 10% ทุกปี PEG =1
หุ้น B กำไรต่อหุ้น 5บาท ปันผล 2.5 บาท ราคา 100 บาท PE 20 โต 20% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10
หุ้น C กำไรต่อหุ้น 2.5บาท ปันผล 1.25 บาท ราคา 100 บาท PE 30 โต 30% เป็นเวลา Xปี PEG =1 จากนั้นโต 10% และ PE ลงไปเหลือ 10

อันนี้ผมขอเฉลยเลยล่ะกัน
หุ้น B จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี
ในปีที่ 10 หุ้น A จะปันผล 11.79 ปันผลรวม 79.69 ราคา 235.79 กำไร 215.48
ในปีที่ 10 หุ้น B จะปันผล 12.9 ปันผลรวม 64.9 ราคา 222.89 (ที่ PE 10)กำไร 222.89
หุ้น C จะแซงหุ้น A ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 8 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น A จะปันผล 9.74 ปันผลรวม 57.18 ราคา 194.87 กำไร 152.05
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 13.18 ปันผลรวม 42.99 ราคา 206.53 (ที่ PE 10)กำไร
หุ้น C จะแซงหุ้น B ที่ PE เท่ากัน เมื่อเวลาผ่านไป 6 ปี
ในปีที่ 8 หุ้น B จะปันผล 6.22 ปันผลรวม 24.82 ราคา 124.42 (ที่ PE 10)กำไร 49.24
ในปีที่ 8 หุ้น C จะปันผล 6.72 ปันผลรวม 20.4 ราคา 134.46 (ที่ PE 10)กำไร 54.86

กรณีสุดท้ายล่ะ ขี้เกียจล่ะ
ถ้าเรามองเฉพาะปันผลอย่างเดียว (ปันผลสะสม) โดยไม่สนใจเรื่องราคา
หุ้น A B C เหมือนเดิม

หุ้น B จะแซง หุ้น A ที่ปีที่ 14 หุ้น B ปันผลสะสม 147.99 หุ้น A ปันผลสะสม 139.87
หุ้น C จะแซง หุ้น A ที่ปีที่ 10 หุ้น C ปันผลสะสม 87.27 หุ้น A ปันผลสะสม 79.69
หุ้น C จะแซง หุ้น B ที่ปีที่ 8 หุ้น C ปันผลสะสม 42.99 หุ้น B ปันผลสะสม 41.25

แสดงว่า การที่คนยอมซื้อที่ PE สูงๆ เพราะอ้างว่า มีการเติบโตที่สูงมากๆ จะต้องรู้ว่า จะโตได้สูงๆแบบนี้ อีกนานขนาดไหน ถึงจะคุ้มที่จะซื้อนะครับ

**** นี่ยังไม่รวมการเอาปันผลที่ได้ มาซื้อหุ้นกลับอีกทีนะครับ 


=======================================================================
สรุป

  1. ถ้าจะซื้อหุ้น PE สูงๆ โดยอ้าง PEG ว่า =1 ซื้อได้  ต้องมั่นใจว่าหุ้นที่เติบโตยาวนานพอ อย่างน้อย 5ปีขึ้นไป แล้วต้องยังโตได้อีกถึงจะโตน้อยลงก็ตาม 
  2. อันตรายจริงๆของหุ้น PE ระดับสูงมากๆ คือการปรับ PE ลง กลับมาอยู่ในจุดที่ควรอยู่ 
  3. ถ้าเป็นกรณีเอาปันผลมาซื้อหุ้นกลับด้วย จะน่าสนใจมากกว่านี้ เพราะหุ้น PE ต่ำ ปันผลสูง จะเพิ่มผลตอบแทนอีก ทำให้หุ้นเติบโต PE สูง เอาชนะได้ยากขึ้น ต้องใช้เวลามาขึ้นอีก 
ข้อควรระวัง
  1. เป็นเพียงทฎีษดี เท่านั้น (เขียนไม่ถูก)
  2. หุ้นแต่ล่ะตัวไม่เหมือนกัน ต้องระวังด้วย 



Thursday, August 15, 2013

ทดลอง Short MAKRO

เห็นมีคนถามถึงกรณี ที่ผม short MAKRO อยู่บ้างในเฟสบุ๊ค ก็เลยมาขออธิบายในนี้ล่ะกัน ไม่ได้เขียนมานานล่ะ

ทำไมถึง short MAKRO

สำหรับ MAKRO ที่ผม short ไป ด้วยเหตุผลหลักๆ ง่ายๆ คิดว่ามันจะลง เพราะราคาที่ CPALL ซื้อไป ผมดูว่ายังไงก็แพงเกินไป (PE เกือบ ราวๆ 50เท่า) ประกอบกับตลาดเข้าสู่ช่วงลงพอดี (จาก 1650 ลงมา 1400 โดยประมาณ) 

ตอนทีขึ้นไป 1014 เป็นราคา Celling ขาดทุนหนักมาก ทำไมไม่ขาย ใจแข็งมาก

ตอนนั้นขึ่นไป ผมก็ช๊อคเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่รู้สึก แต่คิดว่า ถ้ามันขึ้นไปขนาดนั้น คนซื้อจะได้อะไร PE65 มันเป็นไปไม่ได้ มีความรู้สึกอยาก short MAKRO เพิ่มอีก
กลัวขาดทุนนะ แต่คิดว่า ยังไงโอกาสลงมีสูงกว่าแน่ๆ เราก็เลยอดทนต่อไป แต่ก็เตรียมเงินไว้ เพื่อแล้ว

ทำไมไม่บอกคนอื่น

ทำถามยอดฮิตเลย ที่ผมไม่อยากบอกคนอื่น เพราะ
  1. ต้องเปิดบัญชี ยืมและให้ยืมหุ้น เพิ่ม 
  2. มีเรื่องดอกเบี๊ยเข้ามาเกี่ยวข้อง
  3. มีโอกาสที่จะขาดทุนสูง จากการที่ผู้ให้ยืมหุ้น ขายหุ้น เราต้องซื้อคืนทันที 
  4. ความเสี่ยงเรื่องราคา (ขึ้นไปขนาดนั้น ถ้ามีคนตามผม ผมคงโดนด่าเละแล้ว) 
  5. ความเสี่ยงในเรื่องการเล่นข่าว อย่างข่าวที่ว่า หุ้นจะแตกพาร์ ก็เอาซะผมแย่เลย
  6. ความเสี่ยงในเรื่องที่ ราคาอาจจะไม่ลง หรือลงช้ามากๆ 
  7. ความเสี่ยงในเรื่องการตั้งกองทุน
เพราะเห็นว่าอันตรายกว่าการเล่นหุ้นลงทุนธรรมดาที่ผมใช้ ผมเลยไม่แนะนำดีกว่า 


สำหรับผมแล้ว ส่วนตัวผมมองว่า MAKRO PE น่าควรเกิน 40 อย่างดีๆ ก็ 35 ด้วยซ้ำ ซึ่งทำให้ผมมองว่า มันน่าจะลงมากกว่านี้ สำหรับทุกวันนี้ ผมเองก็คงเพียงรอเวลาเท่านั้นเอง

Tuesday, June 4, 2013

เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

ขอนอกเรื่องบ้าง ปกติชอบเขียนแต่เรื่องหุ้น

ค่้อยๆเปลี่ยนวิธีการดู

หลังจากที่ลงทุนมาระยะเวลานึง ไม่นานมาก ผมก็พบว่า ผู้บริษัท เป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ในการเลือกบริษัทเลย

จากตอนแรกๆสุด ผมเน้นดูกราฟ (ช่วงที่พึ่งเล่น) โดยดูแนวโน้มว่า ราคานอกเส้นนู้นเส้นนี่ แต่สุดท้ายเหมือนจะหลงทาง เพราะมีเรื่องอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็รู้สึกไม่เหมาะกับตัวเอง

ต่อมาผมก็มาดูเรื่องของ งบการเงิน โดยเชื่อว่าบริษัทที่งบดี น่าจะอนาคตดี อาจต้องรอต่อไปอีกพักใหญ่ๆก็ได้ แต่ก็คุ้มค่า แต่สุดท้าย ก็เจอทั้งหุ้นโภคภัทธ์ หุ้นที่ธุรกิจดีบางช่วงเล่นงานเอา ทำให้เกิดความเสียหายพอสมควร

ต่อมาผมก็มาดูเรื่องของ ธุรกิจ เป็นหลัก โดยคิดว่า ถ้าธุรกิจที่ดี ทุกอย่างมันจะดีไปเอง แต่สุดท้ายแล้ว ผมก็เจอระเบิดที่ซ่อนอยู่ โดยผู้บริหารที่ ไม่ยอมบริษัทธุรกิจให้ดี แต่กลับไปบริษัืทราคาหุ้นให้ขึ้นลงตามที่เขาต้องการ

มาถึงสุดท้าย ผมก็พึ่งเ้ข้าใจ เวลาดูหุ้น ที่เขาแนะนำกันมา เขาบอกไว้ ให้ดู ธุรกิจ ดูงบ ดูรอบๆ ถ้าผ่านหมดเลย ให้มาดูผู้บริหารทีหลัง ถ้าผู้บริหารไม่ดี ทุกอย่างเป็นอันจบ



Wednesday, May 29, 2013

แอบดู SE-ED

==================================================================
update 3/6/2556

เรื่องหุ้น SE-ED มันเป็นหุ้นที่ปันผล คนที่ซื้อก็เน้นซื้อเพราะปันผล แต่ปัญหาคือ พอเพิ่มสาขา รายได้กลับไม่เพิ่มตาม ทำให้กำไรมันเริ่มลดลง แล้วปันผลก็ลดลงด้วย วิธีแก้ไขคือการเพิ่มปันผลโดยจ่าย pay out เพิ่ม แล้วก็เอากำไรสะสมมาจ่ายแทน แต่สุดท้ายแล้ว หุ้นที่ปัีนผลผิดปกติ (ปันผลมากกว่ากำไร) มันก็เป็นไปไม่ได้ และการที่ต้องการสร้างธุรกิจใหม่ ทำให้ไม่สามารถจ่ายปันผลได้ ต้องเอาเงินมาลงทุน สุดท้ายเลยงดจ่ายปันผล คังนั้น คนที่ซื้อเพราะหวังปันผล ย่อมผิดหวัง ทำให้เกิดแรงเทขายอย่างหนัก เท่านั้นเอง

ที่เหลือก็ดูว่า ธุรกิจนี้จะทำยังไงให้กลับคืนมา จะทำให้ร้านหนังสือกลับมาขายดี รายได้เพิ่ม อัตรากำไรดีขึ้นเมื่อไหร่ หรือโรงเรียนธุรกิจใหม่จะทำให้กลับมาดีหรือเปล่า
==================================================================

หุ้นตัวนึง ที่เคยถูกเรียกว่า "หุ้น VI" และปัจจุบันกลายเป็นตัวแทนสำหรับคนที่ลงทุนแนวอื่นๆ เช่นเทคนิค ข่าว ไสยาศาสตร์ ต่างๆ เอามายกตัวอย่างกันว่า

ลงทุนแบบ VI ด้วยหุ้น VI แล้วแบบนี้ หมายความว่ายังไง??

พร้อมตบท้ายด้วยเรื่องของวิธีการเล่นหุ้นในแบบขอตัวเองกัน ซึ่งก็ถูกกล่าวถึงเยอะมากๆ

ส่วนตัวแล้ว หุ้นVI มีจริงๆ แต่มันหมายถึงหุ้นที่มี มูลค่าสูงกว่าราคา ซึ่งหุ้นตัวเดียวกัน แต่ถ้า คนล่ะเวลาและคนล่ะราคากัน มันก็อาจเป็นหุ้น VI หรือหุ้นที่แพงเกินไปก็ได้แล้ว

ดังนั้นต้องบอกก่อนว่า หุ้น VI ที่น่าลงทุน จะเป็นช่วงเวลานึงในช่วงราคานึงเท่านั้น จะมาเหมาว่า หุ้นVI พร้อมซื้อได้ทุกราคา มันก็ผิดตั้งแต่แรกแล้ว

ช่างมันเถอะ มาดูหน่อยดีกว่า เห็นลงมาซะ หนาวเลยนะนี่


SE-ED : บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด (มหาชน)


มาดูธุรกิจกันดีกว่า 
  1. หนังสือ แน่นอน se-ed ก็ต้องเป็นหนังสือกับร้านหนังสืออยู่แล้ว สำหรับคนทั่วๆไปที่เดินผ่านไปมาก็ต้องเห็นอยู่ ในกลุ่มนี้ ก็จะผลิตหนังสือเป็นหลัก รวมไปถึงพวก CD ด้วย
  2. วารสาร มีทั้งหมด 7 ฉบับ เป็นรายเดือน
  3. การรับจัดจำหน่ายหนังสือ นอกจากพิมเองแล้ว บริษัทยังรับหนังสือที่อื่นมาขายด้วย 
  4. ธุรกิจร้านหนังสือ SE-ED BOOK CENTER ทั้งที่เปิดเองและที่รับบริษัทงานให้
  5. SE-ED Learning Center เป็นศูนย์เรียนรู้ที่ อาคาร จตุีรัส จามจุรี (แถวจุฬา)
  6. โรงเรียนเพลินพัฒนา ตั้งแต่ อนุบาล - มัธยม
  7. ธุรกิจอื่นๆ ผลิตรายการ TV ด้วย 
ก็น่าสนใจดีเหมืิอนกัน แต่ก็ต้องดูรายได้หลักๆ
รายได้จากธุรกิจหนังสือ 95.45% 
แบ่งเป็น ขายปลีก 82.82% ขายส่ง 12.61% รับจ้างพิม 0.02%
รายได้วารสาร 0.93%
รายได้โรงเรียน 2.09%
รายได้อื่นๆ 1.53% 
* จากปี 55

เท่าที่ดู คงต้องดูการขายหนังสือเป็นหลักนะ

*Kiok หมายถึงแผงหนังสือขนาดเล็ก

เท่าที่เข้าใจ ยิ่งเปิดร้านมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งขายหนังสือได้มากขึ้นเท่านั้นนะ 
ปล. คิดง่ายๆ simple is best 
ปล2. คิดได้แค่นี้อ่ะ 



ไปขุดๆงบในอดีตดูก็พบว่้า หุ้นก็เติบโตได้เรื่อยๆ  แต่ไม่ได้สวยงามมากนัก สงสัยถ้าจะดูกันจริงๆ คงต้องดูก่อนหน้านี้อีก 2534 - 2548 จากกราฟจุดที่ขายทั้งหมด ขึ้นมาเยอะมากๆ งบการเงินน่าจะดูดีกว่านี้เยอะเลย ทั้งสาขาที่เปิดเยอะมาก อัตราการเพิ่มของสาขาสูงด้วย แต่ตั้งแต่ปี 2550-2553 ก็ยังดีอยู่ จนปี 2554 - 2555 ก็เริ่มดูไม่ดี แม้รายได้เพิ่ม

2554 ภาษีเงินได้ เสียมากขึ้น จาก 25% -30% เีรื่องน้ำท่วม เรื่องเพิ่มค่าแรง เป็นหลัก
2555 ยังมีปัญหาน้ำท่วมตามมา ค่าจ้างเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นใน 7 จังหวัดและปรับเงินเดือนเพิ่มในจังหวัดอื่นๆ 39.5% และรายได้ระดับ ปริญญาตรี 15000 บาทด้วย

ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงหลังที่ผมเห็นนะ

  • ร้านหนังสือในเครือที่ SE-ED เปิดไป ค่อนข้างเยอะมากแล้ว การที่ยังเน้นขยายธุรกิจด้วยวิธีเดิมจะทำให้มันตันเอง (แต่ที่เห็นก็มีการเอาของเข้าไปขายนู้นขายนี่เพิ่มด้วย อย่างอุปกรณ์โทรศัพท์ พวกนี้ ก็น่าสนใจดี)
  • ร้านหนังสืออย่างของ B2S ของเซ็นทรัสที่ OFM กำลังลุย ร้านนายอิน ร้าน Asia book ของเสี่ยเจริญ (หรือเปล่า) ร้านไพรินขายหนังสือถูกๆ แล้วก็ร้านอื่นๆอีกมากมาย ที่ตอนนี้แข่งกันอย่างหนัก 
  • การเข้ามาของ E-book และคนไทยชอบของฟรีมากกว่า โหลดฟรีกันเลย
  • ค่าแรง 300 ปี 2556
งบไตรมาส 1/56


 ที่เขียนรายละเอียด
รายได้ลด จากธุรกิจค้าปลีก SSSG -10.48% รายได้หลัก
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน ค่าเช้า ค่าบริการ ค่าอื่นๆ เิพิ่ม 10.1%
ค่าจ้างที่เพิ่มต่อ
แม้จะลดกำไรสุทธิ ลง ก็ไม่ไหว

มาดูกัน รายได้จากการขายลดลง -3.5% เป็นรายได้หลักถึง 96.76%
แต่ต้นทุนลดลง -5.71% (***ปล. ตรงกำไรขั้นต้น ผมเขียนผิด)

ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเพิ่มขึ้น 10% โดยประมาณ

กำไรเลยหด -54.7%
กำไรสุทธิ -47.87%

ก็ถ้าตามที่ดูนะ

รายได้

  • ถ้าสามารถเปิด ธุรกิจใหม่ได้ โดยที่ทำให้รายได้และกำไรเพิ่มขึ้นพอที่จะเปลี่ยนสัดส่วนรายได้ ก็จะน่าสนใจมาก

รายจ่าย

  • ถ้า SE-ED สามารถจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งบริหาร และการขายได้ 
  • เฉพาะเรื่องค่าแรง คิดว่าคงจะไม่เพิ่มไปอีกสักพักใหญ่ๆ 2-3 ปี มั้ง ก็อาจจะดีก็ได้ ถ้าได้ในราคานี้ 
อื่นๆ
  • ถ้าสามารถทำอัตราการทำกำไรให้เท่าเดิมได้ ก็จะดีมากเลย ที่ผ่านมาก็มีอัตรากำไรที่เดิม แต่พอเจอเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากๆ ก็ทำให้ควบคุมไม่ทัน ก็เลยทำให้กำไรสุทธิลงไปเยอะเลย 

ส่วนตัวแล้ว ก็น่าสนใจ แต่รู้สึกว่า อัตราการเติบโต ค่อนข้างจะยากอยู่เหมือนกัน

ปล. ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะครับ ศึกษาดู อย่าไปเชื่อผมมาก ผมแค่ไร้สาระไปวันๆ



Tuesday, May 14, 2013

บรรทึกช่วยจำ CPALL MAKRO

แหมเขียนกันเยอะ เอาบ้าง ตามกระแส

เรื่อง CPALL ซื้อ MAKRO เท่าที่เห็น ส่วนใหญ่จะเขียนเป็นระยะสั้นกันมากกว่า (ระยะ 2ปี) จากในบทความต่างๆและบทวิเคราะห์ และผลลัพธ์คือปรับประมาณการ เป้าหมายลงมา ไม่ก็แนะนำขาย หรอถือกันเป็นส่วนใหญ่

ส่วนคนเท่าไปที่คุย ก็มักจะบอกว่า หนี้เยอะปีนี้กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า ไม่ก็กลัวเพิ่มทุน

เรื่องเพิ่มทุนก่อน

ส่วนตัวผมมองว่า ถ้าไม่เพิ่มทุนก็ดี เพราะจะได้ไม่มีตัวหารเพิ่ม แต่ถ้าเพิ่มทุน ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าราคาเท่าไหร่มากกว่า แต่เชื่อว่าไม่น่าเพิ่มทุน อย่างน้อยผู้บริษัทก็เชื่อถือได้มากกว่าหลายๆตัว และถ้าเพิ่มจริงๆ CPF จะขนเงินมาจากไหนดี

แต่เอาเข้าจริงเรื่องการเพิ่มทุนที่คนกลัวกัน ผมรู้สึกขำมากเลย อย่างหุ้นตัวอื่น (ไม่ขอเอ๋ยนาม) หลายๆตัว พอประกาศเพิ่มทุน แต่หุ้นขึ้นไป แถมขึ้นแบบติด celling ด้วย คนแห่ซื้อกันใหญ่ บอกว่าดีอย่างนู้นดีอย่างนี้ ส่วนใหญ่ก็เพิ่มทุนเพื่อล้างหนี้ เพื่อทำธุรกิจใหม่ (ที่ไม่รู้จะดีหรือเปล่า) ก็คนก็แย่งกันซื้อแย่งกันเอา แต่CPALL ซื้อ MAKRO โดยรวมแล้ว มันน่าจะดีกว่า อย่างน้อยซื้อ MAKRO ที่ PE 50-60 ก็ยังดีกว่าหลายๆคนไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่แม้แต่กำไร ยังไม่เคยเห็นเลยนะ

ตกลงคนกลัวเพิ่มทุน หรือกลัวเพราะราคาหุ้นมันลงมาแรงกันแน่

เรื่องของหนี้เยอะ กำไรจะไม่ขึ้นในปีหน้า

มีความหมายคือ คุณมองสั้นๆใน ปี 2ปีเท่านั้น ซึ่งมันก็คงจะเป็นจริงล่ะ ถ้ากำไรไม่ขึ้นคงไม่ดี แต่ลองมองในแง่ถือยาวหลายปีดู สมุมติว่า CPALL ทำให้หนี้หมดได้ (เช่นจัดกองทุนอสังหา) ก็จะทำให้ กำไรจาก MAKRO เข้ามาเท่าไร CPALL ก็กำไรเพิ่มเท่านั้นเลย จากที่ต้องเปิดแต่ 7-11 กลายเป็นเปิดห้างใหญ่ได้อีก ลองมองไป 5 ปีดู ผมว่ามีอะไรดีๆอีกเยอะ แล้วอัตราการเพิ่มของกำไรเฉลี่ยผมว่าจะสูงขึ้นเยอะ

ส่วนตัวแล้วคิดว่า deal นี้ดีเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่า มองมุมไหน